อะแฮ่ม! เด็กหนุ่มด้านหลังกระแอมเบา ๆ ลู่เอินมองเขาแล้วมองคนที่นั่งอยู่
“คุณหนูลู่” ปิงเหอทักทาย
ลู่เอินฉีกยิ้มกว้างอย่างโง่งม กล่าวว่า “ท่านแม่ พวกเขาคือใครหรือเ้าคะ”
ปิงเหอเลิกคิ้วมองหลี่หลิงฟางเป็เชิงถาม คุณหนูผู้นี้ไม่รู้เื่คู่หมั้นตัวเองหรอกหรือ
หลี่หลิงฟางเห็นบุตรสาวทำตัวเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้เอะใจอะไร คนเราบอกว่าจะเปลี่ยนก็ใช่จะเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ แค่นางคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ดีมากแล้ว
ผู้เป็มารดาตบหลังมืออวบ ๆ ของบุตรสาวแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนเป็ที่สุด
ในสายตาของพ่อแม่ บุตรย่อมน่ารักเสมอสำหรับพวกเขา ต่อให้ลู่เอินมีขนาดตัวใหญ่กว่านี้ ขี้เหร่กว่านี้ นางก็ยังมองว่าน่ารักอยู่ดี
“พวกเขาคือคนของคู่หมั้นของลูก”
“คู่หมั้น!”
ลู่เอินใสุดขีด นางมีคู่หมั้นด้วยหรือ ในความทรงจำของนางไม่เห็นมีเื่คู่หมั้นที่ว่าเลย จะว่าความทรงจำตกหล่นก็ไม่น่าใช่ นางจำเื่ราวของสองชาติได้ทุกเื่ อยู่ดี ๆ จะจำไม่ได้แค่เื่นี้เื่เดียวได้อย่างไร
หลี่หลิงฟางยิ้ม “ถูกแล้ว นี่เป็วาสนาที่พ่อของลูกทิ้งเอาไว้ให้”
ลู่เอินสับสนไปหมด “เื่เป็มาอย่างไรกัน แล้วคู่หมั้นของข้าเป็คนอย่างไร เขาจะมารับพวกเราไปจากที่นี่ใช่หรือไม่ เขาจะมาช่วยพวกเราใช่หรือไม่เ้าคะ” ลู่เอินทำน้ำเสียงตื่นเต้นถามด้วยดวงตาเป็ประกาย มองมารดาสลับกับปิงเหอไปมา
ปิงเหอรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นทันที เขาขยับตัวไปมาอย่างอึดอัด เด็กหนุ่มด้านหลังกระแอมกระไอเตือนขึ้นอีกหน
หลี่หลิงฟางเริ่มต้นเล่าเื่ทุกอย่างให้บุตรสาวรู้
“ตอนเ้าอายุสองขวบ พ่อของเ้าเดินทางไปส่งสินค้ายังเมืองหลวง เป็การเดินทางที่ยาวนานนับเดือน ๆ ระหว่างทางบังเอิญเจอคนกลุ่มหนึ่งาเ็สาหัส สอบถามได้ความว่าถูกโจรปล้นชิง มีปลายทางคือเมืองหลวงเช่นกัน พ่อของเ้าเลยรับพวกเขาเดินทางไปพร้อมกัน พ่อของเ้าเล่าให้แม่ฟังว่าคนที่เป็หัวหน้าของคนกลุ่มนั้นนิสัยดีมาก พูดคุยกันถูกคอ ตอนใกล้จะถึงเมืองหลวง เขาเล่าให้ฟังว่าที่จริงกำลังถูกคนไล่ล่า ก็เลยจะขอแยกตัวไปก่อน แต่พ่อเ้าอาสาว่าจะช่วยพวกเขา โดยให้แฝงตัวปะปนไปในขบวนสินค้าด้วย เพราะอีกไม่นานก็จะถึงที่หมายแล้ว การเดินทางราบรื่นดี ทุกคนถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย”
ลู่เอินฟังอย่างตั้งใจ ขณะที่ภายนอกนางทำเป็ตื่นเต้น บางครั้งก็พยักหน้า บางครั้งก็ขมวดคิ้ว ท่าทางเซ่อซ่า “แล้วอย่างไรต่อเ้าคะ”
“พอถึงเมืองหลวง พ่อของเ้าจึงรู้ว่าคนผู้นั้นเป็ถึงท่านโหว ท่านโหวซาบซึ้งน้ำใจมากจึงหลุดปากออกมาว่า จะให้บุตรชายคนโตของเขาแต่งกับบุตรสาวของเรา พ่อเ้ายังบอกแม่ว่าตอนแรกก็คิดว่าท่านโหวกล่าวอำเล่น แต่จากนั้นไม่นานก็มีแม่สื่อนำของหมั้นมาให้ ท่านโหวความคิดก้าวไกล เกรงจะมีเื่ก็เลยให้คนบอกเพียงว่าคู่หมั้นของลูกเป็คุณชายท่านหนึ่งในเมืองหลวงแทน มีเพียงพ่อกับแม่เท่านั้นที่รู้ พอเกิดเื่กับพ่อเ้า แม่เลยให้คนส่งข่าวไปแจ้ง คนสองบ้านนั้นไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่ พวกเขาละโมบจะตายไป เมื่อตอนนั้นก็ยังอิจฉาวาสนาของลูก แล้วมันก็เป็ความจริง”
หลี่หลิงฟางถอนหายใจ ขนาดรู้เพียงว่าเป็คุณชายร่ำรวยในเมืองหลวงพวกเขายังเป็ถึงขนาดนี้ หากรู้ว่าคู่หมั้นของบุตรสาวนางเป็ถึงคุณชายจวนโหว คงหาทางฮุบวาสนาแล้วเขี่ยพวกนางทิ้งแน่
จวนโหว?
เกรงคนที่มากลุ่มนี้จะไม่ได้มาช่วยพวกเราเสียแล้ว
ลู่เอินทำตาลุกวาว มืออวบอ้วนเขย่าแขนผู้เป็แม่อย่างดีใจ “เช่นนั้นข้าจะได้เป็สะใภ้จวนโหวหรือเ้าคะท่านแม่ พวกเราจะได้กินดีอยู่ดีกันแล้วใช่ไหม”
ปิงเหอขยับตัวอย่างกระอักกระอ่วน เขากระแอมสองสามครั้ง เมื่อสองแม่ลูกหันไปมองเขาก็ฝืนยิ้มกล่าวว่า “เื่นี้...คือว่า...”
“มีอะไรหรือเ้าคะ” หลี่หลิงฟางถาม
“เอ่อ...ที่พวกข้ามาวันนี้ก็เพราะเื่การหมั้นหมายที่ว่า คือ... คือคุณชายของเรา้าถอนหมั้นขอรับ”
“ได้อย่างไรกัน!” หลี่หลิงฟางแทบไม่เชื่อหู “เื่นี้ท่านโหวรู้หรือไม่”
“ฮูหยินลู่สัญญานั้นเป็สัญญาที่ท่านโหวพลั้งปากไปเท่านั้น คุณชายไม่ปรารถนาการหมั้นนี้เลย ทว่าตอนนี้พวกท่านกำลังลำบากจึงได้ส่งพวกเรามาช่วยเหลือ ดังนั้นเื่การหมั้นนี้...” ปิงเหอพูดเสียงนุ่มนวล ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มแต่คำพูดของเขากลับคนละเื่
“พวกท่านพูดเช่นนี้หมายความว่า...”
“ได้อย่างไร นึกจะหมั้นก็มาหมั้น พอตอนนี้ไม่อยากหมั้นก็มาข่มขู่พวกเราหรือ ท่านโหวเล่า? ท่านโหวอยู่ที่ไหน เขารู้หรือไม่ว่าบุตรชาย้าถอนหมั้นที่ตนรับปากไว้เอง”
ลู่เอินลุกขึ้นท่าทีโมโห นางกระทืบเท้าหนัก ๆ เวลาที่ไม่พอใจเหมือนเมื่อก่อน “ท่านแม่อย่ายอมนะเ้าคะ ถ้าข้าได้แต่งเข้าจวนโหว พวกเราก็สบายไปทั้งชาติ มีจวนหลังใหญ่โต มีอาหารดี ๆ มีบ่าวไพร่ล้อมหน้าล้อมหลัง”
“เอินเอ๋อร์...” หลี่หลิงฟางเข้าใจว่านางเสียใจที่ถูกปฏิเสธ ลู่เอินคงคาดหวังกับการหมั้นหมายที่เพิ่งได้รู้ นางจึงรู้สึกเห็นใจบุตรสาวยิ่งนัก
ลู่เอินชี้ไปทางปิงเหอแล้วกล่าวเสียงไม่เบา “อย่างไรข้าก็ไม่ถอนหมั้น ไม่ถอนเด็ดขาด! มีทางที่ดีอยู่ตรงหน้าข้าจะปล่อยให้หลุดมือได้อย่างไร พวกเ้าไม่เห็นความเป็อยู่ของพวกเราตอนนี้หรือ”
ลู่เอินชี้นิ้วไปรอบ ๆ จากนั้นก็ลูบท้องตัวเองอย่างเศร้าใจ
“ความเป็อยู่ไม่ดี การกินก็ไม่ดี ข้าผอมลงตั้งเยอะ น้องสาวบ้านรองเชิญข้าไปกินข้าว ข้าก็กิน ข้าผิดตรงไหน ทำไมพวกเขาถึงทุบตีข้าทั้งยังตีพี่ใหญ่ด้วย! รอข้าแต่งเข้าจวนโหวก่อนเถอะ ข้าจะแก้แค้นที่พวกเขาตีพี่ชายข้าจนพิการ!”
พิการ!
ถึงกับตีคนจนพิการเชียวหรือ ปิงเหอใไม่น้อย
“กลับไปบอกคุณชายของพวกเ้าว่า อย่างไรเขาต้องแต่งงานกับข้า เขาไม่อยากแต่งก็ช่าง บิดาเขาเป็ผู้รับปากเอง เขาจะกล้าขัดหรือ อีกสองปีกว่า ให้เขาเตรียมเกี้ยวเ้าสาวมารับข้าได้เลย!”
หลี่หลิงฟางดึงบุตรสาวให้นั่งลง
นางแสร้งปั้นปึ่งกระแทกตัวลงนั่ง ได้ยินเก้าอี้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดจึงค่อย ๆ นั่งอย่างสงบด้วยเกรงว่าเก้าอี้จะหักแล้วร่างนางจะร่วงกระแทกพื้น นางลืมไปเลยว่าตอนนี้นางเป็สตรีอวบอ้วนขั้นสุดท้าย ด้วยน้ำหนักตอนนี้หากร่วงลงไปต้องเจ็บมากแน่ เมื่อครู่ก็กระทืบเท้าเสียแรง ดีนะพื้นไม่เสียหาย บ้านหลังนี้เป็เพียงบ้านเช่า เกิดอะไรเสียหายขึ้นมา ต้องชดใช้คืนแน่
“ท่านปิงเหอ อย่างที่ลูกสาวข้าพูด ตอนนี้พวกเราเห็นว่านี่คือที่พึ่ง อยู่ ๆ ก็มาทำเช่นนี้...” หลี่หลิงฟางก็มีท่าทางไม่ยินยอม
วาสนานี้เป็วาสนาที่ดีที่สุดของเอินเอ๋อร์ นอกจากครอบครัวจะได้พึ่งพาอาศัยแล้วบุตรสาวก็จะมีชีวิตที่สุขสบาย แต่งเข้าจวนโหวไม่ใช่ใครจะแต่งก็แต่งได้ หากไม่เป็เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้น เอินเอ๋อร์คงไม่อาจเอื้อม