ห่างไกลออกไปจากค่ายของนิกายมาร บริเวณที่ราบลุ่มใกล้เชิงเขาอันเป็นสถานที่ตั้งค่ายของทูเจวี๋ย ณ เวลานี้ภายในค่ายเต็มไปด้วยความกดดันมหาศาล พวกเขาได้ต้อนรับการมาถึงของอริยะบุคคลท่านหนึ่ง
"อริยะดาบต้วนมู่" อวี้รั่วหยุนออกมายืนต้อนรับอยู่ที่หน้าค่ายไม่ได้รู้สึกตระหนกแต่อย่างใด เมื่อเห็นอริยะดาบต้วนมู่มาเยือนถึงถิ่น และไม่รู้สึกเหนือความคาดคิด ยืนกอดดาบสงบนิ่งไม่สะทกสะท้านและเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสมือนดั่งเทพธิดาที่อยู่เหนือกิเลสทั้งปวง
"องค์หญิงใหญ่อวี้" อริยะดาบต้วนมู่ก็นำเอาดาบกางเขนที่อยู่ด้านหลังลงมา เสมือนดั่งเป็นภูเขาที่สูงตระหง่าน ขณะที่กอดดาบเอาไว้ เมื่อมองไปที่สายตาดุจเหยี่ยว ทันใดนั้นให้ความรู้สึกผู้คนที่ไม่สามารถสั่นคลอนได้
"ไม่พบกันหลายปี วิถีดาบของท่านใกล้จะปราศจากผู้ต่อกรแล้ว ในยุคปัจจุบันจะมีสักกี่คนที่สามารถชื่นชมวิถีดาบกับท่านได้เล่า" อวี้รั่วหยุนจ้องมองดูอริยะดาบต้วนมู่แล้ว ต้องกล่าวทอดถอนใจออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"ฝ่าบาทชมเกินไปแล้ว ใต้หล้ากว้างใหญ่ ขุนเขาซ่อนพยัคฆ์ ยุทธจักรซ่อนยอดฝีมือ แค่วิถีดาบเช่นนี้ไหนเลยคู่ควรจะนำมาทะนงตนได้" อริยะดาบต้วนมู่ส่ายหน้าเบาๆ และกล่าวว่า "ครั้งนั้น ขณะออกแสวงพ่ายทะนงตนนั้น นางมารสวรรค์เย่ฟันเข้ามาตามอารมณ์ ก็คือวิถีกระบี่ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ทำให้ข้าได้รับประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว หากจะพูดถึงวิถีดาบที่ปราศจากผู้ต่อกร เท่ากับเป็นการอวดดีแล้วล่ะ"
ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มาสอดส่องด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่างรู้สึกใจหายใจคว่ำเมื่อได้ยินคำพูดของอริยะดาบต้วนมู่ ต่างมองหน้าซึ่งกันและกันในเวลานี้
ผู้คนจำนวนมากต่างก็เคยได้ยินเรื่องที่อริยะดาบต้วนมู่ประลองศึกษาซึ่งกันและกันและอภิปรายธรรมกับนางมารสวรรค์เย่ฉุ่ยเหยา และปรมาจารย์ยุทธ์ อีกทั้งยังเคยออกศึกชี้ขาดกับพระเชษฐภคินีฟู่เยว่เทียน แต่เป็นแค่ได้ยินมาเท่านั้น มาวันนี้อริยะดาบต้วนมู่พูดขึ้นมาเองย่อมจะเป็นเรื่องจริง
นางมารสวรรค์เย่ฉุ่ยเหยา เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นเก่าที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปนิรันดร์แล้ว แม้ว่าระดับขั้นพลังของนางจะยังไม่ถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์ แต่กำลังความสามารถของนางเทียบเคียงได้ไม่ขาด เหนือกว่ากันมากเมื่อเทียบกับอริยะดาบต้วนมู่
ขณะที่อริยะดาบต้วนมู่มีสิทธิ์ประลองศึกษาซึ่งกันและกันและอภิปรายธรรมกับนาง สิ่งนี่เพียงพอที่จะบ่งบอกว่าเขามีความแข็งแกร่งเช่นใด จะอย่างไรเสียใช่ว่าใครก็มีสิทธิ์ไปอภิปรายธรรมกับผู้ดำรงอยู่ในฐานะเฉกเช่นปรมาจารย์ยุทธ์ได้อยู่แล้ว
"นังผีบ้าวิปริต!" อวี้รั่วหยุนกัดฟันกรอด และกล่าวว่า "พลันลงมือก็เข่นฆ่าล้างสิบทิศ สรรพชีวิตนับล้านเป็นอันต้องมอดม้วย"
"..." อริยะดาบต้วนมู่อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อนๆ ออกมาไม่ได้ และกล่าวเพื่อเปลี่ยนเรื่องว่า "ยากนักที่คราวนี้ข้าได้กลับมาที่ทวีปนิรันดร์สักครั้ง มาวันนี้ได้พบกับฝ่าบาทอีกครั้งนับเป็นวาสนาต่อกัน ข้ากับฝ่าบาทร่วมศึกษาซึ่งกันและกันบ้างจะเป็นเช่นใด? ความยอดเยี่ยมด้านวิถีดาบของฝ่าบาท นับว่าทำให้ข้าหวนคะนึงถึง"
"ในเมื่อท่านมีอารมณ์สุนทรีย์ ข้าจะกล้าขัดได้อย่างไรเล่า?" อวี้รั่วหยุนที่ใบหน้าแฝงด้วยรอยยิ้มดุจดั่งร้อยบุปผาบานเบ่งพร้อมกัน งดงามยิ่งนัก ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยจิตใจหวั่นไหว
"เชิญ..." อริยะดาบต้วนมู่ก็ไม่เกรงใจ ก้าวเท้าเข้าไปยังค่ายของทูเจวี๋ยในก้าวเดียว
ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างรู้สึกใจหายใจคว่ำเมื่อได้ยินคำพูดโต้ตอบของอริยะดาบต้วนมู่กับอวี้รั่วหยุน ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยมองหน้ากันและกัน และทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยทอดถอนใจกับสิ่งนี้
"วิถีดาบของอริยะดาบต้วนมู่ต่อสู้ชี้ขาดกับวิถีดาบขององค์หญิงใหญ่อวี้ ใครแพ้ใครชนะเล่า?" มีผู้กล่าวด้วยความอดที่จะสงสัยไม่ได้ เมื่อเห็นอริยะดาบต้วนมู่และองค์หญิงใหญ่อวี้รั่วหยุนเตรียมสัประยุทธ์
กล่าวสำหรับปัญหาข้อนี้ ผู้คนจำนวนมากต่างจ้องตากันและกัน ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ได้มาตรฐาน
"คงมีเพียงบุคคลระดับปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น จึงมีสิทธิ์ตัดสินว่าใครเหนือกว่าใคร วิถีดาบของอริยะดาบต้วนมู่วงนอกรู้ใจ วงในรู้กัน ส่วนทางด้านองค์หญิงใหญ่อวี้นั้นเสมือนดั่งหงส์ฟ้าบนท้องนภา แม้ว่าจะมองเห็นเพียงแวบเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนยากที่จะลืมเลือน" มีผู้ที่ได้เคยพบเห็นอวี้รั่วหยุนลงมือมาก่อนพูดออกมาจากใจ
ทุกคนโดยรอบต่างตั้งรอการสัประยุทธ์ระหว่างอริยะดาบต้วนมู่กับองค์หญิงใหญ่อวี้รั่วหยุน ทั่วทั้งค่ายของทูเจวี๋ยถูกห้อมล้อมไปด้วยปณิธานดาบที่กระเพื่อมไปมา ผู้คนจำนวนมากอดไม่ได้ที่จะสั่นเทา
ในจังหวะที่ผู้คนจำนวนมากยังไม่ได้สติกลับคืนมาจากการปณิธานดาบ ทันใดนั้นเองเทือกเขาโดยรอบค่ายของทูเจวี๋ยปรากฏกองทัพที่แข็งแกร่งยากจะหาใดเทียบขึ้นมา
"ข้าศึกบุก! ข้าศึกบุก! ข้าศึกบุก!" ทันใดนั้นเองเสียงระฆังเตือนภัยที่กระชั้นยิ่งดังไปทั่วทั้งค่ายก้องไปทั่วฟ้าดิน
"ข้าศึกจากภายนอกเข้ารุกราน!" นาทีนี้เอง แม่ทัพระดับบนของทูเจวี๋ยรู้สึกตระหนกยิ่งนัก คำรามเสียงยาวออกมา นำพาทหารในค่ายเข้ารักษาการประจำตำแหน่งในทันที
"พร้อมรบ!" อวี้รั่วหยุนในฐานะผู้บัญชาการก็รู้สึกตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน สั่งการให้ทหารทั้งหมดเข้าสู่ลักษณะของการพร้อมรับศึก และหันไปทางอริยะต้วนมู่กล่าวว่า "นัดของพวกเราคงต้องเลื่อนไปวันอื่น"
อริยะดาบต้วนมู่พยักหน้าเข้าใจ หันหลังเดินออกจากค่ายของทูเจวี๋ยทันที พร้อมไปปรากฏร่างอยู่บนเชิงผาใกล้เคียงเฝ้ามองดูศึกการรบที่จะเกิดขึ้น
หาใช่ว่าอริยะดาบต้วนมู่ขี้ขลาดและหรือแล้งน้ำใจไม่ให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด แรกเริ่มเดิมทีสงครามการศึกระหว่างประเทศนั้นก็มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับตัวเขาแม้แต่น้อย ตัวของอริยะดาบต้วนมู่เองก็เป็นจอมยุทธ์พเนจรที่ไร้สังกัดไม่ได้อยู่ฝักฝ่ายใดแต่แรกอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะออกยื่นมือให้การช่วยเหลือทางฝั่งทูเจวี๋ย ทว่าอวี้รั่วหยุนหัวเด็ดตีนขาดก็คงไม่ยินยอมรับความช่วยเหลือเป็นแน่
พริบตาเดียวนั่นเอง กองทัพอาชาขบวนหนึ่งได้เหินฟ้าไถลเขาลงมา บดขยี้เชิงผาแหลกละเอียด ด้วยท่าทีที่ปราศจากผู้ต่อกร
กองทัพอาชาขบวนนี้มีจำนวนหลายพันคน อีกทั้งล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือ จำนวนนั้นมีอยู่ไม่น้อยที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับเจ็ด
เหล่าผู้ชมโดยรอบมองเห็นกองทัพปรากฏธงแต่ละธงที่กางออกและโบกสะบัด โดยที่ธงแต่ละผืนจะแตกต่างกันไป
"แคว้นซู แคว้นเหลียง แคว้นเหยียน แคว้นอู๋ แคว้นจิน!!!" แม่ทัพทูเจวี๋ยคนหนึ่งหวาดผวาจนหน้าถอดสี เมื่อมองเห็นธงศึกแต่ละผืน จึงดึงให้สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นอย่างสุดความสามารถ และร้องเสียงดังออกมาว่า "ข้าศึกรุกราน ห้าแคว้นรุกรานเข้ามา การเตือนภัยสูงสุด เตือนภัยสูงสุด!"
ทุกกองกำลังที่อยู่ภายในเทือกเขาคุนหลุนเมื่อได้ยินข่าว พลันทำให้ทุกคนตกใจจนยืนเซ่อไป ห้าแคว้นเปิดศึกชี้ขาดกับทูเจวี๋ยภายใต้กลางวันแสกๆ เช่นนี้ แม้แต่ยอดกุนซือจำนวนไม่น้อยที่มีประสบการณ์ก็ตกใจจนยืนเซ่อไปทันที
"เหตุใดห้าแคว้นถึงเปิดศึกกับทูเจวี๋ย?" ทุกคนต่างงงงันไม่น้อย
การเปิดศึกใหญ่เช่นนี้ พลันทำให้ผู้คนจำนวนมากในเทือกเขาคุนหลุนต่างรู้สึกงงงัน เนื่องจากทั้งหมดนี้หาใช่การปะทะกันระหว่างกลุ่มเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้กองกำลังต่างๆ แต่เป็นศึกใหญ่ชี้ขาดระหว่างกองกำลัง ทั้งหมดนี้ยังเป็นขุมกำลังมหาอำนาจในทวีปนิรันดร์ที่มีความแข็งแกร่งยิ่งนัก
นับตั้งแต่สิ้นสุดละครลิงของต้าเจิ้งในครั้งนั้นแล้ว ขุมกำลังมหาอำนาจในทวีปนิรันดร์ก็ได้ปิดสำนักไม่มีการไปมาหาสู่กันเพื่อรอดูท่าที เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่อยู่กันอย่างสงบสันติ ไม่ได้มีกรณีพิพาทด้านบุญคุณความแค้นใดๆ ทั้งสิ้น
จนกระทั่งการปรากฏตัวของกิเลน ทุกกองกำลังจึงออกจากการเก็บตัว ออกตามหากิเลนกันให้ควั่ก และในเวลานี้ จู่ๆ ห้าแคว้นพลันรุกล้ำเปิดศึกใหญ่โจมตีทูเจวี๋ยกะทันหัน แล้วจะไม่ให้ทุกขุมกำลังในทวีปนิรันดร์ต่างเซ่อไปในทันทีได้อย่างไรกันเล่า
กองทัพอาชาของห้าแคว้นได้รุกเข้าไปยังทิศทางที่อวี้รั่วหยุนอยู่ พวกเขาได้กำหนดเป้าหมายมุ่งไปยังผู้บัญชาการสูงสุดของทูเจวี๋ย
กองทัพอาชาขบวนนี้มีความแหลมคมเกรียงไกรยิ่งนักและดุดันอย่างยิ่งเป็นของแคว้นซู พวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับห้าขึ้นไปทั้งสิ้น อีกทั้งยังถูกนำโดยแม่ทัพที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสิบเอ็ด!
"คุ้มครององค์หญิง!" บรรดานักรบของทูเจวี๋ยต่างเขามาประกบคุ้มกันอวี้รั่วหยุน ยึดมั่นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของตนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพอาชาที่บุกเข้ามา พวกเขาคำรามเสียงดังและโจมตีใส่กองทัพอาชาที่ดาหน้าบุกเข้ามา
กองทัพอาชาบุกทะลวงเข้าไปเหมือนดั่งผ่ากระบอกไม้ไผ่ ทุกที่ที่ผ่านไปได้ทำลายแนวป้องกันของค่ายรอบนอกจนพังยับ
เวลานี้เสียงร้องน่าเวทนาดังขึ้นไม่ขาดสาย เลือดสดๆ ที่สาดกระเซ็น นักรบชาวทูเจวี๋ยสู้ถวายหัวเพื่อปกป้ององค์หญิงของตน แต่การยืนหยัดตั้งรับแบบกะทันหัน จึงทำให้ไม่สามารถต้านทานกับกองทัพอาชาได้อยู่แล้ว
ใช่ว่านักรบชาวทูเจวี๋ยจะอ่อนด้อย แต่เป็นเพราะว่านี่เป็นการบุกโจมตีที่กะทันหันเกินไปในช่วงเวลาที่สงบ จึงทำให้ไม่สามารถต้านรับกับกองทัพของห้าแคว้นที่เกรียงไกรและเตรียมการมาอย่างดี ที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ กองทัพอาชาขบวนนี้ไม่ได้เข่นฆ่าล้างทุกคนอย่างไร้เป้าหมาย พวกเขามุ่งหน้าตรงสังหารพุ่งเป้าไปยังทิศทางของอวี้รั่วหยุนอย่างเดียวเท่านั้น
ย่อมไม่ต้องสงสัย กองทัพอาชาขบวนนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก เป้าหมายของพวกเขามีเพียงแค่องค์หญิงใหญ่อวี้รั่วหยุน!