การปรากฏตัวของกลุ่มคนผู้มาใหม่ที่จู่ๆก็ออกมาจากความว่างเปล่าสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก โดยเฉพาะหยางเทียนหลงที่อยู่ใกล้ที่สุดและได้ยินในสิ่งที่ผู้มาใหม่กล่าว และที่ทำให้ตระหนกไปมากกว่านั้นคือระดับลมปราณของกลุ่มคนเหล่านี้ มิหนำซ้ำกลุ่มคนเหล่านี้ยังมีผู้ใช้อักขระขั้นที่สูงกว่าขั้นสีน้ำเงินมากกว่าห้าคน และคนเหล่านี้เดินทางผ่านประตูมิติได้ครั้งเดียวมากกว่าร้อยคนแสดงว่าหนึ่งในนี้ต้องมีผู้มีระดับลมปราณไม่ต่ำกว่าระดับเซียนและยังเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงขึ้นไปอีกด้วย
"พวกท่านเป็นใคร? มาที่เเห่งนี้ต้องการอันใดจากที่นี่"หลงเทียนแม้จะได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวในตอนแรกแต่ก็ยังไม่มั่นใจเท่าใดนักและเพื่อการยืนยันคำตอบที่ได้ยินอีกครั้ง
"พวกเราหาได้มีเจตนามาร้ายเพียงแค่นำสิ่งของมาช่วยเหลือเพียงเท่านั้น และอีกอย่างที่เรามาเนื่องจากเราพึ่งทำการเปิดสำนักใหม่ด้วยต้องการให้ความเป็นมงคลบังเกิดแก่สำนักของเราเเทนที่เราจะจัดงานสังสรรค์เชิญแขกทั่วยุทธภพและสำนักต่างๆให้เปลืองทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์แล้ว หม่อมฉันจึงคิดว่าเอาสิ่งเหล่านี้มาช่วยผู้คนที่ตกยากดีกว่าพะยะค่ะ และพวกเราทุกคนคือคนของสำนักภูติสวรรค์ที่หากพระองค์ทรงทอดพระเนตรตอนนี้ก็จะเห็นได้ด้วยพระเนตรของพระองค์ได้อย่างชัดเจนพะยะค่ะ...."ข้ามองหน้าของพี่หลงเทียนและดูเหมือนเขาจะสงสัยในตัวของข้าเป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้เขามองสำรวจข้าตั้งแต่หัวจรดเท้า อ่า....นี้ข้าปิดเขาไม่มิดหรือนี่หึหึ...
ทางด้านหยางหลงเทียนที่ยืนสำรวจอยู่นานถึงแม้คนตรงหน้าจะเป็นบุรุษแต่เขาจำกลิ่นกายและกระแสลมปราณได้ แม้คนตรงหน้าจะพยายามปิดมันมากแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็แอบใช้ปราณเทพตรวจสอบคนตรงหน้าอยู่ดี จึงรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นนางที่รักหายไปเพียงแค่สี่เดือนถึงขนาดสร้างสำนักลอยฟ้าได้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆและยังสามารถรอดพ้นสายตาเขาไปได้อีก ปล่อยให้เขารอคอยตั้งนานแม้จะคุยกันเกือบทุกวันแต่ก็ยังไม่บรรเทาอาการคิดถึงของเขาได้ มันไม่สามารถมองเห็นดวงหน้าที่งดงามของนางที่ชวนให้เขาหลงไหลได้ หลอกให้เขารอนานตั้งสี่เดือนไม่ยอมมาหาเขาหรือให้เขาไปหาทั้งที่อยู่ใกล้เพียงแค่นี้ นี่ใช่หรือไม่ที่เขาเรียกว่าเส้นผมบังภูเขาหรือจะเรียกว่าอยู่ใกล้เพียงปลายจมูกก็มิผิดเขาจึงทำได้เพียงยิ้มมุมปากส่งไปที่นางเพียงเท่านั้น
ข้าที่ได้ยินความคิดนั่นและเห็นรอยยิ้มตรงมุมปากที่หาได้ยากกว่าเพชรล้ำค่านั้นก็เข้าใจในทันทีว่าไม่อาจปิดคนตรงหน้าได้จริงๆ จึงทำการทักทายผ่านลมปราณเพื่อไม่ให้ผู้ใดได้ยิน
"ข้าทำตามสัญญาแล้วนะเจ้าคะ และขอให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับด้วยเจ้าค่ะ ได้หรือไม่เจ้าคะ?"ข้าได้แต่ส่งยิ้มบางๆไปให้
"ได้สิ...ขอเพียงเจ้าเอ่ยปากไม่ว่าสิ่งใดพี่ก็ทำให้เจ้าได้แม้แต่ชีวิตของพี่พี่ก็ให้เจ้าได้เพราะตอนนี้ชีวิตของพี่เป็นของเจ้าเพียงผู้เดียวแล้วเซียนน้อย...หึหึ..."หลงเทียนเห็นหน้าส่วนล่างที่พ้นหน้ากากเริ่มเกิดริ้วแดงก็รู้สึกพอใจยิ่งนักเพราะเขาพยายามหยอดทุกครั้งที่ได้คุยกัน แต่ไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาเยี่ยงไรแต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าที่ทำไปนั้นไม่เสียเปล่าเลยสักนิด.....
ผู้คนโดยรอบที่เห็นเพียงชินอ๋องและบุรุษผมเงินยืนมองตากันแล้วจู่ชินอ๋องก็ยิ้มมุมปากและอีกฝ่ายที่หน้าส่วนล่างที่พ้นหน้ากากเกิดริ้วแดงๆขึ้น จึงคิดไปต่างๆนานาอีกทั้งหากสังเกตุดีๆทั้งสองมีส่วนคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมากโดยเฉพาะสีของเรือนผมมองๆดูแล้วทั้งสองให้ความรู้สึกถึงความเหมาะสมกันทั้งที่ทั้งสองเป็นบุรุษทั้งคู่และทั้งสองไม่รู้ว่าปฏิกิริยาที่มีให้กันในครั้งนี้จะทำให้ภายหลังจากนี้จะเกิดข่าวลือว่าชินอ๋องหยางหลงเทียนแห่งแคว้นหยางผู้เย็นชาประสบพบเจอรักแรกพบกับประมุขแห่งสำนักภูติสวรรค์
"อะ แฮ่ม คือหม่อมฉันชื่อเหิงเยว่เป็นประมุขของสำนักภูติสวรรค์พะยะค่ะ และหม่อมฉันไม่ได้นำแค่เสบียงอาหารเท่านั้นแต่หากพวกหม่อมฉันได้นำยารักษาและหม่อมฉันจะขออนุญาติตั้งกระโจมแพทย์ของทางสำนักด้วย เนื่องจากหากให้ไปอยู่ที่ของแพทย์หลวงที่ทางท่านอยู่คงไม่สะดวกเพราะยาและสมุนไพรของทางเรานำมามีค่านัก หากใช้ไม่ถูกต้องอาจส่งผลเสียต่อผู้ถูกรักษาได้...."แต่ก่อนที่เหิงเยว่หรือชิงเซียนจะได้กล่าวต่อก็มีเสียงสตรีแหลมปรี๊ดดังขึ้นมาก่อน
"ท่านเป็นใครถึงกล้ากล่าวเช่นนี้ นั่นท่านกำลังกล่าวหาท่านพ่อของข้าที่เป็นหัวหน้าหมอหลวงและเหล่าหมอหลวงที่ถวายงานในวังหลวงว่าไม่มีความสามารถเช่นนั้นรึ ท่าน....."ลู่อิงฮวาที่เดินตามบิดาที่เป็นหัวหน้าหมอหลวงมาเพื่อเข้าพบชินอ๋อง มาได้ยินที่เหิงเยว่กล่าวพอดีจึงโมโหที่มีคนมากล่าวดูหมิ่นประมาทว่าพวกบิดาและตนที่เป็นหมอหลวงไม่มีความสามารถใช่สมุนไพรได้อย่างถูกต้อง จึงได้กล่าวออกมาเสียงดัง
แต่ก่อนที่จะได้กล่าวอันใดต่อนางก็สังเกตุเห็นบุคคลที่กล่าวเสียก่อนนั่นจึงทำให้นางหยุดกล่าวเพราะคนตรงหน้าแม้จะสวมหน้ากากแต่ใบหน้าส่วนล่างที่ไม่มีอะไรปิดบังก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าคนผู้นี้ต้องรูปงามเป็นแน่ทั้งปากที่มีสีชมพูอ่อนๆ ทั้งยังมีผิวที่เรียบเนียบ หากเทียบกับชินอ๋องคงรูปงามไม่แพ้กัน แต่ที่ทำให้นางหลงไหลหาใช่ใบหน้าภายใต้หน้ากากแต่เป็นสีของดวงตาที่ไม่เหมือนใครแม้จะคล้ายกับชินอ๋อง แต่สำหรับอิงฮวานางคิดว่าดวงตาคู่นนี้ให้ความรู้สึกน่าหลงไหลและน่าค้นหายิ่งนักแล้วมันยังดูมีชีวิตชีวายิ่งกว่าดวงตาของชินอ๋องอีกด้วยทั้งที่คล้ายกันแต่กับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง นางคิดว่านางคงได้พบรักแรกพบของตัวเองเข้าแล้ว
เหิงเยว่ที่รับรู้ถึงความคิดนั้นจึงยกยิ้มขึ้นให้สตรีตรงหน้า และนั่นก็สร้างความไม่พอใจให้กับชินอ๋องผู้เย็นชาเป็นอย่างมากเพราะเขาก็เห็นอยู่ว่าบุตรีของหมอหลวงลู่หลิงส่งสายตาหลงไหลไปให้คนรักของตนแม้จะเป็นสตรีเขาก็ไม่รู้สึกยินดีหรอกนะ! จนเผลอปล่อยไอเย็นออกมา
ผู้คนโดยรอบที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าชินอ๋องผู้เย็นชาเกิดอาการไหน้ำส้มแตกเป็นแน่ และนี่สร้างความมั่นใจให้ทุกคนแล้วว่าชินอ๋องชมชอบบุรุษผู้นี้เข้าให้แล้ว
"ข้าหาได้หมายความว่าเช่นนั้นแม่นาง ข้าเพียงหมายความว่ายาและสมุนไพรของข้ารวมถึงการรักษานั้นไม่เหมือนใคร และสมุนไพรแต่ละต้นถึงแม้จะเป็นสมุนไพรระดับต่ำแต่ทุกต้นก็มีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีอีกทั้งยาและสมุนไพรของข้าปลูกในที่ๆลมปราณหนาแน่นกว่าปกติ นั่นหมายความว่าไม่ใช่แค่อายุของมันที่เป็นปัญหาเท่านั้นแต่เป็นความหนาแน่นของลมปราณในสมุนไพรแต่ละต้นอีกด้วย และที่สำคัญคนของข้าแต่ละคนคือหมอและผู้หลอมโอสถระดับปรมาจารย์โอสถทั้งนั้น ข้าหาได้ดูหมิ่นหรือกล่าวว่าพวกท่านไร้ความสามารถแต่ทางเราคิดถึงความปลอดภัยขอผู้เข้ารับการรักษาเท่านั้น ได้โปรดแม่นางอย่าได้คิดเป็นอื่น และไม่ใช่แค่ยาและสมุนไพรแม้แต่ผักผลไม้ที่เรานำมาให้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผักผลไม้ที่ปลูกในที่ๆมีลมปราณหนาแน่นมากเช่นกันแล้วการนำของเหล่านี้มาเพื่อช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้พวกเขาจะได้มีร่างกายที่แข็งแรงขึ้นโดยเร็ว"
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็ซาบซึ่งในน้ำใจที่คนเหล่านี้มีให้พวกตนทั้งที่ของเหล่านี้มีค่ามากในยามนี้ทั้งที่เป็นของธรรมดาๆไม่ต้องพูดถึงของที่คนเหล่านี้นำมามันมีค่ากว่าที่พวกเขาจะมีปัญญาจะหามากินด้วยซ้ำ แม้แต่ผู้คนมีเงินอาจจะหาซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำไปไหนจะสมุนไพรที่มีอายุมากกว่าร้อยปีนั่นอีกต้นนึงนั้นก็ไม่ต่ำกว่าห้าสิบทองแล้วแม้จะเป็นสมุนไพรระดับต่ำก็ตามแต่อายุที่มากก็จะมีราคาที่สูงตามไปด้วย เป็นวาสนาของพวกเขาจริงๆที่ได้มาอยู่ที่นี่ และพวกเขาจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้ของคนสำนักภูติสวรรค์เลย เพราะพวกเขาได้ยินว่าเสบียงและสมุนไพรที่มีเริ่มจะหมดแล้วและคนเหล่านี้ก็เข้ามาได้จังหวะพอดีพวกเขาคงไม่อดตายแล้วและคงจะมีสมุนไพรที่รักษาจากอาการเจ็บป่วยจากโรคภัยในฤดูหนาวนี้แล้วเป็นแน่
"ขะ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ....."อิงฮวาที่ได้ยินคำตอบแล้วไหนจะยิ้มละลายใจนั่นอีกแล้วทำให้นางหยุดเขินอายไม่ได้ และเป็นอีกครั้งที่ทำให้หลงเทียนมีใบหน้าที่มืดครึ่มลงยิ่งกว่าเดิม
เป็นลู่หลิงที่มองเหตุการณ์มาตลอดคิดว่าคงต้องรีบเข้าไปกล่าวอันใดสักอย่างก่อนที่ผู้เป็นใหญ่ในที่นี้จะไม่สบอารมณ์ไปมากกว่านี้และดูเหมือนบุรุษผมเงินนี้จะมีความสำคัญบางอย่างกับชินอ๋องเป็นแน่ ขืนช้ากว่านี้บุตรสาวของตนคงหายไปจากโลกนี้เป็นแน่ ไหนใครว่าชินอ๋องมีคู่หมั่นเป็นบุตรีอดีตแม่ทัพอย่างไรเล่า แล้วนี่ดูถ้าแล้วชินอ๋องจะต้องใจบุรุษผู้นี้เสียแล้ว เขาช่างสงสารบุตรีของอดีตท่านแม่ทัพยิ่งนักที่ต้องมีคู่หมั่นเป็นบุรุษนิยมตัดแขนเสื้อ
"ได้โปรดท่านอย่าได้ถือสาบุตรีของข้าเลยนางยังเด็กนักแม้จะเป็นหมอหลวงฝึกหัดแต่นางก็พึ่งสิบสี่หนาวเท่านั้น และขออภัยชินอ๋องด้วยที่บุตรีของกระหม่อมมากล่าวขัดจังหวะการสนทนาของพวกท่าน หมอชราผู้นี้จะสั่งลงโทษนางเองพะยะค่ะ"หลงเทียนที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำเพียงโบกมือเท่านั้น ต่างจากเหิงเยว่ที่ตอนนี้กลั้นขำจนหน้าแดงเพราะเขาได้ยินความคิดของหมอชราผู้นี้
"ไม่เป็นไรท่านหมอหลวง เป็นข้าเองที่กล่าวให้นางเข้าใจผิด"ลู่หลิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจ ไม่ใช่แค่คนตรงหน้าที่ดูจะมีน้ำหนักในใจของชินอ๋อง แต่คนผู้นี้เป็นถึงประมุขสำนักทั้งที่ดูอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบหนาวและคนที่มาด้วยทั้งผู้หลอมระดับปรมาจารย์โอสถที่หาตัวได้อยากยิ่ง แต่คนของสำนักนี้กลับมีมากกว่าสิบคนไหนจะแต่ละคนระดับปราณสูงๆทั้งนั้น คนพวกนี้ไม่ใช่คนที่ใครจะล่วงเกินได้เลยด้วยซ้ำแม้แต่องค์ฮ่องเต้ของพวกเขา
"ถ้าเข้าใจกันเเล้วข้าจะให้คนของข้านำคนของท่านไปยังที่ๆจะตั้งกระโจมแพทย์ แต่ข้าขอให้ท่านเข้าไปปรึกษากับข้าในกระโจมบัญชาการก่อนได้หรือไม่ ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านส่วนคนของท่านที่เหลือก็ให้รอด้านนอกก่อนหรือไม่ก็ให้ไปตั้งกระโจมที่พักบริเวณเดียวกับกระโจมแพทย์ที่จะไปตั้งก็ได้"หลงเทียนที่กล่าวจบก็ส่งคนของตนให้พาคนของเหิงเยว่ไปยังที่ว่างทันที
"ขอบพระทัยพะยะค่ะชินอ๋อง..."เหิงเยว่ขานรับแล้วหันไปพยักหน้าให้คนของตนทุกคนจึงไปทำตามหน้าที่ๆเหิงเยว่ได้แจ้งไว้ก่อนที่จะมาที่นี้.....
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายไปเมื่อทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี จะมีเพียงลู่อิงฮวาที่ยังคงยืนมองเหิงเยว่อยู่ด้วยความหลงไหลจนลู่หลิงผู้เป็นบิดาต้องมาลากตัวออกไปแม้เขามีเรื่องที่จะต้องปรึกษากับชินอ๋องแต่ตอนนี้คงไม่จำเป็นแล้วเพราะตอนแรกเขาจะมาคุยเรื่องสมุนไพรที่ไม่เพียงพอเท่านั้นแต่ตอนนี้ปัญหาคลีคลายแล้วเหลือเพียงปัญหาของบุตรสาวของเขาเท่านั้น!
เมื่อทุกคนไปหมดแล้วทั้งหลงเทียนและเหิงเยว่ก็เดินเข้าไปในกระโจมทันที เพียงทั้งคู่เข้ามาด้านในหลงเทียนก็สบัดมือวาดอักขระหนึ่งครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาด้านในได้ จากนั้นก็หันกลับไปเผชิญหน้ากับชิงเซียนที่อยู่ในร่างเหิงเยว่ทันทีพร้อมทั้งทำในสิ่งที่แม้แต่ชิงเซียนหรือแม้ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าจะกล้าทำ นั้นคือหลงเทียนพุ่งเข้าไปกอดชิงเซียนและขโมยจุมพิตตรงมุมปากที่พ้นหน้ากากนั่นทันทีพร้อมกับกล่าวกับร่างที่ยืนแข็งทื่อในอ้อมกอด
"พี่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก!....เซียนน้อยของพี่....."
จุ๊บ จุ๊บ ฟอดดดด~~~
".....!!!!!!!!"
.
.
.
.
.