3 วันผ่านไป
ปัง!
เสียงตำราตกกระทบพื้นเสียงดังก้องทำให้หญิงสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่กลางห้องโถงถึงกับคุกเข่าสองข้างไปกับพื้นด้วยความใ
"ไม่ได้"
หนิงเฟิ่งเอ่ยเสียงเข้มอย่างเด็ดขาด ฟางเหนียงที่คุกเข่าอยู่กลางห้องมีสีหน้าไม่สู้ดีนักที่ได้ยิน
"ท่านรองเ้าสำนัก..."
ฟางเหนียงเห็นท่าไม่ดีจึงหันไปหาตัวช่วยที่ยืนอยู่ด้านข้าง พร้อมทำหน้าออดอ้อนใบหน้าของนางที่ดูอ่อนเยาว์ อีกทั้งการแต่งแต้มใบหน้าวันนี้ ที่แต่งแต้มดั่งเช่นอย่างการแต่งหน้าในยุคปัจจุบัน ดังคำที่ว่าแต่งเหมือนไม่ได้แต่ง ช่วยขับให้นางดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากใครได้พบก็ต้องทำให้ใจสั่นเมื่อได้เห็นบ้างล่ะ เพราะแต่ก่อนนางเองก็แต่งแต้มใบหน้าเหมือนไปแสดงละครลิง
"เฮ้อ~~ เ้าสำนักเื่นี้ข้าเองก็เห็นด้วยกับนาง"
หยงอี๋เอ่ยช่วยหญิงสาวเมื่อเห็นท่าทางของนางเหมือนคนสิ้นหวัง หนิงเฟิ่งยังคงเรียบนิ่งเช่นเคยไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา จึงทำให้ฟางเหนียงใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย
"เื่นี้ไม่ใช่เื่เล็ก หลังจากที่ประกาศเื่ที่เ้ามีความประสงค์จะแต่งงาน เกือบทุกจวนในเมืองไม่เว้นแม้แต่เมืองใกล้เคียงต่างส่งวันเดือนปีเกิดมา เพื่อหวังว่าจะได้แต่งงานด้วย"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นอย่างมีเหตุผลไม่ให้นางต้องคัดค้านอันใด ฟางเหนียงที่ได้ยินถึงกับไหล่ตก ทำหน้าเศร้าไปทันที
"เื่นั้นยังพอมีเวลานะขอรับเ้าสำนัก อย่างไรก็พอมีเวลาอีก 3 เดือน ระหว่างนั้นก็ให้นางได้ฝึกฝนตนเอง เช่นนั้นก็ไม่เสียหาย"
หยงอี๋เอ่ยช่วย ทำให้หญิงสาวตาประกายเต็มไปด้วยความหวัง
"อือๆ"
หญิงสาวส่งเสียงพยักหน้าตามคำพูดของหยงอี๋ แต่หนิงเฟิ่งตอนนี้กลับขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดแว็บหนึ่ง 'เดิมทีนางี้เีเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว อะไรลำบากก็มิเอาเลย การฝึกทั้งลำบากทั้งเหน็ดเหนื่อย ไม่เกินวันเดียวนางคงล้มเลิกเป็แน่' หนิงเฟิ่งเอ่ยกลับตนเองในใจ แต่ใบหน้ายังคงเ็าเช่นเดิม
"การฝึกมิใช่เื่ล้อเล่น เช่นเ้าคงทนมิได้สักเค่อด้วยซ้ำ"
ในที่สุดเสียงทุ้มก็เอ่ยขึ้นมาในทันที หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจในเจตนาของเขาทันที 'หนอยแน่ ที่แท้ท่านก็ดูถูกข้านี่เอง บังอาจ! ไม่รู้จักฉายาข้าในโลกเก่าซะแล้ว' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจพร้อมหรี่ตามองเขาด้วยความหมั่นไส้
"เช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้ท่านได้เห็น หากข้าทนฝึกกับท่านรองเ้าสำนักโดยที่ไม่ล้มเลิกภายใน 3 วัน หลังจากนั้นท่านต้องเป็ผู้ฝึกให้ข้า"
หญิงสาวเอ่ยเสียงดังอย่างมั่นใจ ใครให้เขามาดูถูกนางล่ะ เื่เช่นนี้ใครจะยอม
"เหลวไหล"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นในทันที
"ท่านเ้าสำนัก~~~ ท่านกลัวข้าเช่นนั้นหรือ"
ฟางเหนียงเอ่ยอย่างท้าทาย หนิงเฟิ่งถึงกลับมีสีหน้าดำเมื่อถูกนางท้าทาย มิมีใครกล้าเอ่ยกับเขาเช่นนี้ ก่อนที่จะลุกและเดินออกไปจากห้องโถง แต่ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตูออกไป ก็ต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้
"ฝึกรวมกับศิษย์คนอื่น ่บ่ายฝึกกับหยงอี๋ มิต้องมีสาวรับใช้ข้างกายและต้องย้ายไปอยู่เรือนพักดั่งเช่นศิษย์คนอื่นๆ"
ปัง!
เสียงปิดประตูดังสนั่น หลังหนิงเฟิ่งเอ่ยจบก็เดินออกไปในทันที หญิงสาวหันมาหาหยงอี๋เพื่อ้ายืนยันคำที่ได้ยิน หยงอี๋ยิ้มให้นางพร้อมพยักหน้าให้กับนาง
"ขอบคุณเ้าสำนัก ขอบคุณรองเ้าสำนักเ้าค่ะ"
หญิงสาวทำท่าคารวะไปทางประตูที่หนิงเฟิ่งพึ่งเดินออกไปพร้ะโกนไล่หลังเขา และก็ไม่ลืมที่จะหันมาขอบคุณหยงอี๋ที่ช่วยนางพูดในวันนี้
.
หน้าตำหนักหลิวรุ่ย
หญิงสาวหน้าตางดงามออกไปทางคมและดูท่าทางของนางปราดเปรียวทะมัดทะแมง นั่นก็คือจ้าวเย่วนั่นเอง หญิงสาวกำลังกระวนกระวายใจ เดินไปมาเหมือนกำลังลุ้นอะไรอยู่อย่างไรอย่างนั้น แต่เมื่อสิ่งที่นางรอมานานปรากฏขึ้น ก็รีบวิ่งไปหาทันที
"เป็เช่นไรบ้าง"
นางเอ่ยถามผู้มาใหม่ในทันที คนที่นางรออยู่นั่นก็คือฟางเหนียงนั่นเอง ฟางเหนียงแกล้งทำสีหน้าเศร้าหมอง เดินคอตกมาแต่ไกล และทำน้ำตาคลอเหมือนคนจะร้องให้
"โถ่ว~~ ไม่เป็อันใด เ้าอย่าพึ่งเสียใจไป ไว้วันหลังเราค่อยคิดหาทางให้เ้าสำนักเห็นด้วยก็ได้"
จ้าวเย่วเอ่ยอย่างปลอบใจพร้อมเดินมาควงแขนหญิงสาว แต่จังหวะนั้นฟางเหนียงกลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"เ้าเสียใจจนสติเลอะเลือนไปแล้วหรือ"
"ก็ข้าอารมณ์ดีที่แกล้งเ้าสำเร็จอย่างไรล่ะ ฮ่าๆๆ"
"เ้านี่มัน...."
"โอ๋ๆ ไม่งอนน๊า~~ เ้าสำนักตกลงให้ข้าพิสูจน์ตัวเองว่ามีศักยภาพพอที่จะศึกษาเป็เวลา 3 วัน เ้าต้องช่วยข้าน๊าา"
"ผู้ใดกัน..."
"ก็เ้าอย่างไรล่ะ"
"สหายจอมโกหกเช่นเ้าข้าไม่ช่วยหรอก ชิ!"
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นและเดินนำฟางเหนียงไปด้วยท่าทางโกรธ นางอุตส่าห์เป็ห่วงถึงขั้นปลอบใจไปแล้วด้วย แต่ดันโดนฟางเหนียงแกล้งเสียอย่างนั้น
"เดี๋ยวสิ รอข้าด้วย"
ฟางเหนียงะโตามหลังและรีบวิ่งตามจ้าวเย่วไป ทั้งคู่เดินจนมาถึงที่พักของฟางเหนียง สิ่งที่พวกนางทั้งคู่เห็นตรงหน้าถึงกับทำให้ขมวดคิ้ว
"ฟางเหนียง เรือนเ้าถูกขโมยหรือ..."
จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นพร้อมดวงตาที่อึ้งค้าง ฟางเหนียงเองก็เช่นกัน แต่จู่ๆ จังหวะนั้นเสียงฝีเท้าของผู้มาใหม่ก็ดึงสติของคนทั้งคู่
"เ้าสำนักฝากมาบอกเ้าว่า หากคิดจะยอมแพ้ก็ให้ไปบอกท่านเ้าสำนักได้ตอนนี้เลย อ้อ!นี่เหรียญเงินเดือนนี้ของเ้า"
บ่าวรับใช้ชายที่คอยดูแลเรือนต่างๆ เอ่ยกับฟางเหนียง ก่อนที่จะเดินออกไปหลังเอ่ยสิ่งที่ตนได้รับมอบหมายสำเร็จ ฟางเหนียงกำมือแน่นจนเห็นเส้นเื 'หนอยเเน่ะ ไอ้คนขี้เก๊ก ข้ายังกลับไม่ถึงเรือนก็ขนของข้าหมดเสียแล้ว คอยดูเถอะแม่จะแกล้งให้เข็ดเลยคอยดู'
"ไปกันเถอะจ้าวเย่ว"
ฟางเหนียงเอ่ยพลางดึงแขนของสหายตนเดินออกไป
.
2 วันถัดมา
หลังจากที่ฟางเหนียงย้ายเรือนนอนและเก็บข้าวของเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มเรียนแล้ว วันนี้ก็เป็วันที่นางเริ่มเรียนวันแรก 2วันที่ผ่านมานางเองก็ไม่อยู่เฉย หญิงสาวได้รับตำราที่จ้าวเย่วเคยจดบันทึกไว้สำหรับการเรียนมา ก็ทำการศึกษาและอ่านด้วยตนเองเบื้องต้นแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองดูโง่เขลาจนเกินไป ถึงมีบางจุดที่นางไม่เข้าใจแต่การเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า นับว่าเพิ่มโอกาสให้ตนเอง ครั้งอยู่โลกใบก่อนหญิงสาวเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เชียวนะ เพราะฉะนั้นเมื่อมาอยู่ในโลกใบนี้จะให้ใครมาดูถูกนางไม่ได้ ในห้องเรียนขนาดใหญ่ โต๊ะไม้ไม่ต่ำกว่า 20 ถูกจัดเรียงรายอย่างเป็ระเบียบโดยบ่าวรับใช้ ตำราต่างๆ รวมถึงพู่กันก็ถูกจัดแจงเป็ชุดไว้บนโต๊ะอย่างครบครัน
"เ้าไปเตรียมตัวเถอะ ข้าเองก็ต้องไปเรียนแล้วเช่นกัน หวังว่าเ้าจะรีบไล่ตามข้ามาให้ทันนะ"
จ้าวเย่วเดินมาส่งหญิงสาวที่หน้าห้องโถงใหญ่ ตำหนักแห่งนี้ใหญ่สุดในบรรดาห้องเรียน เพราะไว้สำหรับศิษย์ที่เริ่มเรียนชั้นต้นเท่านั้น การเรียนที่นี่แบ่งเป็ห้องเรียนชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง ทุกคนจะเริ่มเรียนชั้นต้นก่อน เมื่อมีความสามารถมากพอก็จะได้รับการทดสอบและเลื่อนชั้น จนสุดท้ายเมื่อผ่านชั้นสูงถึงมีคุณสมบัติในการสอบจบการศึกษาได้ เพราะเหตุนี้เองในชั้นเรียนแต่ละระดับจะมีคนหลากหลายอายุ เพราะนับกันที่ความสามารถไม่ใช่อายุ กล่าวคือ หากใครขยันฝึกซ้อม ขยันเล่าเรียนจนมีความสามารถก็สามารถเลื่อนชั้นและจบได้เร็ว หากใครเกียจคร้านก็ไม่สามารถผ่านไปได้เช่นกัน
"ขอบใจเ้า ข้าจะรีบตั้งใจและตามเ้าไปให้ได้"
ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามั่นใจก่อนจะเดินเข้าห้องไปเรียนไป หญิงสาวเลือกที่นั่งไม่หน้าสุดเพื่อไม่ให้ตนเองเป็จุดเด่นจนเกินไป และไม่นั่งหลังสุดจนฟังไม่ได้ยิน นางเลือกทำตัวให้กลมกลืนที่สุด เพราะรู้ดีว่าชื่อเสียงของนางแต่ก่อนนั้นไม่ค่อยดีเสียเท่าไหร่ อาจเป็ขี้ปากของศิษย์คนอื่นๆ ได้ ไม่นานชายอายุราวๆ 50 กว่าปีก็เดินเข้ามา ใบหน้าดูอบอุ่นแต่ก็แฝงไปด้วยความเข้มงวดและมีระเบียบ เขาเดินไปนั่งหน้าสุดในโต๊ะตำแหน่งของอาจารย์ เขามีนามว่าหยางมู่ชิน หรือที่ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเรียกเขาว่าอาจารย์มู่ เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ที่เห็นอาจารย์เดินเข้ามาก็รีบพากันนั่งในตำแหน่งของตนเอง
"คารวะอาจารย์มู่"
ศิษย์ทุกคนลุกขึ้นพร้อมเอ่ยและทำท่าคารวะพร้อมกัน และนั่งลงอย่างเรียบร้อย
"วันนี้จะมีการทดสอบ พวกเ้าก็ทำตัวเรียบร้อยขึ้นมาเชียวนะ ขนาดเฉินตงยังแต่งกายเรียบร้อย"
อาจารย์มู่เอ่ยแซวเฉินตงที่ไม่ค่อยเข้าเรียน อีกทั้งยังชอบแต่งกายไม่เรียบร้อย ทำให้ศิษย์คนอื่นๆ หัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน เฉินตงจึงเกาที่ท้ายทอยแก้อาการเขิน
"การทดสอบวันนี้ ข้าจะตั้งคำถามหากผู้ใดตอบได้ให้ยกมือขึ้นตอบ และหากตอบถูกจะนับเป็ 1 แต้ม ผู้ที่ได้แต้มมากที่สุดจะให้เลื่อนขั้นเป็ชั้นเรียนระดับกลาง"
อาจารย์มู่เอ่ยพลางหันมาทางฟางเหนียง หญิงสาวจึงจ้องกลับไปอย่างมิเกรงกลัว 'ดูจากสายตาอาจารย์มู่ที่มองข้าแล้ว เกรงว่าข้ากับเขาคงต้องเคยมีเื่กันเป็แน่' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ
"แม่นางฟางเหนียง วันนี้เ้าพึ่งเข้าเรียนวันแรกเกรงว่าเ้าคงทดสอบไม่ได้เป็แน่ เ้าจะออกไปก็ได้"
อาจารย์มู่เอ่ยกับฟางเหนียงเสียงดัง หญิงสาวที่พยายามทำตัวกลมกลืนก็กลายเป็จุดสนใจในทันที 'ให้ตายสิ ข้าอุตส่าห์นั่งเงียบๆ ไม่เป็จุดสนใจแล้วแท้ๆ เอ่ยกับข้าเช่นนี้คงเป็เื่จริงสินะที่ร่างนี้เคยมีเื่กับเขาเป็แน่' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ
"เมื่อมาแล้ว ลองดูก็ไม่เสียหาย หากข้าไม่ได้แม้สักแต้ม สุดท้ายก็เรียนระดับชั้นต้นเช่นเคย"
หญิงสาวเอ่ยออกไปเสียงดังอย่างไม่ยอมออกไป
"หึ! เช่นเ้ารู้จักคำว่าพลังิญญาหรือเปล่าก็ไม่รู้"
ศิษย์ชายคนหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างดูถูกฟางเหนียง ใครๆ ก็รู้ว่าหญิงสาวไม่มีพลังิญญา แล้วยังจะมาร่ำเรียนอีก เพราะเื่ที่นางมีพลังิญญาระดับสูงยังไม่มีผู้ใดรู้และยังถูกปิดเป็ความลับ เพราะไม่นานมานี้เื่ที่นางจะแต่งงานพึ่งถูกประกาศออกไป หากมีคนรู้ว่านางมีพลังของสัตว์ิญญาระดับสูงที่น้อยคนนักบนแผ่นดินจะมี เกรงว่าผู้คนคงแห่มาทั่วสารทิศเพื่อขอแต่งงานกับนางเป็แน่
"เอาล่ะ เช่นนั้นเ้าก็ลองดู"
อาจารย์มู่เอ่ยเสียงดัง เขาเป็คนที่มีเหตุผลพอและชอบคนที่มีความสามารถและขยัน หากนางทำให้เขาเห็นและชื่นชมได้เขาก็ไม่คิดเื่ในอดีตอีก
"เอาละเริ่มต้นข้อแรกด้วยคำถามง่ายๆ พลังิญญาแบ่งออกเป็กี่ระดับ"
อาจารย์มู่เอ่ยถามเสียงดัง
"พลังิญญาแบ่งได้กี่ขั้น"
เสียงอาจารย์ประกาศคำถามในข้อแรก ฟางเหนียงได้ยินถึงกับทำหน้าเหวอ 'ห๊ะ! ถามตรงๆ ง่ายๆ เช่นนี้เลยเหรอ ไม่มีการคิดวิเคราะห์เลยหรืออย่างไร คำถามแบบนี้ไม่คู่ควรให้ข้าตอบ และที่สำคัญข้าจำไม่ได้' ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ และแน่นอนคำถามแบบนี้ศิษย์หลายคนก็ยกมือแย่งกันตอบ
"พลังิญญาแบ่งออกเป็ 4 ระดับ นั่นคือระดับต่ำ เป็พลังิญญาที่ไม่สามารถปลุกสัตว์ิญญาได้ หรือหากปลุกได้ก็เป็สัตว์ที่ไม่มีพลัง จำพวก นกพิราบ ระดับกลางเป็พลังิญญาที่หาเจอได้ทั่วไปกว่าร้อยละ 60 ส่วนสัตว์ิญญาจำพวกสัตว์ที่ช่วยให้การรักษาและป้องกันตัวเองได้ ระดับสูงเป็ระดับที่หายากแต่ก็มีให้พบเห็น สัตว์ิญญาจำพวกที่สามารถรักษา ป้องกัน และแข็งแกร่งเป็อย่างมาก และระดับสุดท้ายคือระดับสูงสุด ว่ากันว่ามีเพียงไม่กี่คนในแผ่นดินนี้ที่จะมีพลังิญญาเช่นนี้ ส่วนความสามารถข้าเองก็บรรยายออกมาเป็คำพูดไม่ได้ รู้เพียงว่าแข็งแกร่งจนสามารถฆ่าคนนับแสนได้ในพริบตาเดียว"
แป๊ะๆๆ!!
เสียงปรบมือดังกึกก้องห้องโถง เมื่อมีศิษย์ชายคนหนึ่งเอ่ยตอบคำถามของอาจารย์มู่อย่างละเอียดถี่ถ้วน
"สมกับเป็อาจารย์ห่าวหลานจริงๆ ถาม 1 ตอบ 10"
เสียงศิษย์หลายคนเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชมเขา และตั้งฉายาให้เขาว่าเป็อาจารย์ห่าวหลาน ที่จริงชายหนุ่มชื่อห่าวหลานเป็ศิษย์ที่นับว่าเป็ที่ 1 ในสำนักเลยก็ได้ เขาพึ่งเข้ามาศึกษาได้ไม่กี่เดือน แต่ความสามารถและความรู้ของเขา ทุกคนจึงพากันพนันว่าเขาจะต้องเป็ศิษย์ที่สำเร็จการศึกษาได้เร็วที่สุดั้แ่ก่อตั้งสำนักมาเป็แน่ หลังจากคำถามแรกตอบออกไป ศิษย์คนอื่นๆ ก็พากันแย่งกันตอบ แต่ก็นับว่ายังมีแต้มน้อยกว่าห่าวหลานอยู่ดี
"เอาล่ะ ต่อไปคำถามสุดท้ายพวกเ้าฟังให้ดี การใช้พลังิญญาในการเข่นฆ่าผู้อื่น นับว่าเป็ผู้พลังิญญาหรือไม่"
"ไม่เป็ขอรับ ผู้ที่เป็ผู้พลังิญญาจะต้องรู้จักผิดชอบ การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หรือใช้พลังิญญาในทางที่ผิด เข่นฆ่าผู้อื่นไม่ว่าจะรูปแบบใด ก็ไม่นับว่าเป็ผู้พลังิญญา"
เป็ห่าวหลานที่เอ่ยตอบอีกครั้ง
"คำตอบของเขาไม่ถูกต้อง"
เสียงหวานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงนั้นคือเสียงของฟางเหนียง หลังจากที่นางนั่งเงียบมานาน และฟังคำถามข้อสุดท้ายของอาจารย์มู่ ทำให้นางนึกถึงในสมุดบันทึกที่จ้าวเย่วให้นาง เมื่อคืนนางอ่านมันจนเข้าใจไม่ผิดแน่ ทำให้ทุกสายตาหันมาทางหญิงสาวเป็ตาเดียวและมองด้วยสายตาเหยียดหยาม
"นี่นางถึงขนาดคัดค้านคำตอบของห่าวหลานเชียวหรือ"
"นั่นสิคนเช่นนางรู้จักด้วยหรืออะไรคือสัตว์ิญญา พลังิญญา"
"ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย"
เสียงของศิษย์คนอื่นๆ พูดขึ้นอย่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างออกรสออกชาติ บางคนก็หัวเราะให้กับคำพูดของนาง ฟางเหนียงกำมือแน่นอย่างอดกลั้นอารมณ์ไม่ให้ตัวเองะเิอารมณ์โมโหออกมา
---------
1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร 2 ลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
วสันต์ = ฤดูใบไม้ผลิ คิมหันต์= ฤดูร้อน สารท= ฤดูใบไม้ร่วง เหมันต์= ฤดูหนาว