หลังจากที่ดื่มไปได้สักพักอาการปวดท้องก็เริ่มมาเยือน เหงื่อและของเสียต่างๆ ในร่างกายถูกขับออกมาอย่างต่อเนื่องผ่านทางรูขุมขนและการขับถ่าย จนทั้งสองคนต้องสลับกันเข้าห้องน้ำ
การปลุกพลังนั้นเ็ปแทบขาดใจ อีกทั้งอาการท้องเสียก็มาเป็ระยะ จนเซวียนซือซือและเซวียนหยูแทบไม่ได้นอน ตัวเซวียนหยูยังพอทำเนาอาการไม่มากเท่าผู้เป็พี่สาว ไม่รู้เพราะว่าดื่มกระทิงแดงไปแค่ขวดเดียวหรือเพราะอายุยังน้อย เขาใช้เวลาสลับเข้าออกห้องน้ำกับพี่สาวแค่สี่ชั่วโมงอาการก็ดีขึ้น
จากนั้นกลิ่นเหม็นและของเหลวหนืดสีดำก็ส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วร่างกาย เด็กน้อยจึงไปยังห้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกทั้งหมดออกจากร่างกาย เซวียนซือซือไล่ให้เขาเข้าไปนอนพักผ่อนเมื่อเขาอาบน้ำเสร็จเพราะเห็นว่าเป็เวลาเกือบตีสามแล้ว
สีหน้าเ็ปของผู้เป็พี่ทำเอาน้องชายเป็กังวลขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ไปเถอะ ไปพักผ่อน ถ้าพรุ่งนี้พี่อาการไม่ดีเสี่ยวหยูจะได้คอยดูแลไง” เธอเน้นคำว่าคอยดูแลให้ชัดเจนเป็พิเศษเพื่อเกลี้ยกล่อมเขา
“ก็ได้ๆ พี่สู้ๆ นะ ผมไปนอนก่อนถ้ามีอะไรเรียกได้ตลอด”
“อื้ม”
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งเช้าวันต่อมา
“พี่ นี่พี่จริงๆ น่ะเหรอ” เด็กน้อยวิ่งไปหาเซวียนซือซือก่อนจะเดินวนรอบตัวเธอด้วยความตื่นเต้น
“เอ แล้วนี่ใครน่ะ ใช่เสี่ยวหยูหรือเปล่า จึ๊ๆ หล่อขึ้นไม่เบาเลยน้า~” เซวียนซือซือหยุดมือจากข้าวต้มหมูสับที่กำลังเคี่ยวอยู่ ก่อนจะชมเปาะจนน้องชายเขินจนตัวบิดไปมา
เซวียนซือซือรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างไปจากตอนที่ตัวเองเพิ่งมาที่นี่ใหม่ๆ อย่างชัดเจน ผิวพรรณเกลี้ยงเกลาขึ้นด้วยความขาวราวกับหิมะเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังไปอีกผิวก็สว่างราวกับมีออร่ามากกว่าเดิมดูน่าทะนุถนอมราวกับกระเบื้องเคลือบ
ผมที่ขาดการบำรุงแห้งแตกปลายในเวลากลายเป็สีน้ำตาลอ่อน ใบหน้ารูปไข่ ปากเล็กๆ ที่เคยมีสีซีดเซียวนั่นกลายเป็สีแดงเชอรี่น่ารักจิ้มลิ้มรับกับจมูกที่เชิดรั้นขึ้นมาเล็กน้อย แต่ที่เห็นจะเปลี่ยนไปมากที่สุดก็คือสีตา
ั์ตาที่เคยมีสีดำถูกแทนที่ด้วยสีเขียวมรกตบ่งบอกว่าเธอได้กลายเป็ผู้มีพลังจิติญญาเรียบร้อยแล้ว ส่วนสายของพลังก็คือสายสนับสนุนธาตุพฤกษาตามสีของดวงตา หรือจะเรียกเธอว่าเป็ผู้ปลูกจิติญญาก็ไม่ผิดนัก ส่วนเซวียนหยูก็ไม่ต่างจากพี่สาวสักเท่าไหร่ พลังของเขาคือสายสนับสนุนแต่ธาตุของเขาคือธาตุดิน ดังนั้นสีตาจึงไม่เปลี่ยนจากเดิม
แม้เธอจะยังไม่อยากให้คนรู้มากเกี่ยวกับการปลุกพลัง แต่ก็จนใจเพราะเธอไม่รู้วิธีเปลี่ยนสีตาให้กลับมาเป็สีเดิม ยังดีที่ผู้คนที่เธอรู้จักมีเพียงป้าเฉินและเถ้าแก่หยวน ซึ่งการที่เธอนำกะหล่ำปลีไปขายให้เขาก็น่าจะพอเดาอะไรได้บ้างแล้ว ส่วนป้าเฉินเอง เธอคาดคะเนจากค่าเหรียญความนิยมที่ได้รับว่าหล่อนและครอบครัวก็คงสงสัยแต่ไม่กล้าถามเกี่ยวกับที่มาของกินอย่างองุ่นและกะหล่ำรวมถึงของฝากอีกอย่างหนึ่ง
พอนึกถึงฤทธิ์ของกระทิงแดง หญิงสาวก็ะโออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
“ชิบหายแล้ววววววว!!!”
นี่ก็เป็เวลา 10.00 น. แล้ว เซวียนซือซือจึงชวนน้องชายให้เริ่มทำการเพาะต้นกล้ามะเขือเทศ โดยใช้ถาดเพาะกล้าที่จ่ายด้วยเหรียญความนิยม 1 เหรียญต่อถาด 20 ถาด ส่วนดินนั้นเธอไม่ได้แลกมันมาเพราะอยากจะลองดูผลลัพธ์จากพลังิญญาที่ตื่นขึ้นของทั้งเธอและน้องชาย
ตอนนี้ดวงตาของเธอสามารถมองเห็นจุดดำที่อยู่ภายในดินและเหล่าพืชได้ เซวียนซือซือเดาว่านั่นน่าจะเป็รังสีและสารพิษที่ปะปนอยู่ และเมื่อได้ลองถามเสี่ยวหยู กลับได้คำตอบที่ว่าเขามองไม่เห็นมัน
หรือเพราะเธอคือธาตุพฤกษา?
นั่นเป็คำตอบที่ไม่อาจรู้ได้ในเร็ววัน เซวียนซือซือจึงปล่อยผ่านไป ในเมื่อเธอมองเห็นรังสีสีดำนี่แล้ว มันเป็ไปได้ไหมว่าเธอจะสามารถกำจัดมันได้?
หญิงสาวค่อยๆ ทดลองกับดินที่ขุดขึ้นมาซ้ำไปซ้ำมา จนในที่สุดก็ทำสำเร็จ ดินที่ดูไม่มีชีวิตชีวาและเคยเป็สีน่ากลัว บัดนี้กลับกลายเป็ดินดำที่อุดมสมบูรณ์
“ว้าว พี่สาวเก่งจังเลย ผมก็อยากทำได้บ้าง”
เซวียนซือซือพยักหน้ารับคำชม “ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ”
“แต่ว่านะ เพราะนายมองไม่เห็นรังสีก็เลยกำจัดมันไม่ได้”
“ที่พี่ทำคือการกำจัดรังสีเหรอ? สุดยอด! ถ้าอย่างนั้นปุ๋ยชะล้างก็ไม่จำเป็แล้ว อืม ประหยัดไปได้เยอะ” ท่าทางพินิจพิเคราะห์ที่ดูเป็ผู้ใหญ่เกินวัยทำให้เซวียนซือซืออดขยี้ผมเด็กชายไม่ได้
เสี่ยวหยูรีบเอามือปัดป่ายให้พี่สาวเลิกกระทำการหยามเกียรติเขาทันที “ฮึ่ม ผมไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ!”
ผู้เป็พี่เลิกคิ้วก่อนจะพูดขึ้น “โอเค๊ พ่อหนุ่มวัยรุ่น”
ทั้งสองคนหัวเราะพรืดด้วยความอารมณ์ดี
เพราะการที่ดินถูกกำจัดรังสีออกไป รวมถึงเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศที่ได้รับการปลูกโดยผู้ปลูกจิติญญาธาตุพฤกษา มันจึงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังลงเมล็ดในถาดเพาะกล้าอยู่นั้น แขกที่คุ้นเคยก็มาเยี่ยมเยือนฟาร์มเล็กของสองพี่น้องพร้อมด้วยอาวุธทางการเกษตรครบมือ ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นยังมีเฉินเสี่ยวโม่และลุงเฉินผู้เป็สามีติดตามมาด้วย
“ป้าเฉิน ลุงเฉิน พี่ชายเฉินมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” เซวียนซือซือะโทักทายด้วยน้ำเสียงแปลกพิกล
“วันนี้มาช้าไปหน่อยขอโทษที เ้าเสี่ยวโม่ก็ไม่เท่าไหร่หร๊อก เถ้าแก่หยวนให้ลาได้ จะติดก็แต่ตาแก่เนี่ยล่ะ มาๆ วันนี้พวกเราจะมาช่วยลงแปลงเอง ไหนล่ะ จะปลูกอะไร ข้าวโพดไหมข้าวโพดก็ดีนะ”
เสียงของป้าเฉินดังมาแต่ไกล หล่อนพูดไปบ่นไปจนกระทั่งได้มาเห็นเซวียนหยูและเซวียนซือซือ ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง ไม่ใช่แค่เธอแต่ยังรวมถึงเฉินเสี่ยวโม่ด้วย แม้ตอนอยู่ที่ร้านจะได้พบกับคนตรงหน้าแค่ไม่กี่นาทีแต่ก็จำเธอได้แม่น แล้วนี่..เธอไปทำอะไรมาถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้
ต่างฝ่ายต่างมองสำรวจซึ่งกันและกัน เซวียนซือซือเองก็ลอบมองไปที่ป้าเฉิน ลุงเฉินก่อนจะทิ้งสายตาไปยังเฉินเสี่ยวโม่ เธอไม่เคยเจอลุงเฉินมาก่อนจึงไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เขาเป็อย่างไร ส่วนเฉินเสี่ยวโม่ อืม..ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คงไม่ใช่เขาหรอกมั้งที่กินกระทิงแดงขวดนั้นน่ะ
“เกิดอะไรขึ้น”
เซวียนซือซือเกาแก้มแก้เขิน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ “คือพลังของฉันกับน้องชายเพิ่งตื่นน่ะค่ะ แบบว่า เื่มันพูดยาก” เธอถือว่าครอบครัวป้าเฉินคือมิตรแท้ที่จริงใจและสามารถไว้ใจได้จึงพูดความจริงบางส่วนออกไป
“โอ้” หญิงวัยกลางคนจะพูดอะไรได้อีก
“ทำให้หัวเราะซะแล้ว คนธรรมดาจะมาสอนผู้ปลูกทำการเกษตร ฮ่าๆ” ลุงเฉินหัวเราะแก้เก้อ
“ไม่ๆ ลุงเฉินอย่าพูดอย่างนั้นเลยค่ะ เดิมทีฉันเพาะปลูกไม่เป็จริงๆ และฉันเป็คนไปถามป้าเฉิน น้ำใจนี้ฉันรับไว้แล้ว”
“อ่า” ป้าเฉินยังคงตกตะลึงจึงได้แต่อ้าๆ หุบๆ ปากแต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“แล้วมีอะไรที่เราพอจะช่วยได้ไหม ลุงเองก็ไม่เคยเจอผู้ปลูกมาก่อนไม่รู้ว่าเขามีวิธีเพาะปลูกอย่างไร”
“โอ้” เซวียนซือซือเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ปลูกมีอะไรแตกต่างจากคนทั่วไป ขนาดคนธาตุดินอย่างเซวียนหยูตอนนี้ก็ยังดูไม่ออกว่าเขาจะใช้พลังได้อย่างไร มีเพียงพละกำลังที่มากขึ้นเท่านั้นที่เธอััจากเขาได้ ซึ่งนั่นไม่รวมถึงรูปลักษณ์ที่ดูดีขึ้นนะ
“คือฉันเองก็ผู้ปลูก แต่วิธีการเพาะปลูกจะเหมือนกันทุกคนหรือเปล่าอันนี้ก็ตอบไม่ได้ ถ้าไม่รังเกียจก็มาดูตรงนี้เลยค่ะ พวกเรากำลังเพาะเมล็ดในถาดอยู่”
มุมปากของคนทั้งสามกระตุก เอ่อ พวกเขาคิดในใจว่าเธอคือผู้ปลูกจริงๆ ใช่ไหม หากไม่เห็นผลลัพธ์เื่รูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไป ตีให้ตายอย่างไรป้าเฉินก็ไม่เชื่อว่าเซวียนซือซือคือผู้ปลูก อีกฝ่ายอายุยังน้อยอยู่ถ้าให้เชื่อว่าเป็ผู้ปลูกคงยาก
“ทำไมไม่หว่านลงในดินที่พรวนไว้ล่ะ” ในที่สุดป้าเฉินก็ทนไม่ไหว เธอกล่าวออกต่ออีกว่า “เสี่ยวซืออย่าหาว่าป้าวุ่นวายเลยนะ แต่เราไปปลูกเมล็ดในถาดเล็กๆ นั่นแล้วพืชจะโตได้อย่างไร นี่ความรู้พวกนี้มันถูกต้องจริงๆ ใช่ไหม”