ดาวหยานหวง เมืองหยางโจว เขตไป๋ชา โรงเรียนมัธยมปลายเขต 95 เมืองเทียนสุ่ย
เด็กหนุ่มในชุดสีขาวนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ของดาวหยานหวงด้วยสายตาครุ่นคิด พึมพำกับตัวเองว่า
“สรุปแล้วฉันเซี่ยปิง เป็คนของโลกมนุษย์หรือว่ามาจากดาวหยานหวงกันแน่ หรือนี่คือความฝัน” ดวงตาของเขาฉายแววสับสน
เดิมทีเซี่ยปิงเป็เพียงเด็กนักเรียนธรรมดาบนดาวหยานหวง แต่เมื่อสามวันก่อน เกิดเหตุไม่คาดฝัน จู่ ๆ ก็มีสายฟ้าสีม่วงฟาดลงมาจากท้องฟ้าทำให้เขาหมดสติไป
หลังจากฟื้นขึ้นมาก็พบว่าเขามีความทรงจำของคนสองคนอยู่ในหัว หนึ่งนั้นเป็ความทรงจำเดิมจากดาวหยานหวง และอีกหนึ่งคือความทรงจำในโลกมนุษย์นานกว่าสามสิบปี เริ่มั้แ่เรียนหนังสือ แต่งงาน มีลูก ก่อนจะปิดฉากชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์
เซี่ยปิงใช้เวลาสามวันเพื่อปะติปะต่อเื่ราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน เขาต้องทนทรมานจากความทรงจำที่เพิ่มเข้ามา ทว่าความเ็ปเ่าั้กลับส่งผลให้สมองของเขาเกิดความยืดหยุ่นและเฉียบคมยิ่งขึ้นหลายเท่า
“ทุกคนรู้กันแล้วใช่ไหมว่า ห้าเดือน เหลือเวลาอีกแค่ห้าเดือนเท่านั้น”
เ้าของเสียงนั้นเป็หญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียน เธออยู่ในชุดสีขาวรัดรูปเผยให้เห็นสัดส่วนอันเย้ายวน มีใบหน้างดงามอ่อนหวานดึงดูดผู้คน สวมแว่นตากรอบสีดำที่ช่วยเสริมให้เธอดูมีเสน่ห์อย่างหาตัวจับได้ยาก
เธอมีชื่อว่า “ชิวซุย” หรือที่เรียกกันว่า พี่สาวชิว เป็อาจารย์ประจำชั้นของเซี่ยปิง ทั้งยังมีระดับการฝึกฝนลึกล้ำยากจะเดาได้
“การสอบในอีกห้าเดือนข้างหน้าจะเป็ตัวกำหนดเส้นทางชีวิตของพวกเธอต่อจากนี้”
ชิวซุยเท้ามือทั้งสองข้างบนโต๊ะ กวาดสายตามองกลุ่มเด็กเรียนในห้อง กล่าวต่อไปว่า
“ฉันจะแจกแบบสอบถามเกี่ยวกับการวางแผนในอนาคตของพวกเธอ ห้ามเขียนอะไรมั่วซั่วมาเด็ดขาด ทำเสร็จแล้วส่งกลับมาให้ฉัน”
“อาจารย์คะ ตอนนี้หนูอยู่ในระดับนักสู้ขั้นสาม พอที่จะสอบเข้าสถาบันระดับสูงได้หรือเปล่าคะ” นักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนขึ้นถาม
“ระดับสาม…”
ชิวซุยส่ายหน้า “หากเธอ้าเข้าสถาบันระดับสูง แทบเป็ไปไม่ได้เลย เธอควรมองหาสถาบันระดับสามที่จบมามีงานทำทันที ดาวเราตอนนี้ขาดแคลนบุคลากรตามสายงานต่างๆ เป็จำนวนมาก เธออาจเข้าร่วมกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เก็บเงินสักก้อนไว้ซื้อเนื้อสัตว์กลายพันธุ์หรือยาเสริมจิติญญามาพัฒนาพลังปราณกับทักษะของตัวเอง ถึงตอนนั้น เธออาจจะกลายเป็นักสู้ที่แท้จริง มีเงินเข้าบัญชีต่อเดือนมากกว่าหนึ่งหมื่นเหรียญสหพันธรัฐ ใช้ชีวิตอย่างสบายๆ โดยไม่มีเื่อะไรให้กังวลใจ”
เซี่ยปิงที่นั่งฟังอยู่รู้สึกสับสนกับสิ่งที่ได้ยิน ส่วนหนึ่งอาจเป็เพราะดาวหยานหวงกับโลกมนุษย์มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โลกมนุษย์พึ่งพาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนดาวหยานหวงกลับพึ่งพาพลังปราณ
เดิมแล้ว โลกกับดาวหยานหวงไม่ต่างกันมาก หากหนึ่งพันปีก่อนไม่มีหลุมดำปรากฏขึ้นเหนือน่านฟ้า ปล่อยกลุ่มหมอกควันปกคลุมดวงดาวหยานหวงไว้ทั้งดวง
“ควันสีดำประหลาดนั่นเป็ไวรัสร้ายแรง ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันน่ากลัวแค่ไหน”
เซี่ยปิงดูข้อมูลในหนังสือประวัติศาสตร์ “เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ดาวหยานหวงสูญเสียประชากรไปกว่าครึ่ง”
นอกจากนี้แล้ว เชื้อไวรัสยังส่งผลให้สัตว์และพืชบนดาวหยานหวงเกิดการกลายพันธุ์อันบ้าคลั่ง พวกมันแข็งแกร่งขึ้น ดุร้ายโเี้ ผู้บริสุทธิ์มากมายถูกพวกมันฆ่าตายไปอย่างน่าเศร้า ยุคนั้นจึงถูกเรียกว่า “ยุคแห่งความมืด”
ภายใต้สถานการณ์โหดร้าย กลับส่งผลให้มนุษย์มีวิวัฒนาการเช่นเดียวกับสัตว์กลายพันธุ์ ในเวลาเดียวกัน ูเาไฟบนดาวหยานหวงเกิดการปะทุขึ้นและแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง มนุษย์จึงได้ค้นพบซากวิหารโบราณที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และนั่นคือจุดกำเนิดของพลังปราณ
พลังปราณช่วยให้มนุษย์ฉันมผ่านขีดจำกัดของร่างกายเดิมได้ ไม่ว่าจะเป็การใช้ใบไม้สังหาร เท้าท่องเมฆา แยกูเาด้วยหนึ่งฝ่ามือ แยกแม่น้ำผืนใหญ่ด้วยหนึ่งหมัด สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ดาวหยางหวนก้าวไปสู่เส้นทางที่ไม่เคยมีมาก่อน
ภายในวิหารโบราณไม่เพียงแต่มีทักษะการต่อสู้อันทรงพลัง แต่ยังมีการค้นพบเทคโนโลยีระดับสูงกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันอีกจำนวนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงมีการพัฒนาอย่างก้าวะโจนสามารถรับมือกับสัตว์กลายพันธุ์ได้
หนึ่งร้อยปีให้หลัง เข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองของมนุษยชาติ ทั้งได้จัดตั้งรัฐบาลกลางขึ้นมาควบคุม โดยแบ่งออกเป็เก้าเขตการปกครอง
ทางรัฐบาลกลางพยายามสืบหาเื่ราวที่เกิดขึ้นในยุคแห่งความมืด มอบหมายให้กลุ่มผู้ฝึกปราณมุ่งหน้าออกสำรวจหลุมดำปริศนา ทว่าไม่พบเบาะแสที่เชื่อมโยงถึงยุคแห่งความมืดได้ แต่พวกเขากลับค้นพบโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลอยู่อีกด้านหนึ่งของหลุมดำ มนุษย์เรียกมันว่า ”โลกแห่งเมฆา”
โลกแห่งเมฆามีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าดาวหยานหวงหลายเท่า บริเวณโดยรอบอัดแน่นไปด้วยพลังงานทางจิติญญา รวมถึงการค้นพบทรัพยากรทางธรรมชาติและวัตถุดิบหายากต่างๆ ซึ่งมอบผลประโยชน์แก่มนุษย์อย่างล้นหลาม
ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่ได้รับจากโลกแห่งเมฆา ถูกนำมาใช้พัฒนาศักยภาพผู้คนควบคู่กับด้านเทคโนโลยี ทำให้ดาวหยานหวนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
“เฮ้อ”
หลังจากทราบเื่ราวในประวิติศาสตร์ ดวงตาของเซี่ยปิงมีความหนักแน่นยิ่งขึ้น “เอาล่ะ คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่าๆ ไม่ว่าฉันจะเป็เซี่ยปิงของโลกหรือของดาวหยานหวง ฉันก็เป็ฉันอยู่ดี แค่ใช้ชีวิตให้ดีก็พอ” เมื่อหาบทสรุปได้ อาการปวดหัวของเขาเหมือนจะหายไปในฉับพลัน ขณะเดียวกัน เขาได้ยินเสียงหนึ่งแทรกเข้ามาในหัว “การรวมจิติญญาสำเร็จ ระบบคะแนนความเกลียดชังทำงาน”
เซี่ยปิงขมวดคิ้ว “ระบบความเกลียดชัง” เขาเพิ่งหายปวดหัวไปไม่ทันไร กลับต้องมาเจอเื่ให้ปวดหัวอีกรอบ
“ระบบนี้ถูกออกแบบเพื่อดึงดูดความเกลียดชัง หากคุณทำให้คนอื่นเกลียด คุณจะได้รับคะแนนความเกลียดชัง ใช้แลกสมบัติหรือเคล็ดวิชาบ่มเพาะต่างๆ ในร้านค้าของระบบได้”
“ความเกลียดชังจะแบ่งออกเป็ระดับขั้น ยิ่งความเกลียดชังรุนแรงเท่าไหร่ยิ่งได้คะแนนมากเท่านั้น”
“ต้องทำให้คนอื่นเกลียดเนี่ยนะ” เซี่ยปิงพูดอะไรไม่ออก หากเขาต้องคอยสร้างความเกลียดชังไปทั่วทุกที่ นึกสภาพแล้วคงไม่ต่างอะไรกับการเป็กระสอบทรายให้คนอื่นทุบตี จุดจบคงจะน่าอนาถยิ่งกว่าพวกบัดซบบางคนเสียอีก
“การสอบเข้าสถาบันศึกษา จำเป็ต้องคิดทบทวนอย่างละเอียด เพราะว่ามันจะเป็ตัวตัดสินชีวิตของพวกเธอเอง ฉันช่วยเลือกไม่ได้ แต่พอจะให้คำแนะนำได้”
ชิวซุยกล่าวกับนักเรียนทุกคน
“ครับ/ค่ะ อาจารย์” นักเรียนตอบรับพร้อมกัน
ชิวซุยเห็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่นั่งเหม่อไม่สนใจสิ่งที่เธอพูด เธอจึงถามว่า
“เซี่ยปิง! ไหนบอกหน่อยสิว่าเธอวางแผนอนาคตตัวเองไว้ยังไง”
“วางแผน”
เซี่ยปิงรู้ทันทีว่า เขาไม่ได้สนใจคำพูดของอาจารย์เลย ความคิดเขาในตอนแรกจะตอบว่า สอบเข้าสถาบันระดับสามเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ทำไมไม่ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ระบบความเกลียดชังดูละ
“ผมอยากเข้าสถาบันหยานหวงครับ”
“ฮะ” ทั้งชั้นเรียนตกตะลึงกับคำตอบ
สถาบันหยานหวงเป็สถาบันอันทรงเกียรติที่ดีที่สุดในดาวดวงนี้ กระทั่งกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันต่างก็สำเร็จการศึกษาจากสถาบันหยานหวง อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่สามารถเข้าสถาบันหยานหวงได้ล้วนเป็บุคคลระดับอัจฉริยะ
เซี่ยปิงที่เป็แค่นักสู้ขั้นสาม ลำพังแค่สอบเข้าสถาบันระดับสามยังแทบเป็ไปไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสถาบันหยานหวง
“เซี่ยปิงนี่เธอพูดจริงๆ หรอ”
เขาพยักหน้า “อีกห้าเดือนผมจะสอบเข้าสถาบันหยานหวง ก้าวขึ้นเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ มีรายได้ต่อปีมากกว่าหนึ่งร้อยล้านหยวน ได้แต่งงานกับผู้หญิงสวยๆ หุ่นดี พูดจาไพเราะอ่อนหวานสักคน และก้าวไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต”
“เหอะ! ไม่รู้จักขีดจำกัดตัวเองเอาซะเลย”
“อ่านหนังสือยังไม่แตกฉาน แต่อยากเป็ที่กล่าวถึง เหมือนเอาเกวียนไปวางข้างหน้าม้า”
“เขาต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ”
กลุ่มนักเรียนในชั้นพากันพูดจาดูิ่เซี่ยปิง
เซี่ยปิงเมินต่อเสียงรอบด้าน เขามองไปที่หนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังล้อเลียนเขาแล้วพูดว่า “หยางเว่ย เพียงเพราะนายทำไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะทำไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละนะ บางคนเกิดมาพร้อมกับความไร้สามารถแต่แรกอยู่แล้ว ต่อให้ใช้ยาอะไรก็รักษาไม่หาย”
“เซี่ยปิง!”
หยางเว่ยจ้องไปที่หน้าของเซี่ยปิงด้วยความโกรธ ไม่ต้องเดาเขาก็มองออกว่าเซี่ยปิงกำลังหมายถึงใคร จงใจล้อเลียนชื่อเล่นของเขายังไม่พอ แต่ยังบอกว่าเขาไร้ความสามารถ อีกอย่าง ชื่อเล่นของเขาเป็เหมือนสิ่งต้องห้าม ทว่าเซี่ยปิงกลับพูดมันออกมาต่อหน้าคนทั้งชั้นเรียน
“ฮ่าๆ หยางเว่ย เป็ไงบ้าง หน้าแตกยับเลยสิ” เด็กหนุ่มรูปร่างอ้วนท้วนตรงมุมห้องหัวเราะเสียงดัง เขากับหยางเว่ยไม่ถูกกันอยู่แล้ว เมื่อเห็นหยางเว่ยพลาดท่า มีหรือที่เขาจะปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไป
“เกาหวาน นายน่ะจะหัวเราะทำไม นายเองก็เหมือนกับเขานั่นแหละ” เซี่ยปิงพูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา
ใบหน้าเกาหวานเปลี่ยนเป็สีเขียวเพราะความโมโห จ้องเซี่ยปิงตาขมึงราวกับจะกินเซี่ยปิงทั้งเป็
ทุกคนในที่นั้นรู้สึกประหลาดใจไปตามๆ กัน โดยปกติแล้ว เซี่ยปิงเป็เพียงเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ไม่มีด้านใดโดดเด่น แทบไม่มีตัวตนอยู่ในชั้นเรียน แต่ทำไมวันนี้เขาดูพร้อมจะทุบตีทุกคนที่ยืนขวางทางเขา
หยางเว่ยรู้สึกสับสนเล็กน้อย ดูเหมือนเซี่ยปิงไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เขาโดยเฉพาะ แต่ใช้ประโยชน์จากเขาเพื่อฟาดฟันทุกคนต่อ
“พอได้แล้ว!” ชิวซุยทนดูต่อไปไม่ได้ จ้องเซี่ยปิงด้วยสายตาตำหนิ “เซี่ยปิง เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ เธอไม่ควรพูดกับเพื่อนร่วมชั้นแบบนี้เลย”
เซี่ยปิงพยักหน้า “ผมขอโทษครับอาจารย์”
หยางเว่ยรับไม่ได้ที่ตนเองถูกหักหน้ากลางห้องเรียน เขาร้องไห้เตะเก้าอี้เต็มแรงแล้ววิ่งออกจากห้อง
“กลับมานี่!” ชิวซุย้าเรียกหยางเว่ยกลับมา แต่เขาวิ่งออกไปเร็วเกินกว่าเธอจะห้ามได้ เธอจึงหันไปจ้องเซี่ยปิงแทน
“เซี่ยปิง!”
เซี่ยปิงกางมือออก ตีสีหน้าเหมือนเด็กไร้เดียงสา “ผมไม่คิดว่าเขาจะเป็คนที่มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายขนาดนี้”
“เธอออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้! จงทบทวนสิ่งที่เธอเพิ่งทำไปเมื่อครู่” ชิวซุยชี้นิ้วไปที่ประตู เอ่ยด้วยความโกรธ
เซี่ยปิงไม่ได้นำคำพูดของซิวซุยมาใส่ใจ เพราะในเวลานี้มีเสียงดังขึ้นในหัวอย่างต่อเนื่อง
“คะแนนความเกลียดชัง +1, คะแนนความเกลียดชัง+1”
.
.
.