"เธออยากได้เฟอร์นิเจอร์ใหม่เพิ่มเหรอ? ช่างไม้คนนั้นมาจากหมู่บ้านหลู่เจีย ชาวบ้านที่นั่นล้วนแต่ทำงานเป็นช่างฝีมือทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานปูน หรืองานก่ออิฐก็มี ถ้าเธอต้องการช่างฝีมือล่ะก็ บอกเขาให้ช่วยหาก็ได้" อาซ้อรองจางถามอย่างกระตือรือร้น
พอคังอิงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกยินดีมาก เธอกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะหาช่างตกแต่งจากที่ไหน นี่มันเหมือนง่วงนอนแล้วมีคนเอาหมอนมาส่งให้ถึงที่จริงๆ
ตอนนี้ในอำเภอเล็กๆ อย่างอำเภอหลี่ว์ยังไม่มีทีมช่างตกแต่งมืออาชีพ ใครต้องการตกแต่งบ้านก็ต้องไปตามหาช่างเอง ต่อให้เป็นการตกแต่งโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้าก็เป็นแบบนั้น
หลังจากกล่าวขอบคุณอาซ้อรองจาง คังอิงก็รู้ว่าช่างไม้คนนั้นจะทำงานที่บ้านของอีกฝ่ายหลายวัน เธอจึงไม่ต้องรีบร้อน คังอิงเดินกลับเข้าบ้าน อาบน้ำ เปลี่ยนเป็นชุดสะอาดเรียบร้อย จากนั้นจึงค่อยไปที่บ้านของอาซ้อรองจาง
ประตูบ้านของอาซ้อรองจางเปิดกว้าง ช่างไม้คนนั้นกำลังทำงานอยู่ในลานบ้าน เท้าข้างหนึ่งของเขาเหยียบอยู่บนเก้าอี้ไม้ มือข้างหนึ่งถือเลื่อยเลื่อยไม้อยู่ เสียงเลื่อยไม้เสียดสีกัน ‘ฉัวะๆ’ ดูน่าสนใจมาก
พอเห็นคังอิงเดินเข้ามา ช่างไม้ก็เงยหน้าขึ้นมองเธอแวบหนึ่ง คังอิงจึงเอ่ยทักทายว่า “อาจารย์คะ ฉันอยากจะสอบถามหน่อย ที่หมู่บ้านของคุณมีช่างตกแต่งภายในบ้างไหมคะ?”
“ตกแต่งภายในงั้นเหรอ? มีสิ เธออยากตกแต่งที่ไหนล่ะ?”
อาจารย์ก้มหน้าลงแล้วเลื่อยไม้ต่ออย่างตั้งใจ หากไม่ตั้งใจเลื่อยไม้ล่ะก็ ไม้แผ่นนั้นจะเบี้ยวไป นั่นหมายถึงเขาต้องเสียไม้ไปหนึ่งแผ่น
คังอิงเล่าคร่าวๆ อาจารย์ช่างไม้พูดด้วยความสนใจ “นั่นมันงานใหญ่เลยนะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้คนยี่สิบถึงสามสิบคน อีกอย่างเธออยากให้มันเสร็จเร็วๆ ด้วย ถ้าคนไม่พอ ก็ทำเร็วๆ ไม่ได้หรอก”
พอคังอิงได้ยินอาจารย์ช่างไม้พูดเช่นนี้ ก็รู้ว่าเขามีประสบการณ์มาก เธอจึงเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ “ถ้าอย่างนั้นอาจารย์ช่วยฉันหาคนได้ไหมคะ? ฉันต้องการช่างไม้อีกหลายคน พอถึงเวลานั้น อาจารย์ก็มาช่วยฉันทำงานด้วยเลย”
“ไม่มีปัญหาหรอก บอกฉันมาว่าเธออยากจะเริ่มงานเมื่อไหร่ เอาไว้ฉันจะช่วยหาคนให้ หมู่บ้านของพวกเรามีคนกว่าสองพัน เกือบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของคนหนุ่มสาวล้วนแต่เป็นช่างฝีมือทั้งนั้น” ช่างไม้กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“ขอโทษนะคะ ฉันขอสอบถามแซ่ของคุณได้หรือเปล่า อาจารย์แซ่อะไรคะ?” คังอิงเอ่ยถาม
“ฉันแซ่โจว เรียกฉันว่าอาจารย์โจวก็พอ” อาจารย์ช่างไม้ตอบ
“ฉันคิดว่าคนหมู่บ้านหลู่เจียจะแซ่หลู่กันหมดเสียอีก คิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์จะแซ่โจว ถ้าอย่างนั้นอาจารย์โจวมีวิธีติดต่อไหมคะ? พอถึงเวลานั้นฉันจะได้ติดต่ออาจารย์ได้” คังอิงกล่าว
“ส่งข้อความไปที่เพจเจอร์ของฉันก็ได้” อาจารย์โจวพูดจบเขาก็หยิบไม้แผ่นเล็กๆ มาจุ่มหมึกในตลับหมึก จากนั้นก็เขียนเบอร์วิทยุติดตามตัวของตนลงบนเศษไม้แผ่นหนึ่ง แล้วยื่นให้คังอิง
นี่เป็นนามบัตรที่แปลกใหม่จริงๆ เมื่อเห็นว่าอาจารย์ช่างไม้มีวิทยุติดตามตัว คังอิงก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า ในยุคสมัยนี้วิทยุติดตามตัวเป็นสัญลักษณ์ของฐานะจริงๆ ดูเหมือนอาจารย์ช่างไม้คนนี้จะไม่ใช่คนธรรมดา
คังอิงรับเศษไม้นั้นมาแล้วบอกว่า “ได้ค่ะ พอถึงเวลาฉันจะโทรหาคุณล่วงหน้านะคะ”
“ได้เลย” พออาจารย์โจวกล่าวจบก็ก้มหน้าลงเลื่อยไม้ต่ออย่างตั้งใจ
คังอิงจัดการเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งได้โดยไม่คาดคิด ทำให้อารมณ์ของเธอดีขึ้นมาทันที
พอกลับมาถึงบ้าน คังอิงก็เริ่มเตรียมอาหารกลางวัน
ขณะที่เธอกำลังเตรียมวัตถุดิบ จู่ๆ ก็คิดขึ้นว่าสือเจียงหย่วนจะมากินข้าวกลางวันที่บ้านของเธอไหม?
บางทีอาจจะเป็นเพราะช่วงนี้สือเจียงหย่วนชอบมาขอข้าวเธอกินบ่อยๆ เวลาทำอาหารเธอจึงเผลอนึกถึงเขาโดยไม่รู้ตัว
การที่หุ้นส่วนทางธุรกิจติดต่อกันบ่อยๆ นับเป็นเรื่องปกติ จนถึงตอนนี้คังอิงถึงแน่ใจว่าสือเจียงหย่วนยังไม่ได้แต่งงาน
ก่อนหน้านี้ที่เขาให้เบอร์โทรศัพท์ของน้องชายกับเธอ แทนที่จะให้เบอร์โทรศัพท์บ้านของน้ารอง ก็เพราะว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และกลัวว่าน้ารองจะกังวลใจ
หากน้ารองรู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บ เกรงว่าน้าจะรีบแจ้งครอบครัวของเขาอย่างแน่นอน ถ้าครอบครัวของเขารู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บ คงจะไม่มีทางปล่อยให้เขาออกมาทำธุรกิจได้อีก
เพราะแบบนี้ คังอิงจึงรู้ว่าสือเจียงหย่วนใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่รักและห่วงใยเขามาก แต่เขาก็ยังคงเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตนเอง
เธอชื่นชมผู้ชายแบบนี้ อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าพวกที่รักแม่มากเกินไป หรือผู้ชายที่หลอกลวงให้ผู้หญิงมาทุ่มเทให้ตัวเองแบบฟู่ซินหลาง
ขณะที่คังอิงกำลังคิดอยู่ว่าจะทำอาหารอะไรกินดี จู่ๆ เธอก็เห็นข้าวสวยเหลืออยู่ในตู้เย็น จึงคิดว่าทำข้าวผัดไข่ก็แล้วกัน ทำง่าย สะดวก แถมรสชาติก็ไม่เลว
ทำไมเธอถึงได้ชอบกินข้าวผัดไข่? นั่นก็เป็นเพราะก่อนหน้านี้คังอิงเคยอ่านนวนิยายชุด ‘ลี้คิมฮวง’ ของกู่หลง [1] และรู้สึกว่าผู้ชายที่ดูโดดเดี่ยวอย่างลี้คิมฮวงช่างเฉลียวฉลาดและเย็นชา โหดเหี้ยมแต่ก็ยังมีหัวใจ เธอรู้สึกหวั่นไหวกับภูมิหลังที่คล้ายคลึงกันของลี้คิมฮวง
กู่หลงบรรยายถึงฉากที่ลี้คิมฮวงกำลังกินข้าวผัดไข่ ทุกๆ คำที่เขากินนั้น เขากินอย่างตั้งใจมาก ไม่มีเม็ดข้าวหลุดรอดจากตะเกียบเขาไปได้ มือที่ลี้คิมฮวงใช้จับตะเกียบนั้นทั้งหนักแน่น อบอุ่น จืดจาง แต่แข็งแกร่ง ทุกๆ คำที่เขากินนั้น ราวกับเป็นอาหารมื้อสุดท้ายในชีวิตของเขา
บริบทที่กู่หลงบรรยายนั้นทำให้คังอิงอดที่จะใฝ่ฝันถึงไม่ได้ ผู้ชายที่ทั้งโดดเดี่ยวและแบกรับความหวังของคนทั้งโลกเอาไว้ หลายครั้งที่เธอเผลอนำตนเองไปเปรียบเทียบกับลี้คิมฮวง
แม้ว่าลี้คิมฮวงจะเป็นผู้ชาย ส่วนเธอเป็นผู้หญิง แต่เธอกับลี้คิมฮวงต่างก็เป็นคนที่โดดเดี่ยวเหมือนกัน และไม่สามารถหาคู่ชีวิตที่รู้ใจได้…
ด้วยเหตุผลนี้เอง การกินข้าวผัดไข่จึงทำให้คังอิงรู้สึกเหมือนกับลี้คิมฮวง
คังอิงละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านพวกนี้ไป เธอหยิบข้าวสวยออกมาจากตู้เย็น พอเห็นข้าวสวยก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหลังจากนำข้าวสวยไปแช่เย็น ความชื้นในข้าวก็ระเหยออกไป ทำให้ข้าวดูเรียงเมล็ดสวยงาม
ตอนที่เธอหุงข้าว เธอจงใจใส่น้ำน้อยลงนิดหน่อย ข้าวสวยที่หุงออกมาจึงมีความเหนียวนุ่ม หลังจากนำไปแช่เย็นแล้ว จะทำให้ข้าวแบบนี้เหมาะสำหรับทำข้าวผัดไข่มากที่สุด พอผัดเสร็จเรียบร้อย ข้าวแต่ละเม็ดก็เรียงตัวสวยงาม กัดเข้าไปก็จะรู้สึกถึงความนุ่มเหนียว
คังอิงในชาติก่อนนั้นใช้ข้าวผัดไข่แบบนี้เอาชนะใจเพื่อนร่วมงานหลายคน พวกเขากล่าวชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า ข้าวผัดไข่ที่ประธานคังทำช่างอร่อยเหลือเกิน พวกเขาถามเธอว่ามีเคล็ดลับอะไร คังอิงบอกว่าเคล็ดลับคือใส่ใจในการทำเท่านั้น
ขณะที่คังอิงกำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำข้าวผัดไข่อยู่นั้น จู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงรถจี๊ปจอดลงที่หน้าบ้าน คังอิงอดที่จะยิ้มไม่ได้ สือเจียงหย่วนมาจริงๆ ด้วย
เอาล่ะ ดูท่าคงไม่ได้ทำข้าวผัดไข่แล้ว ถึงแม้ว่าข้าวสวยพวกนี้จะพอสำหรับคนสองคน แต่สือเจียงหย่วนเป็นผู้ชาย เขาน่าจะกินจุมาก งั้นผัดให้เขากินคนเดียวดีไหมนะ? ส่วนตัวเธอทำก๋วยเตี๋ยวแบบที่ชอบกินก็แล้วกัน
‘ปัง!’ ประตูรถจี๊ปถูกปิดลง น่าจะเป็นสือเจียงหย่วนที่ลงจากรถ จากนั้นประตูบ้านก็เปิดออก
คังอิงไม่ได้ล็อกประตูตอนกลางวันตลอดเวลา หากเธออยู่ในบ้าน เธอจะแง้มประตูไว้ เพื่อความสะดวกในการเข้าออก
หลังจากอยู่ที่นี่ได้สักพัก คังอิงก็พบว่าบริเวณนี้ก็เหมือนกับที่สือเจียงหย่วนบอก มันค่อนข้างปลอดภัย
บ้านทุกหลังต่างก็เลี้ยงสุนัขพื้นเมืองกันทั้งนั้น หากมีคนแปลกหน้าเข้ามา สุนัขพวกนั้นจะเห่าเสียงดัง ถือว่าปลอดภัยและตื่นตัวกว่าการติดตั้งสัญญาณกันขโมยเสียอีก
ด้วยเหตุผลนี้ คังอิงเลยไม่ได้ให้สือเจียงหย่วนมาติดตั้งสัญญาณกันขโมยให้ เธอกลัวว่าถ้าถ้าวั่งฉายเดินเล่นอยู่ในลานบ้านตอนกลางคืน แล้วไปทำให้สัญญาณกันขโมยดังขึ้นจนปลุกเพื่อนบ้านคงไม่ดีแน่ๆ
สือเจียงหย่วนเดินเข้ามาด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง เขาบอกกับคังอิงอย่างตื่นเต้น “คุณดูสิ ผมเอามาของดีมาฝากคุณ”
คังอิงหัวเราะพลางกล่าวว่า “ของดีอะไรหรือคะ?”
สือเจียงหย่วนวางห่อของที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะพลางกล่าวว่า “ส่งมาจากตัวเมือง หวังว่ามันจะไม่เสียหายนะ น้องชายผมใส่ก้อนน้ำแข็งเข้าไปเยอะมาก”
คังอิงเริ่มสงสัย “มันคืออะไรกันแน่คะ?”
เชิงอรรถ
[1] กู่หลง หรือ โกวเล้ง นามปากกาของนักประพันธ์ชื่อดังชาวจีนฮ่องกง มีผลงานที่คนไทยรู้จักมากมาย เช่น จอมโจรเจ้าสำราญ, ชอลิ้วเฮียง, เล็กเซี่ยวหง, เซียวฮื่อยี้, วรรณกรรมกำลังภายในที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเขา คือ ฤทธิ์มีดสั้น ซึ่งมี ลี้คิมฮวง เป็นตัวเอกฝ่ายชาย เป็นวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่อง และกล่าวถึงคู่กับ มังกรหยก ของ กิมย้ง