ตอนที่ 23 รูนศาสตร์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ชายชราไม่ได้โกรธที่เด็กน้อยแอบดูงานวิจัยของตนเอง แต่เขากลับรู้สึกชื่นชมมากกว่าที่เด็กคนนี้ช่างสังเกต
“พวกเราก็คุ้นเคยกันมาระดับหนึ่งแล้ว ฉันยังไม่รู้นามสกุลของเธอเลย ตกลงเธอมาจากตระกูลอะไร?” ศาสตราจารย์ออสตินเอ่ยถาม
ทว่าเมอร์ลินกลับทำหน้าเหร่อหราและเอ่ย “ตระกูล? คุณกำลังพูดถึงตระกูลใช่ไหมครับ?”
“ใช่สิ”
“ผมเป็แค่ชาวบ้านธรรมดาจะมีชื่อสกุลได้ยังไง ผมไม่ใช่พวกขุนนางเสียหน่อย”
“โอ้ เป็ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นล้าหลังจริงๆ เลย ผ่านมานับหมื่นปีแล้วพวกเขายังคงยึดติดอยู่กับเื่เดิมๆ อยู่อีกหรอ ระบบศักดินานี่ช่างน่ารังเกียจจริงๆ” ชายชราหยุดไปครู่หนึ่งและเอ่ยต่อ “ถ้าอย่างนั้นเธอมาใช้นามสกุลพรินตันของฉันไหมล่ะ ฉันจะรับเธอเป็ลูกบุญธรรมเอง”
เมอร์ลินที่ได้ยินดังนั้นจึงเงียบไป ในดวงตาของเขามีความสั่นไหว แน่นอนว่าความสั่นไหวนี้เกิดจากน้ำใสๆ ที่เคลือบในดวงตา จมูกรั้นของเขาจู่ๆ ก็เริ่มเกรงและแดงขึ้น
“เฮ้ ไม่จำเป็ต้องกดดันขนาดนั้นก็ได้ ถ้าเธอไม่เต็มใจฉันก็จะไม่บังคับเธอ” ศาสตราจารย์ออสตินรีบเอ่ยเมื่อเห็นเด็กน้อยกำลังจะร้องไห้
อย่างไรเมอร์ลินในตอนนี้ก็เป็แค่เด็กอายุสิบขวบ กับคนที่พึ่งพบกันแบบชายชราย่อมไม่มีทางเชื่อใจได้อย่างรวดเร็วอย่างแน่นอน อีกทั้งชีวิตของเขาก็ผ่านอะไรที่น่ารันทดมามาก ไม่มันแปลกที่เขาจะมีกำแพงที่สูง
แต่ว่า
“ได้ครับ ถ้าคุณยินดีรับผมเป็ลูกบุญธรรม ผมก็ยินดีรับมันครับ” เมอร์ลินเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา
หัวใจน้อยๆ ของเขารู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดของชายชรา
ไม่ต้องเอ่ยว่าเมื่อไม่นานมานี้เขาอาจจะสูญเสียญาติผู้ใหญ่อีกคนไป เด็กอย่างเขาย่อมไม่ลังเลที่จะรับความช่วยเหลือจากต้นไม้ใหญ่ที่ยื่นกิ่งลงมา
“ดี ถ้าอย่างนั้นั้แ่นี้ไปเธอก็จะกลายเป็เมอร์ลิน พริสตัน เดี๋ยวว่างๆ ฉันจะพาเธอไปลงทะเบียนข้างล่างแล้วกัน” ชายชราเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม
จู่ๆ เด็กน้อยก็ก้มหน้าและเงียบขรึม ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขายังเป็เด็กเ้าคำถาม
ศาสตราจารย์ออสติน “เป็อะไรไปอย่างนั้นหรอ?”
“ผมขอกอดคุณได้ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยทั้งๆ ที่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น
“ได้สิ” ศาสตราจารย์ออสตินยิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วอ้าแขนรับ
ตอนนั้นเองเด็กน้อยก็ไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นไปโผวกอดชายชราทันที เขาที่สูญเสียพ่อแม่ไปเมื่อสามปีก่อน และไม่นานมานี้อาจจะสูญเสียคุณปู่ที่เป็ญาติคนสุดท้าย สำหรับเด็กสิบขวบเช่นเขาแล้ว จิตใจนี้ย่อมอ่อนแอและ้าที่พึ่ง
“ผมเรียกคุณว่าพ่อได้ไหมครับ” เด็กน้อยพูดเสียงอู้อี้ในตอนที่ใบหน้าซุกไปที่กลางอกของชายชรา
ศาสตราจารย์ออสตินพลันรู้สึกสะท้านขึ้นมาในใจ
ความจริงเขาเองก็ไม่ใช่คนไร้ญาติมิตร เพียงแต่ตัวตนเช่นเขานั้นมีชีวิตอยู่มานาน
ูเายิ่งสูงยิ่งหนาว ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งโดดเดี่ยว
คนใกล้ชิดของเขาไม่สามารถต้านกาลเวลาเพื่ออยู่ร่วมกับเขาได้ เขาจึงตัดสินใจแยกตัวออกมาศึกษาและทำงานวิจัยอย่างสันโดษ
คำว่า “พ่อ” ของเด็กน้อยทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถควบคุมรอยยิ้มบนใบหน้าได้
“ได้สิ ฉันต่อไปนี้เมอร์ลิน เธอคือลูกชายของฉัน”
“ครับพ่อ” เมอร์ลินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูสบายใจ
แม้ว่าเมอร์ลินจะ้าเรียกชายชราว่าพ่อ แต่นั่นก็เป็แค่ความรู้สึกชั่ววูบเพียงเท่านั้น ไม่นานเขาก็กลับมาเรียกคุณออสตินเหมือนเดิม
หลังจากผ่านเวลาที่ซาบซึ้งแล้ว พวกเขาก็กลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิม
ศาสตราจารย์ออสตินเมื่อเห็นว่าเมอร์ลินเป็เด็กที่สนใจเรียน เขาจึง้าที่จะส่งเสริมเมอร์ลินอย่างเต็มที่
“เมอร์ลิน เธออยากเรียนหนังสือไหม?” ชายชราเอ่ยถาม
“ครับ ผม้าเรียน โดยเฉพาะเวทยาศาสตร์ ถ้าคุณสามารถสอนรูนศาสตร์ให้ผมได้มันก็จะดีมากเลย” เด็กน้อยกล่าวด้วยแววตาที่เป็ประกาย
ชายชราเมื่อเห็นความกระตืนรือร้นนี้เขาจึงดีใจเป็อย่างมาก
“ถ้าอย่างนั้นอย่างแรกเธอต้องทำความคุ้นเคยกับดินแดนแห่งนี้เสียก่อน ที่ห้องหนังสือของฉันมีหนังสือหลายเล่มที่บรรยายถึงประวัติเวทยาศาสตร์และเวทมนตร์ ส่วนวิชารูนศาสตร์เธอสามารถเรียนรู้ได้หลังจากที่เรียนเื่พวกนั้นแล้ว”
“ครับ”
“เดิมทีฉันว่าจะพาเธอไปลงทะเบียนประวัติในเมือง แต่พอคิดอีกทีพวกเขาต้องถามแน่เลยว่าเธอกำลังเรียนหนังสืออยู่ที่ไหน แบบนั้นแล้วฉันว่าเธอควรเรียนรู้เบื้องต้นอยู่ที่นี่ก่อน แล้วฉันจะหาโรงเรียนดีๆ ให้เธอเข้าเรียน” ศาสตราจารย์ออสตินกล่าว
เมอร์ลินเอ่ย “คุณพูดเหมือนกับว่าเด็กทุกคนในดินแดนนี้ต้องเข้าเรียนเลย”
“แน่นอนว่าใช่ ประชาชนในดินแดนเวทมนตร์ทุกคนต้องได้รับการศึกษาขึ้นพื้นฐาน อย่างน้อยพวกเขาต้องจบโรงเรียนการศึกษาพื้นฐาน ส่วนใครจะเข้าโรงเรียนเวทมนตร์หรือมหาลัยเวทมนตร์ก็ตามแต่พวกเขาจะสะดวก”
“ว๊าว ดูเหมือนที่นี่จะมีโรงเรียนหลายแห่งมากนะครับ ว่าแต่ผู้คนที่นี่ใช้เวทมนตร์กันได้ทุกคนเลยหรอครับ?”
ศาสตราออสตินส่ายศีรษะและยิ้ม “ไม่หรอก บางคนที่มีพลังเวทน้อยเกินไปพวกเขาก็ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ แต่พลังเวทของพวกเขาเพียงพอที่จะกระตุ้นอุปกรณ์เวทมนตร์เท่านั้น ดังนั้นมันจึงมีโรงเรียนการศึกษาพื้นฐานเพื่อชี้แนะผู้คน ส่วนที่มีพลังเวทสูงพวกเขาก็สามารถไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเวทมนตร์ได้ และถ้าหาก้าเรียนเวทมนตร์ที่สูงกว่านั้นพวกเขาก็ต้องไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเวทมนตร์”
“ผมเองก็เข้าเรียนที่นั่นได้ใช่ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
ชายชราพยักหน้าและเอ่ย “แน่นอนว่าได้ ตอนที่ฉันรักษาเธอตอนที่สลบไป อุปกรณ์เวทมนตร์ของฉันสามารถได้ถึงพลังเวทภายในร่างกายของเธอได้ แม้ว่ามันจะไม่สูงมากนัก แต่ถ้าหากเธอได้เข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ได้แล้วล่ะก็ เธอย่อมสามารถกลายเป็นักเวทได้อย่างแน่นอน”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นเมอร์ลินก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ เขาที่ได้เห็นฟังเื่ราวที่ศาสตราจารย์ออสตินเล่ามา เขาก็ยิ่งสนใจในเวทมนตร์ นอกจากนี้แล้วเขายังสนใจในสัญลักษณ์รูนเ่าั้ด้วย
ซึ่งความจริงแล้วเมอร์ลินไม่ได้เห็นสัญลักษณ์รูนเป็ครั้งแรก เพราะก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาในอุโมงค์รากไม้ สัญลักษณ์รากไม้ที่เืของเขาหยดลงไปก็เป็สัญลักษณ์รูนอย่างหนึ่งเหมือนกันด้วย
เพราะเหตุนี้จึงทำให้เขาสนใจในรูนศาสตร์
“ผมเองก็อยากเป็นักรูนศาสตร์เหมือนคุณด้วยครับ” เมอร์ลินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น
ซึ่งประโยคนี้ทำให้ศาสตราจารย์ออสตินรู้สึกตื้นตันเป็อย่างมาก