แสงแดดอ่อนในยามเช้าสาดส่อง ลอดผ่านม่านเมฆบางๆ ราวกับผืนผ้าลูกไม้ที่ปักแสงสีทองอย่างอ่อนโยน ทอดตัวลงมาแตะแต้มหลังคาตึกสูง ถนนสายหลัก และเรือนแถวเรียงรายในเมืองใหญ่ แสงนั้นไม่แผดเผา หากแต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น ในช่วงเช้าอากาศยังไม่ร้อนจัด
ผู้คนหลากหลายสัญชาติและอาชีพต่างเร่งฝีเท้าอยู่บนทางเท้า บ้างจิบกาแฟจากแก้วกระดาษ บ้างพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ รถยนต์ รถเมล์ และจักรยานยนต์สลับกันเคลื่อนไปบนถนนอย่างมีจังหวะ เสียงแตรรถและเสียงประกาศจากสถานีรถไฟฟ้าเป็นเหมือนดนตรีประจำเมืองเหอผิงที่คุ้นเคย
ในช่วงหลายเดือนมานี้ เมืองเหอผิงจากที่เคยเป็นเมืองที่มีการพัฒนาแล้ว กลับมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นไปอีกจนเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดถนัดตา และกลายเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศอย่างรวดเร็ว
ร้านอาหารริมทางเริ่มเปิดร้าน กลิ่นหอมของขนมปังปิ้ง กาแฟสด และอาหารเช้าแบบท้องถิ่นลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กนักเรียนที่เดินจูงมือกับผู้ปกครองเติมชีวิตชีวาให้ซอยเล็กซอยน้อยภายในเมืองเหอผิง
เมืองเหอผิงกลายเป็นเมืองใหญ่ที่คึกคักไปด้วยชีวิตที่หมุนเวียนไม่หยุดนิ่ง
วันนี้เธอรีบตื่นแต่เช้าเพื่อให้บอดี้การ์ดพาเธอออกมาขับรถวนรอบๆ เมืองเหอผิงเพื่อซึมซับบรรยากาศที่มี ณ ปัจจุบัน ทำไมเธอต้องรีบออกมาตั้งแต่เช้าน่ะหรอ ก็เพราะว่าในตอนนี้มีเพียงแค่ตอนเช้าและตอนช่วงเย็นเท่านั้น ที่คนสามารถออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยที่ไม่เป็นลมแดดไปเสียก่อน
ในช่วงกลางวันหากต้องการจะเดินทางไปที่ไหนจำเป็นจะต้องใช้รถโดยสารประจำทางหรือรถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางเท่านั้น
การเดินและการขี่รถจักรยานหรือขี่รถมอเตอร์ไซค์ เพียงแค่ไม่ถึง 10 นาที อาจทำให้คุณเป็นลม ล้มลงหมดสติได้
สื่อในช่องทางต่างๆ ล้วนนำเสนอข่าวอุณหภูมิของโลกที่ผิดปกติขึ้น
พืชผลทางการเกษตรในหลายๆ พื้นที่เริ่มเหี่ยวแห้ง ตลอดจนน้ำในแม่น้ำลำคลองก็เริ่มแห้งลงไป ตามอากาศที่ทวีความร้อนขึ้นเรื่อยๆ
อ้ายฉิงใช้ดวงตากลมโตเพื่อเก็บภาพความทรงจำที่สดใสและมีชีวิตชีวาในปัจจุบันไว้ เพราะเธอรู้ว่าอีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้าจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งโลกไม่สามารถย้อนกลับมาเหมือนเก่าได้อีกแล้ว
เมื่อรถหรูขับไปเรื่อยๆ ตามทางจนผ่านร้านขนมร้านโปรด เธอจึงให้คนขับรถจอดรถ เพราะเธอตั้งใจที่จะลงไปซื้อขนมปังกลับไปฝากป๊าและพี่หนิงเฉิงที่บ้าน
เสียงกระดิ่งเหนือประตูร้านขนมดังแผ่วเบาเมื่อเธอผลักประตูเข้าไป กลิ่นหอมหวานของเนยสด วานิลลา และขนมอบอุ่นๆ ตีขึ้นมาแตะจมูกในทันที ราวกับต้อนรับเธอเข้าสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุขเล็กๆ
ร้านขนมตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโทนสีพาสเทลและชั้นวางไม้ที่เรียงรายไปด้วยขนมหลากชนิด ทั้งมาการองหลากสี ครัวซองต์กรอบนอกนุ่มใน เค้กผลไม้แต่งหน้าสดใส และคุกกี้อบใหม่ในโหลแก้วใสแวววาว
หญิงสาวเดินตรงไปยังตู้กระจกอย่างตั้งใจ ดวงตากลมโตกวาดมองขนมแต่ละชิ้น ใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ ขณะที่นึกถึงป๊ากับพี่ชายที่บ้าน ป๊าชอบครัวซองต์เนยสด พี่ชายติดใจบราวนี่เข้มข้น เธอเลือกหยิบขนมประจำของแต่ละคนลงกล่องด้วยความพิถีพิถัน ราวกับการเลือกของขวัญแทนใจ
"ขอใส่กล่องแยกสองชุดนะคะ" เธอบอกคนขายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ระหว่างรอ พนักงานห่อกล่องด้วยกระดาษสีอบอุ่น ผูกโบว์เล็กๆ เธอก็ยืนมองบรรยากาศร้านที่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ และกลิ่นหอมละมุน
เมื่อได้รับขนม หญิงสาวยิ้มขอบคุณ พลางกอดกล่องไว้แนบอกเบาๆ ก่อนจะเดินออกจากร้าน แสงแดดยามสายแตะที่ไหล่เธออย่างอ่อนโยน ในหัวใจเธออบอวลไปด้วยความสุขเรียบง่าย…จากความตั้งใจจะพาขนมอันอบอุ่นนี้ไปถึงคนที่เธอรักที่สุด
เธอเดินพลางก้มลงไปมองของขนมในมือ ก่อนที่ร่างบางจะเดินไปถึงรถหรูที่จอดรออยู่ เธอก็พบว่ามีเงาดำสูงใหญ่ภาพทับลงมาขวางทางเธอเอาไว้ ใบหน้าหวานเงยขึ้นมาจากกล่องขนมเพื่อมองบุคคลที่มาขวางทางเธออยู่
“สวัสดีครับ น้องอ้ายฉิง”
“เราไม่ค่อยได้เจอกันนานแล้วนะครับ วันนี้น้องอ้ายฉิงออกมาซื้ออะไรเอ่ย??? ดูน่าทานจังนะครับ…มาๆ พี่ช่วยถือให้ไหมครับ”
เขาเป็นชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าคมคายมุมปากยกยิ้มเพียงเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มเป็นประกายเจ้าเล่ห์ ผมดำขลับเซตอย่างมีสไตล์ เสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูปส่งเสริมเสน่ห์ให้เจ้าตัวเป็นอย่างดี
เธออดที่จะเบ้หน้าไม่ได้ และพึมพำเสียงเบาว่า
“ตาบอดหรือยังไง ไม่เห็นหรอว่าเธอถืออะไรอยู่ยังจะถามอีกว่ามาซื้ออะไร… เค้กไง เค้กอะ"
“น้องอ้ายฉิงว่าอะไรนะครับ??”
“….อ่ออออ..ป่าวคะ ไม่ได้ว่าอะไร” ต่อท้ายด้วยการพึมพำเบาๆออกมาอีกว่า “ตาบอดแถมยังหูหนวกอีก!!!!!”
“ไม่ต้องช่วยถือหรอกคะ พี่ซินหยู ของแค่นี้ไม่หนักเลยคะ อ้ายฉิงถือเองได้”
ชายร่างสูงเจ้าของนามซินหยู ยิ้มออกมาแบบฝืดเฝือน นี่เธอหาว่าเขาตาบอดไม่พอ ยังว่าเขาหูหนวกอีก!!! ความจริงที่เธอพูดออกมา เขาได้ยินทั้งหมดนั้นแหละ!! ……เพราะเธอไม่ได้พูดเสียงเบาเลย แต่เขาต้องทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะไม่อยากแตกหักกับเธอ ยังไงครอบครัวเขาก็ยังจะต้องทำงานในเครือบริษัทของตระกูลฟู่อยู่
อีกทั้งเขายังต้องการเธอมาไว้ในครอบครอง เนื่องจากเธอทั้งสวย รูปร่างดี และทรัพย์สมบัติของเธอก็มีมหาศาล หากเขาได้ตัวเธอก็จะได้ทั้งทรัพย์สินและหุ้นของตระกูลฟู่มาพร้อมกันด้วย ชาตินี้ทั้งชาติเขาไม่ต้องทำอะไรเลยก็สามารถมีกินมีใช้ได้ตลอดไป
“แล้วนี่ น้องอ้ายฉิงจะไปไหนต่อครับเนี่ยวันนี้”
“ไม่ได้ไปไหนคะ อ้ายฉิงจะกลับบ้าน”
ไม่รู้วันนี้เธอก้าวขาข้างไหนออกจากบ้าน สงสัยจะก้าวผิดข้าง เธอถึงต้องมาเจอกับตัวน่ารำคาญแบบคุณชายซินหยูคนนี้
คุณชายซินหยูหรือพี่ซินหยูที่เธอเรียกขาน เป็นลูกชายจอมเสเพลและไม่เอาไหนของคุณลุงซินเหว่ย และเป็นพี่ชายของพี่สาวซินหยางอีกด้วย เขาเป็นคนที่ไม่เอาการเอางาน เมื่อมีปัญหาก็มักจะโยนความผิดให้กับลูกน้องหรือหาคนมารับผิดชอบแทนอยู่เสมอ
แถมการพนันต่างๆ คุณชายซินหยูนั้นชอบมาก เมื่อวันใดก็ตามที่เขาเข้าไปในบ่อน เจ้ามือของบ่อนมักจะยิ้มอย่างยินดี เพราะแต่ละครั้งคุณชายซินหยูนั้นไม่เคยเสียเงินต่ำกว่า 6 หลักเลย อีกทั้งผู้หญิง เหล้า ยา ซินหยูคนนี้นั้นไม่เคยพลาดไปซักอย่างเดียว เรียกง่ายๆ ว่าเหมาหมดไม่มีเหลือ
ในชาติที่แล้ว ที่คุณชายซินหยูได้โครงการบ้านจัดสรรทางภาคใต้ไป ทำให้ครอบครัวตระกูลซินสามารถกอบโกยทุกอย่างไปได้อย่างอู้ฟู่ การโกงกินในโครงการทางภาคใต้กิดขึ้นอย่างยาวนานต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนที่โลกจะเกิดหายนะ จนหลังแผ่นดินไหวไปแล้วครอบครัวตระกูลซินก็ยังมีการกอบโกยผลประโยชน์จากตระกูลฟู่ของเธออยู่
ทั้งการหลอกที่จะเป็นตัวแทนในการเจรจา เรื่องการชดใช้ให้กับประชาชนที่มีการซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรรทางภาคใต้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้นำเงินไปจ่ายให้กับประชาชนที่มีการเรียกร้องเงินชดเชยเลยแต่กลับเก็บเงินไว้ใช้เอง และอีกหลายอย่าง พูดไปก็ไม่หมด หึ
“น้องอ้ายฉิงอย่าเพิ่งรีบกลับบ้านเลยนะครับ”
“ไหนๆ น้องอ้ายฉิงก็ออกจากบ้านมาแล้ว วันนี้ให้เกียรติไปทานอาหารมื้อพิเศษกับพี่สักมื้อได้ไหมครับ”
หึ… จะชวนเธอไปทานข้าวหรอ ได้เลย
ในเมื่อชาติที่แล้วพวกเขาหลอกลวงเงินจากบ้านเธอดีนัก งั้นชาตินี้เธอก็จะหลอกเขากลับด้วยเหมือนกัน ……. ดีล!!
คิดได้ดังนั้น เธอจึงไม่รอช้า ริมผีปากสวยคลี่ยิ้มหวานหยด ดวงตาโค้งขึ้นเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวอย่างน่ารัก เพื่อตอบกลับไปว่า “ได้ซิคะ ยินดีเลยคะ”
แหม.. อยู่ดีไม่ว่าดี มาให้เธอเอาคืนถึงที่ คอยดูเธอจะทำให้ยิ้มไม่ออกเล้ย หึหึ
หลอกเธอมา เธอจะหลอกกลับไม่โกงคร่ะ
(อ้ายฉิง : ขอเก็บดอกเบี้ยก่อนละกันนะ หึหึ)
(ซินหยู : ทำไมรู้สึกขนลุกแปลกๆ)