บทที่ 74: อสูรกะโหลกยักษ์ (Demon of Giant Skull)
“ข้ามีนามว่าโฮโซกาว่า ทาดาโอกิ ข้าได้รับคำสั่งมาจากท่านอิเอยาสึ ให้มาช่วยสมทบกับพวกเจ้าในการออกตามหา และจัดการกับอายาคาชิที่ซ่อนตัวอยู่ในเกาะแห่งนี้”ทันใดนั้น ภูติพิทักษ์จิงโจ้แสงสุริยนต์ที่มีนามว่าไทโยคังการุก็ได้ปรากฏตัวที่ตรงหน้าพวกเธอทั้งสี่ ในอดีตมันคือภูติพิทักษ์ประจำกายของฟูจิทากะ แต่ตอนนี้มันได้กลายเป็นภูติพิทักษ์ประจำกายของทาดาโอกิ“งั้นก็ช่วยหน่อยละกันนะ”อินะฮิเมะกล่าวเชิงไหว้วานกับทาดาโอกิ ก่อนที่ทั้งหมดจะออกตามหาอายาคาชิที่ซ่อนตัวอยู่ตามซากหมู่บ้านอันรกร้างภายในเกาะที่เต็มไปด้วยความเงียบเหงามานานเกือบหลายสิบปี“เมื่อหลายสิบปีก่อน เกาะโอมิชิมะแห่งนี้เคยมีเหล่าผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่แล้ววันหนึ่ง กองทัพฝ่ายตระกูลโออุจิก็ได้รุกรานเข้ามา เพื่อหวังจะชิงดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพที่ถูกเก็บรักษาอยู่ที่ศาลเจ้าโอยามะซุมิที่อยู่ภายในเกาะแห่งนี้ แต่ด้วยความพ่ายแพ้ต่อพลังเวทย์ของสองนักบวชหนุ่มแห่งตระกูลโอโฮริ จึงทำให้กองทัพโออุจิไม่สามารถนำดาบเล่มนั้นออกมาได้...”“หลังจากที่สามารถขับไล่พวกโออุจิไปได้ไม่นาน ก็ได้มีเหล่ากองทัพอสูรโยไคบุกเข้ามาที่เกาะแห่งนี้ ส่งผลทำให้หมู่บ้านภายในเกาะแห่งนี้ได้เพลิงไหม้ขึ้นในหลายแห่ง และมีผู้คนในเกาะถูกฆ่าตายไปมาก นักบวชหนุ่มทั้งสองคนนั้นได้สละชีวิตเพื่อปกป้องชีวิตผู้คนในเกาะแห่งนี้ไว้...”“หลังจากที่ทั้งสองได้สิ้นใจลง สึรุฮิเมะจึงต้องเข้ารับการสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าตระกูลโอโฮริผู้ดูแลศาลเจ้าโอยามะซุมิแทนที่พี่ชายทั้งสองของนางอย่างหลีกเลี่ยงมิได้...”“จนกระทั่งวันหนึ่ง ในช่วงหลังจากที่สึรุฮิเมะสามารถพิชิตกองทัพเรือของโออุจิลงได้ เกาะโอมิชิมะก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้น เมื่อเหล่าอสูรโยไคบุกเข้ามาอาละวาดไปทั่วเกาะ ส่งผลทำให้เหล่านักบวช มิโกะ และบรรดาผู้คนในเกาะล้วนถูกฆ่าตายลงทั้งหมด ทั้งศาลเจ้าโอยามะซุมิ และหมู่บ้านทุกแห่งภายในเกาะแห่งนี้ล้วนถูกเปลวไฟแผดเผาจนวายวอดลงทั้งหมด...”“เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้พลัดพรากโอโฮริ ยาสุโมชิ ผู้เป็นพ่อ และขุนศึกยาสุนาริ โอจิ ผู้เป็นชายคนรักไปจากสึรุฮิเมะอย่างไม่มีวันกลับ ในเวลาต่อมา เกาะโอมิชิมะแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นซากอันรกร้าง สึรุฮิเมะก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยและก็ไม่มีใครพบเห็นนางอีกเลย”ทาดาโอกิเอ่ยเล่าเรื่องราวความเป็นมาในอดีตของเกาะโอมิชิมะ พลางนำทางพวกยูกินะในการออกตามหาอายาคาชิที่ซ่อนตัวอยู่ภายในเกาะอันรกร้างแห่งนี้จากที่ได้ฟังมา มันคล้ายๆ กับที่สึรุฮิเมะเคยเล่าให้เราฟังไม่มีผิดเลย“มีอะไรหรือ เจ้าหญิงฮิเมรากิ”เมื่อเห็นยูกินะทำหน้าเหม่อลอยมาพักนึงแล้ว อินะฮิเมะจึงรีบเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัยทันที“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” ยูกินะรีบพูดบ่ายเบี่ยงออกมา“ถ้ามีอะไรที่สบายใจ เจ้ามาระบายให้ข้าฟังได้ทุกเมื่อเลยนะ”อินะฮิเมะกล่าวกับยูกินะด้วยความรู้สึกหวังดีหลังจากที่เดินทางมาได้สักระยะ ทั้งหมดก็ได้มาสะดุดตาเข้ากับหน้าซุ้มโทริอิ ซึ่งเป็นซุ้มทางเข้าออกของศาลเจ้าโอยามะซุมิที่ได้กลายสภาพเป็นศาลเจ้าร้างที่ทั้งเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยว ชวนให้รู้สึกหดหู่ยิ่งนักทันใดนั้นก็ได้มีเทพทั้งสามองค์ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าพวกเธอทั้งสี่ ซึ่งยูกินะเคยเห็นเทพทั้งสามองค์นี้ได้เข้าร่วมสู้รบ และได้สิ้นใจลงในศึกสงครามระหว่างทวยเทพกับเหล่าโยไคที่เธอเคยฝันเห็น“จงระวังไว้ให้ดี อายาคาชิที่พวกเจ้ากำลังตามหาอยู่นั้น มันซ่อนตัวอยู่ภายในศาลเจ้าร้างแห่งนี้”สุมิโยชิ ซันจิน เทพแห่งท้องทะเล และการเดินเรือเอ่ยบอกที่ซ่อนตัวของอายาคาชิที่อยู่ภายในเกาะร้างแห่งนี้ให้กับยูกินะ และพวกพ้องทั้งสามเป็นองค์แรก“อายาคาชิตนนี้เกิดจากการรวมตัวกันของหัวกะโหลกของเหล่าบรรดาผู้คนในเกาะแห่งนี้ทั้งหมดที่ล้วนถูกฆ่าตายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน”ทากิสึฮิโกะ เทพแห่งฤดูฝน เอ่ยเล่าที่มาของอายาคาชิตนนี้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้คนในเกาะแห่งนี้“มันคือเมกุราเบะ-อายาคาชิ เจ้าหญิงฮิเมรากิ เจ้าจงจัดการกับมัน และชิงกะโหลกเพชรประกายแสงของมันมาให้ได้”ชินาสึฮิโกะ เทพแห่งสายลมกล่าวในเชิงการชี้แนะหนทางให้กับเจ้าหญิงฮิเมรากิ ก่อนที่เทพทั้งสามองค์นั้นจะเลือนหายไปหลังจากนั้นไม่นาน อายาคาชิที่พวกเธอกำลังตามหาอยู่นั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้น หัวกะโหลกของผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเกาะโอมิชิมะนับล้านกว่าชิ้นได้ผุดขึ้นตามซากหมู่บ้าน และพื้นที่ต่างๆ ภายในเกาะแห่งนี้ เหล่าบรรดาหัวกะโหลกทั้งหมดได้ลอยขึ้นที่กลางท้องฟ้า ก่อนที่พวกมันจะรวมกลุ่มกันเป็นหนึ่งจนกลายเป็นอสูรกะโหลกยักษ์เมคุราเบะ-อายาคาชิ เสียงร้องคำรามของมันนั้นดังสนั่นกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า ทุกสายตาของมันพากันจ้องมองไปที่ยูกินะและพวกพ้องของเธอที่อยู่เบื้องล่าง“นั่นมันตัวบ้าอะไรกันวะเนี่ย”อินะฮิเมะรู้สึกตกตะลึงกับรูปลักษณ์ของเมคุราเบะ-อายาคาชิที่ได้เห็นกับตา ทางด้านยูกินะก็ไม่รอช้า จึงรีบชักดาบพลังแสงคุซานางิออกมาก่อนที่เธอจะเปลี่ยนรูปแบบอาวุธให้กลายเป็นง้าว“เท็นมะ” ยูกินะเอ่ยเรียกภูติพิทักษ์ประจำกายออกมา ก่อนที่เธอจะขึ้นขี่บนหลังม้าปีกมีเขาและบินขึ้นไปบนท้องฟ้าทางด้านโทโมเอะก็รีบยิงธนูเวทย์ลงบนพื้นเป็นการเสกม้าเหินเวหาออกมา“ขอบใจมากนะ”ทาดาโอกิรีบขึ้นขี่บนหลังม้าเหินเวหาก่อนที่จะบินขึ้นสู่ท้องฟ้า“พี่โทโมเอะ รีบขึ้นมาเร็ว”ทางด้านคิทสึเนะก็รีบชักดาบเคนเมียวเร็นออกมา และนำมาคาบไว้ที่ปากเพื่อกลายสู่ร่างภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบ และเรียกให้โทโมเอะ ผู้เป็นเสมือนพี่สาวรีบขึ้นขี่บนหลัง ก่อนที่เธอจะบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า“โฮโอ” ทางด้านอินะฮิเมะก็เอ่ยเรียกภูติพิทักษ์ประจำกายออกมา ก่อนที่เธอจะขึ้นขี่บนหลังหงส์ไฟมัจจุราชแล้วบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้า จากนั้นทั้งหมดก็เข้าเผชิญหน้ากับอสูรกะโหลกยักษ์เมคุราบะ-อายาคาชิยูกินะรีบโปรยแผ่นยันต์ขึ้นกลางอากาศประมาณ 7 ใบ ก่อนที่เธอจะทำการร่ายเวทย์เพื่อเสกให้กลายเป็นฝูงนกนางแอ่นสายฟ้าโจมตีใส่อีกฝ่าย พวกมันทั้งหมดพากันบินเข้าพุ่งชนใส่เมคุราเบะ-อายาคาชิ จากนั้น เธอก็หยิบแผ่นยันต์ขึ้นมาแล้วทำการร่ายเวทย์ธาตุน้ำแข็งลงบนคมง้าวพลังแสงจนกลายเป็นคมง้าวน้ำแข็งที่มีหมอกไอน้ำแข็งปกคลุมไปทั่วคมง้าว และทำการตวัดคมง้าวเพื่อปล่อยคลื่นดาบน้ำแข็งออกมาโจมตีใส่อีกฝ่ายทันทีส่วนทางด้านโทโมเอะที่ขึ้นขี่บนหลังคิทสึเนะก็รีบยิงธนูเวทย์ออกมาเป็นคลื่นน้ำวนโจมตีใส่เมคุราเบะ-อายาคาชิ ก่อนที่เธอจะร่ายเวทย์สร้างแผงอาคมป้องกันล้อมรอบตัวเธอกับคิทสึเนะในลักษณะเป็นรูปทรงกลม“จับไว้แน่นๆ นะ พี่โทโมเอะ”คิทสึเนะกล่าวเชิงคำสั่งกับโทโมเอะ ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปฟันใส่เมคุราเบะ-อายาคาชิในลักษณะท่าฟันแบบกงล้อ จากนั้นก็รีบบินอ้อมไปที่ด้านหน้าของมันด้วยความรวดเร็ว