ความอบอุ่นอันคุ้นเคยปลุกให้เฉินอันหนิงรู้สึกตัวตื่นนางลืมตาขึ้นอย่างมึนงงก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งเพราะความหนักอึ้งที่เปลือกตานี่คือโลกหลังความตายเช่นนั้นหรือ ไยดูคุ้นเคยยิ่ง…
“เ้าก้อนแป้งขี้เซาจะให้พ่อรออีกนานเพียงใดกัน”สุรเสียงอันคุ้นเคยและเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นดังขึ้นจากใกล้ ๆเรียกให้นางต้องลืมตาขึ้นอีกครั้ง
นั่นเสียงของเสด็จพ่อมิใช่หรือ…
ไม่เพียงแค่เสียงแต่บุรุษผู้สูงศักดิ์ที่นางรักยิ่งกว่าผู้ใดยังมาอยู่ตรงหน้านางอีกด้วยดวงตาของนางร้อนผ่าว เฉินอันหนิงแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าเสด็จพ่อในยามยังหนุ่มจะยิ้มอ่อนโยนอยู่เบื้องหน้านาง
“เสด็จพ่อ อะ” ความปิติยินดีที่ได้พบบิดาอีกครั้งชะงักกึกยามที่เอื้อนเอ่ยเรียกออกไปทว่าเสียงที่ได้ยินกลับแปลกประหลาด
“เป็อันใดไปเ้าก้อนแป้งน้อยฝันร้ายหรือ เหตุใดจึงร้องไห้เล่า” เฉินไท่เสียน ฮ่องเต้แห่งแคว้นเฉินเอ่ยถามพร้อมกับยื่นพระหัตถ์อบอุ่นมาลูบศีรษะเล็ก ๆของธิดาองค์โตเป็การปลอบประโลมยามที่เห็นหยดน้ำตาเม็ดโตกำลังจะไหลอาบแก้ม
ยามพระหัตถ์คุ้นเคยของพระบิดายื่นมาััเฉินอันหนิงทั้งสับสนและอบอุ่นในคราเดียวกันนี่คือความอบอุ่นที่นางคุ้นเคยอย่างแน่นอยหากแต่เหตุใดัันี้จึงคล้ายยามเด็กเล่า
ซ้ำเสด็จพ่อยังมิได้เรียกขานนางว่าเ้าก้อนแป้งน้อยมาแสนนานแล้วไยจึงเรียกขานนางราวกับนางเป็เด็กกันเล่า
ผู้คิดว่าตนอยู่ในโลกหลังความตายฉุกคิดก่อนจะก้มลงสำรวจเรือนกายของตน ไม่มีาแจากการถูกฮุยอี้แทงและยิ่งไปกว่านั้นก็คือ…แขนขานางก็ยังเล็กลงมากอีกด้วย
นี่มันเื่อันใดกัน!
“ฝ่าาหรงกุ้ยเฟยเสด็จมาพะย่ะค่ะ” เสียงจากขันทีด้านนอกเรียกให้เฉินอันหนิงต้องมึนงงเพิ่มขึ้นหรงกุ้ยเฟยเช่นนั้นหรือ หรงกุ้ยเฟยถูกเสด็จพ่อลดขั้นเป็เจาอี๋ไปแล้วมิใช่หรือในตอนที่พระนางจากไปก็ถูกเรียกขานเพียงหรงเจาอี๋ในโลกหลังความตายเสด็จพ่อคืนตำแหน่งให้พระนางเช่นนั้นหรือ
“ให้นางเข้ามา”
“พะย่ะค่ะ” ขันทีด้านนอกรับคำสั่งก่อนที่ประตูตำหนักจะเปิดกว้างออก เฉินอันหนิงมองไปก่อนจะต้องอ้าปากค้างยามที่ร่างระหงเยื้องย่างเข้ามาภายในห้องท่วงท่าของสตรีในอาภรณ์หรูหราสมฐานันดรกุ้ยเฟยสง่างามและน่าเกรงขามมากกว่าอ่อนโยนแต่ก็ให้ความรู้สึกถึงความสูงศักดิ์ ทว่าท่าทีเ่าั้มิได้ทำให้เฉินอันหนิงใได้เท่ากับใบหน้าของผู้เป็กุ้ยเฟย
ใบหน้ายามนี้อ่อนเยาว์ยิ่งนักซ้ำมิได้ซูบผอม
ราวกับกลับไปยามที่นางยังเล็กอย่างไรอย่างนั้น
หรงซูหลาน อัครชายาตำแหน่งกุ้ยเฟยตระกูลหรงคือพระมารดาขององค์ชายสามเฉินอี้หลงที่แต่งเข้าตำหนักรัชทายาทั้แ่ฮ่องเต้เฉินไท่เสียนยังเป็เพียงองค์รัชทายาท
นางเติบโตมาในตระกูลแม่ทัพซึ่งเป็ตระกูลฝั่งมารดาโดยมิมีผู้ใดรับรู้ว่าแท้จริงแล้วนางคือบุตรสาวอีกคนของจวนเซี่ยและยังเป็พี่สาวต่างมารดาของเซี่ยฮองเฮาซึ่งเป็พระมารดาของเฉินอันหนิง
เสด็จป้าซูหลานในสายตาของเฉินอันหนิงเป็สตรีที่งดงามไม่แพ้เสด็จแม่และทรงสง่างามอย่างบุตรหลานตระกูลแม่ทัพหากแต่ทรงเ็าและเฉยชามิได้อ่อนหวานเสด็จพ่อจึงมิได้โปรดปรานนักและพระนางก็คล้ายจะมิได้รู้สึกอันใดกับกระกระทำของโอรส์พระนางเพียงเลี้ยงพระโอรสเงียบ ๆ โดยไม่ข้องเกี่ยวกับผู้ใด
แต่สุดท้ายพระนางก็ถูกเฉินซูเหมยและมารดากล่าวหาว่าเป็ผู้อยู่เื้ัการตายขององค์ชายใหญ่เพื่อให้โอรสได้ตำแหน่งรัชทายาทซ้ำยังมีพยานและหลักฐานมัดตัวจนดิ้นไม่หลุดจึงถูกลดขั้นเป็เจาอี๋และขับไล่ไปอยู่ตำหนักเย็นก่อนจะพระราชทานผ้าขาวในเวลาต่อมา
เฉินอันหนิงจดจำยามนั้นได้ดีก่อนจะมีการเชิญพระราชโองการพระราชทานผ้าขาวนางคุกเข่าต่อหน้าเสด็จพ่อเพื่อไปยังตำหนักเย็นเพื่อพบผู้เป็ป้าเป็ครั้งสุดท้าย
สภาพของเสด็จป้าซูหลานที่นางได้พบเห็นซุบผอมและยังเจ็บป่วยไร้เรี่ยวแรงแตกต่างไปจากยามนี้…
ยามนี้พระนางสง่างามและเยาว์วัยมากทีเดียว
“ได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ทรงประชวรหม่อมชั้นจึงมาเยี่ยม มิคิดว่าฝ่าาจะอยู่ที่นี่ด้วย” เสียงเจือความเรียบเฉยเอื้องเอ่ยหลังจากที่หยอบกายทำความเคารพผู้เป็โอรส์เป็ที่เรียบร้อย
“เ้าก้อนแป้งป่วยไข้เจิ้นจะไม่มาหาได้เช่นไร”
“ได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ประชวรเพราะพระองค์ทรงใช้เวลาอยู่กับสนมและพระธิดาที่ประสูตินอกวังที่เพิ่งรับเข้าวังจนลืมแม้กระทั่งสัญญาพาองค์หญิงใหญ่ไปดูงานเทศกาลนอกวังมิใช่หรือเพคะ”ประโยคที่หรงกุ้ยเฟยกล่าวมาทำเอาโอรส์ถึงกับพูดสิ่งใดไม่ออกเป็ประโยคที่น้ำเสียงตำหนิแต่ตัดพ้ออยู่ในทีจนพระองค์มิอาจจะโต้แย้งใด ๆ ได้
เฉินอันหนิงพยายามขบคิดด้วยใจที่สั่นระทึก นางประชวรเพราะเสด็จพ่อผิดสัญญาไปสนใจธิดาอีกคนเช่นนั้นหรือ
นี่มันเหตุการณ์ตอนที่เฉินซูเหมยและมารดาถูกรับเข้าวังมิใช่หรือ…ตอนนั้นนางเพียงเจ็ดหนาวเท่านั้น
นี่คือโลกหลังความตายจริง ๆหรือว่านางย้อนเวลากลับมาใน่ที่ความวุ่นวายยังมิเกินขึ้นกันนี่
นางย้อนเวลากลับมาหรือ?