บทที่ 32: ไพเพอร์... โดรนสำรวจเวหา

แสงแดดยามเช้าตรู่สาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างทิศใต้ของ‘บ้านหินแกนกลางความร้อน’ตกกระทบลงบนพื้นไม้กระดานของชั้นลอยสุดโคซี่อุณหภูมิภายในบ้านยังคงอบอุ่นและคงที่อย่างน่าอัศจรรย์แม้ว่าฟืนในเตาผิงจะมอดดับลงไปตั้งแต่กลางดึกแต่ก้อนหินแม่น้ำขนาดมหึมาที่ถูกก่อขึ้นเป็นตัวเตาก็ยังคงทำหน้าที่เป็น ‘แบตเตอรี่ความร้อน ’ แผ่รังสีความร้อน ออกมาโอบล้อมพื้นที่ภายในบ้านอย่างสม่ำเสมอ
ณ มุมหนึ่งบนชั้นลอยบนฟูกหญ้าคาแห้งที่ถูกสานไว้อย่างนุ่มนวลก้อนขนสีขาวบริสุทธิ์ขนาดเท่าลูกนกพิราบกำลังขยับตัวยุกยิก เมื่อมองใกล้ๆขนสีขาวนั้นไม่ได้เรียบล้วนเสียทีเดียว บริเวณรอบดวงตามีโครงแว่นเล็กๆ คล้าย goggles สีทองแดงบางๆแนบไปกับศีรษะ ราวกับเป็นอวัยวะหรืออุปกรณ์ที่เติบโตมาพร้อมกับมันโดยธรรมชาติขณะที่บริเวณอกมีลวดลายบางอย่างคล้ายสายรัดหรือแผ่นโลหะขนาดจิ๋วฝังอยู่
นกอสูรตัวน้อยที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเมื่อวานนี้ค่อยๆ ปรือตากลมโตสีดำขลับขึ้นมาอย่างเชื่องช้าความรู้สึกแรกที่มันสัมผัสได้ไม่ใช่ความหนาวเหน็บของป่าต้องห้ามหรือความเจ็บปวดแสนสาหัสจากการถูกกรงเล็บของเหยี่ยวลมพายุ โจมตี...แต่มันคือความอบอุ่นที่แสนละมุนละไมอย่างที่มันไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิตการเป็นสัตว์ป่า
นกน้อยพยายามขยับปีกซ้ายของมันด้วยสัญชาตญาณระวังภัยทว่า มันกลับพบว่าปีกที่เคยหักพับผิดรูปจนกระดูกทิ่มแทงเนื้อเยื่อนั้นบัดนี้ถูกดามไว้ด้วยแผ่นไม้โอ๊กเหล็กที่ถูกปรับแต่งผิวสัมผัสจนเรียบเนียนไร้รอยเสี้ยนและถูกพันทับด้วยเถาวัลย์อย่างแน่นหนาแต่ไม่รัดตึงจนเลือดไม่เดิน
“ตื่นแล้วเหรอเจ้าก้อนเมฆน้อย”
เสียงทุ้มและนุ่มนวลดังขึ้นจากด้านข้างนกอสูรสะดุ้งเล็กน้อย หันขวับไปมองอีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกลดวงตาของเด็กชายไม่มีรังสีอำมหิตหรือจิตสังหารแบบที่มนุษย์ทั่วไปมักจะมีเวลาจ้องมองสัตว์อสูรมีเพียงความอ่อนโยนและความอยากรู้อยากเห็นในเชิงวิทยาศาสตร์เท่านั้น
“อย่าเพิ่งขยับแรงสิมานี่ มาให้หมอตรวจโครงสร้างกระดูกหน่อย” อีไลอัสยื่นมือออกไปหานกน้อยลังเลอยู่ชั่วอึดใจ แต่ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเด็กชายทำให้มันยอมขยับตัวเข้าไปใกล้อย่างว่าง่าย
“มหัศจรรย์จริงๆ...” อีไลอัสพึมพำด้วยความทึ่ง “เวทมนตร์สายพฤกษาของเดซี่นี่มันโกงกฎเกณฑ์ทางชีววิทยาชัดๆกระบวนการสร้างเซลล์กระดูกใหม่ ที่ปกติต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆกลับถูกเร่งให้ประสานกันจนสนิทภายในคืนเดียวรอยร้าวถูกสมานด้วยแคลเซียมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน แถมเส้นเอ็นก็ผสานกันแน่นปึก โครงสร้างปีกของแกกลับมารับแรงยก ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วล่ะ!”
เด็กชายค่อยๆแกะเถาวัลย์และถอดแผ่นไม้โอ๊กเหล็กที่ใช้เป็นเฝือกดามปีกออกอย่างเบามือทันทีที่ปีกเป็นอิสระ นกอสูรสีขาวก็ลองกางปีกซ้ายของมันออกจนสุดความกว้างมันกระพือปีกพั่บๆ สองสามครั้งเพื่อทดสอบหลักอากาศพลศาสตร์ ของตัวเองความเจ็บปวดที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงความรู้สึกเบาสบายและทรงพลังดุจเดิม
“จิ๊บ!จิ๊บ!” นกน้อยส่งเสียงร้องอย่างเริงร่ามันกระโดดไปมาบนฟูกหญ้าคา เอาหัวทุยๆของมันถูไถกับหลังมือของอีไลอัสเพื่อแสดงความขอบคุณ
“ยินดีด้วยที่กลับมาบินได้นะแต่ตอนนี้... ฉันว่าแกน่าจะต้องการพลังงานไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอนะท้องร้องดังออกมาถึงข้างนอกแล้ว” อีไลอัสหัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินเสียงโครกครากเล็กๆ ดังมาจากท้องของนกน้อย
เด็กชายอุ้มนกอสูรไว้ในอ้อมแขนแล้วปีนบันไดไม้ลงมาจากชั้นลอย ที่ลานหน้าบ้านหิน บาร์นีย์ หมียักษ์อสูรรถเครน และฟินน์จิ้งจอกอสูรจมูกเรดาร์ กำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอยู่ ส่วนเดซี่ กระต่ายอสูรเกษตรกร ก็กำลังเคี้ยวผักกาดขาวอย่างสบายอารมณ์
อีไลอัสเดินไปที่เตาไฟกลางแจ้งเขาจัดการจุดไฟและนำหม้อดินเผาที่บรรจุ ‘สตูว์เนื้อป่าตุ๋นผักสามสหาย’ ที่เหลือจากการจัดงานเลี้ยงฉลองฤดูเก็บเกี่ยวแรกเมื่อคืนขึ้นมาอุ่นอีกครั้ง
“ในทางฟิสิกส์เคมีของการทำอาหารสตูว์ที่ถูกทิ้งไว้ข้ามคืน จะมีรสชาติที่ลึกล้ำและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม”อีไลอัสอธิบายให้ลูกบ้าน (และนกน้อยที่เกาะอยู่บนไหล่)ฟังขณะใช้ทัพพีไม้คนน้ำซุป “อุณหภูมิที่ลดลงอย่างช้าๆจะทำให้โมเลกุลของเจลาตินที่ละลายออกมาจากกระดูกหมูป่าเซ็ตตัวและดึงเอารสชาติความหวานของมันเทศป่าและหัวไชเท้ายักษ์ให้ซึมซาบเข้าไปในเนื้อสัตว์อย่างสมบูรณ์แบบและเมื่อเรานำมาอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง... รสอูมามิ ทั้งหมดจะระเบิดออกมา!”
กลิ่นหอมหวนของน้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวจนข้นคลั่กผสมผสานกับกลิ่นหอมหวานของผักที่ปลูกด้วยมานา ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณนกอสูรสีขาวที่เกาะอยู่บนไหล่ของอีไลอัสถึงกับชะโงกหน้ามองลงไปในหม้อน้ำลายหยดแหมะลงมาจากจงอยปากเล็กๆ ของมัน
อีไลอัสตักน้ำสตูว์ที่อุ่นจนได้ที่พร้อมกับชิ้นเนื้อเปื่อยๆ และหัวไชเท้าที่นุ่มจนแทบละลาย ใส่ลงในชามไม้เล็กๆที่เขาเพิ่งแกะสลักขึ้นมาใหม่ แล้ววางลงบนพื้นกระดานตรงหน้านกอสูร
นกน้อยไม่รอช้ามันก้มลงไปจิกชิ้นเนื้อเข้าปาก ทันทีที่ความร้อนและความเข้มข้นของสตูว์แตะลงบนต่อมรับรสดวงตาสีดำขลับของมันก็เบิกกว้างขึ้นราวกับเห็นแสงสว่างแห่งสรวงสวรรค์!มันไม่เคยลิ้มรสชาติที่วิจิตรบรรจงและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานขนาดนี้มาก่อนในชีวิตการเป็นสัตว์ป่าที่ต้องคอยจิกกินหนอนหรือผลไม้ป่ารสเปรี้ยวมันกินอย่างตะกละตะกลาม ซดน้ำซุปจนหยดสุดท้าย ไม่เหลือแม้แต่คราบมันติดชาม
เมื่อกระเพาะอาหารขนาดจิ๋วถูกเติมเต็มจนอิ่มแปล้นกอสูรสีขาวก็เงยหน้าขึ้นมองอีไลอัส มันกวาดสายตามองไปรอบๆดวงตาของมันไม่ใช่แค่ใสแจ๋ว แต่แฝงไปด้วยความคมชัดผิดธรรมชาติราวกับกำลังประมวลผลข้อมูลทุกอย่างที่มองเห็นอยู่ตลอดเวลา
อาณาบริเวณของรัฐอิสระเฮเซลบรุคมองดูกำแพงหินที่แข็งแกร่ง มองดูอ่างน้ำประปาที่สะอาดสะอ้านและมองดูสัตว์อสูรระดับสูงอย่างหมี บาร์นีย์ หรือจิ้งจอก ฟินน์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขโดยไม่มีการไล่ล่ากินเนื้อกันเอง
มันตระหนักได้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่พักพิงชั่วคราว แต่มันคือ ‘ป้อมปราการแห่งความปลอดภัย ’ที่เพอร์เฟกต์ที่สุดในป่าต้องห้าม!
นกน้อยกระพือปีกบินขึ้นไปเกาะบนไหล่ของอีไลอัสอีกครั้งมันเอาแก้มที่ปกคลุมด้วยขนนุ่มฟูถูไถไปกับคอของเด็กชาย พร้อมกับส่งเสียงร้อง “จิ๊บ! จิ๊บ! จิ๊บ!” อย่างต่อเนื่องและหนักแน่น ราวกับกำลังปวารณาตัวขอเป็นข้ารับใช้ตลอดชีวิต
และในเสี้ยววินาทีนั้นเองหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีทองของระบบก็เด้งพรวดขึ้นมาเบื้องหน้าของอีไลอัสพร้อมกับเสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยดังกังวานในหัว
[ เงื่อนไขบรรลุผล:เป้าหมายรู้สึกซาบซึ้งในความเมตตา หลงใหลในรสชาติอาหารและปรารถนาที่จะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของท่านอย่างสมบูรณ์ ]
[ ระบบขอเสนอการเปิดใช้สกิล:พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย ]
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอดีตสถาปนิก“นายอยากจะมาเป็นครอบครัวเดียวกันงั้นเหรอเจ้าก้อนเมฆบินได้? ที่นี่ไม่มีใครบังคับนายนะแต่นายก็เห็นแล้วว่าเรากินดีอยู่ดีแค่ไหน ถ้าตกลง... ก็ยินดีต้อนรับสู่เฮเซลบรุค”
อีไลอัสไม่ลังเลที่จะเอื้อมนิ้วไปกดปุ่ม[ ยืนยัน ] บนหน้าจอโฮโลแกรม
[ กรุณาตั้งชื่อให้แก่ลูกบ้านของท่านเพื่อใช้เป็นกุญแจในการประทับตรา ]
อีไลอัสมองพินิจรูปลักษณ์ของนกอสูรตัวน้อยขนสีขาวบริสุทธิ์ของมันดูเบาบางและพลิ้วไหวราวกับเสียงดนตรีจากขลุ่ยไม้ที่เป่าไปตามสายลม“ตัวนายเล็กนิดเดียวแต่บินฝ่าพายุมาได้... เสียงร้องของนายก็ใสเหมือนเสียงขลุ่ยปี่...งั้นฉันจะตั้งชื่อให้นายว่า ‘ไพเพอร์ ’ ก็แล้วกัน!”
[ ยืนยันนามแห่งพันธสัญญา:ไพเพอร์ ]
[ กระบวนการประทับตราเสร็จสมบูรณ์]
แสงสีทองสว่างจ้าดุจดวงอาทิตย์ยามเช้าวาบออกจากฝ่ามือของอีไลอัสพุ่งเข้าปกคลุมร่างก้อนขนสีขาวของนกอสูร สัญลักษณ์รูปลูกมาตรวัดสถาปนิก(วงเวียนและฉาก) ขนาดกะทัดรัดเรืองแสงขึ้นที่กลางหน้าผากของมันเพียงชั่วครู่ก่อนจะซึมลึกหายไปใต้ชั้นผิวหนัง สวัสดิการ ‘Sanctuary Regen’ ทำงานเสริมความแข็งแกร่งให้เส้นขนของมันดูเงางามและสะท้อนแสงแดดเป็นประกายมุก
และทันใดนั้นเองกำแพงทางภาษาข้ามเผ่าพันธุ์ก็พังทลายลง!
“เย้!ขอบคุณมากเจ้านาย! ขอบคุณสำหรับอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก!ขอบคุณที่รักษากระดูกปีกให้ฉันด้วย!” เสียงเล็กๆใสแจ๋วราวกับเด็กผู้ชายตัวกระเปี๊ยกที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ดังขึ้น “ฉันไพเพอร์ นกอสูรผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลที่สุด ขอรายงานตัว!เจ้านายอยากรู้เรื่องอะไรในป่านี้ ถามฉันได้เลย ฉันบินสำรวจมาหมดแล้ว!”
“โฮ่ง!หยุดเลยนะเจ้าก้อนสำลี!” ฟินน์ที่วิ่งเข้ามาดูสมาชิกใหม่แยกเขี้ยวขู่ฟ่อพร้อมกับประกายไฟที่มุมปาก “ฉันคือรุ่นพี่ฟินน์!เป็นจิ้งจอกนักรบและหน่วยสำรวจหมายเลขหนึ่งของเจ้านาย! แกเป็นแค่นกตัวจ้อยอย่ามาแย่งตำแหน่งเรดาร์ของฉันนะเว้ย!”
ไพเพอร์บินโฉบลงมาเกาะบนหัวของบาร์นีย์ที่กำลังนั่งมองตาปริบๆนกน้อยเชิดอกขึ้นอย่างท้าทาย “นายมันก็แค่จิ้งจอกที่ดมกลิ่นอยู่บนดินนั่นแหละ!สายตาของฉันมองเห็นไกลกว่าจมูกของนายเป็นสิบกิโลเมตร! เจ้านายครับ!ให้ฉันพิสูจน์ความสามารถให้ดูเลยไหม! ฉันมีสกิลพิเศษนะ!”
“สกิลพิเศษงั้นเหรอ?”อีไลอัสเลิกคิ้วด้วยความสนใจเขาเปิดหน้าต่างสถานะของลูกบ้านขึ้นมาตรวจสอบทันที
[ ลูกบ้าน:ไพเพอร์ (นกอสูรสายลับ) ] [ สกิลเฉพาะตัว: วิสัยทัศน์เวหา - สามารถเชื่อมต่อและแชร์มุมมองภาพจากดวงตาของตนเองเข้าสู่การรับรู้ของผู้ทำสัญญาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ]
“วิสัยทัศน์เวหา...”ดวงตาของสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีเบิกกว้างขึ้นราวกับค้นพบเหมืองทองคำ!“เดี๋ยวนะ... นี่มันหมายความว่าฉันสามารถมองเห็นทุกอย่างที่แกมองเห็น จากมุมมองเบื้องบนได้งั้นเหรอ!?”
“ใช่แล้วเจ้านาย!ลองดูเลยสิ!” ไพเพอร์ส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นก่อนที่มันจะกระพือปีกพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็วปานลูกธนูการเคลื่อนไหวของมันแม่นยำราวกับถูกคำนวณมาแล้วทุกองศาไม่มีการเสียจังหวะหรือโคลงเคลงแม้แต่น้อยพริบตาเดียวร่างก้อนขนสีขาวก็กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ ลอยอยู่เหนือยอดไม้ของป่าต้องห้ามชั้นนอก
“เอาล่ะ...ตามกฎของการแชร์สกิล ในพันธสัญญา...”อีไลอัสสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หน้าบ้านปล่อยร่างกายให้ผ่อนคลายที่สุด แล้วค่อยๆ หลับตาลง
“เปิดใช้งาน...วิสัยทัศน์เวหา!” เลนส์ใสเล็กๆ บริเวณดวงตาของมันเรืองแสงวาบขึ้นแผ่วเบาราวกับระบบบางอย่างกำลังเปิดใช้งาน
วูบ!
ในเสี้ยววินาทีที่อีไลอัสหลับตาลงความมืดมิดในมโนสำนึกของเขาก็ถูกแทนที่ด้วย ‘แสงสว่างเจิดจ้า’ และภาพทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างฉับพลัน!ความรู้สึกของเขาไม่ได้อยู่ที่พื้นดินหน้าบ้านหินอีกต่อไปแต่มันราวกับวิญญาณของเขาถูกกระชากขึ้นไปลอยอยู่บนท้องฟ้าที่ความสูงกว่าสามร้อยเมตร!
ลมเย็นยะเยือกปะทะเข้าที่‘ใบหน้า’(ซึ่งแท้จริงแล้วคือความรู้สึกที่ส่งผ่านมาจากไพเพอร์)ภาพเบื้องหน้าของอีไลอัสไม่ใช่ภาพ 2 มิติแบนๆแต่มันคือภาพความละเอียดสูงระดับ 4K ที่คมชัดทุกรายละเอียดยิ่งกว่ากล้องติดโดรนรุ่นท็อปที่สุดในโลกความเป็นจริง!เขาสามารถมองทะลุเมฆหมอกบางๆ เห็นผืนป่าต้องห้ามที่แผ่ขยายออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา จากมุมสูงเรือนยอดของต้นบลิสโอ๊คทางทิศตะวันตกโดดเด่นออกมาอย่างชัดเจนใบไม้สีส้มชมพูของมันตัดกับสีเขียวของป่าโดยรอบราวกับเป็นศูนย์กลางของอาณาเขตทั้งหมด
“พระเจ้าช่วย...นี่ไม่ใช่แค่นก… แต่มันคือระบบสำรวจเวหาที่มีชีวิต!” อีไลอัสอุทานในใจด้วยความตื่นเต้นขั้นสุด
เมื่อเขาลองส่งกระแสจิตบังคับ“ไพเพอร์บินวนเป็นวงกลมรอบหมู่บ้านเราหน่อย”
นกอสูรตอบสนองคำสั่งอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลภาพในหัวของอีไลอัสแพนกล้องลงมาด้านล่าง เผยให้เห็น ‘รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค’ ในมุมมองแบบ Bird's-eye View (ภาพมุมสูง)เป็นครั้งแรก!
ในฐานะนักวางผังเมือง การได้เห็นภาพหน้างานจากมุมสูงคือสุดยอดปรารถนาอีไลอัสเริ่มวิเคราะห์ผังเมืองของตนเองทันที เขาเห็นเส้นทางระบายน้ำ French Drain ที่ทอดยาวเป็นเส้นตรงสมบูรณ์แบบตัดผ่านลานดินเห็นสัดส่วนของแปลงผักยกแคร่ทางทิศใต้ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ เห็นหลังคาทรงจั่วของบ้านหินที่สมมาตรไร้ที่ติและเห็นแนวป่าชั้นกลาง
“การจัดผังเมือง ของฉันสมบูรณ์แบบมากเมื่อมองจากมุมนี้...”อีไลอัสวิเคราะห์อย่างเมามัน “แต่เดี๋ยวก่อน...ถ้ามองจากมุมสูงแบบนี้ ฉันสามารถทำ ‘แผนที่ภูมิประเทศ ’ของป่าทั้งหมดได้เลยนี่นา! ฉันสามารถเห็นแหล่งน้ำที่ซ่อนอยู่เห็นรังของสัตว์อสูรระดับสูงอย่างฝูงหมาป่า และที่สำคัญที่สุด... ฉันสามารถใช้มันเป็น ‘ระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า’ ป้องกันการถูกลอบโจมตีจากทางอากาศหรือกองทัพที่จะเดินเท้าเข้ามาได้!”
“เป็นไงเจ้านาย!วิสัยทัศน์ของฉันเจ๋งไหมล่ะ! ฉันบินได้สูงกว่าและเร็วกว่าไอ้จิ้งจอกเตี้ยนั่นตั้งเยอะ!”ไพเพอร์ส่งกระแสจิตมาโอ้อวด
“มันเจ๋งยิ่งกว่าเจ๋งอีกไพเพอร์!”อีไลอัสลืมตาขึ้น ภาพในหัวตัดกลับมาเป็นลานหน้าบ้านหินอีกครั้งเขาลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุดร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นทางวิศวกรรม
การมี ‘โดรนสำรวจเวหา’ ที่ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ ไม่ต้องใช้รีโมทคอนโทรลและทำงานด้วยคำสั่งทางโทรจิต มันคือการยกระดับขีดความสามารถในการจัดการอาณาเขต ให้ก้าวล้ำหน้าไปอีกขั้น!
อดีตสถาปนิกมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ไพเพอร์กำลังบินโฉบเฉี่ยวอวดลวดลายอยู่รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค ไม่ได้มีเพียงปราการหินบนดินหรืออุโมงค์วิศวกรรมใต้ดินอีกต่อไป แต่บัดนี้น่านฟ้าของพวกเขาได้ถูกครอบครองด้วยสายตาของโดรนอสูรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด!
ปีกสีขาวของไพเพอร์โบกสะบัดนำพาแสงสว่างแห่งวิสัยทัศน์ใหม่มาสู่เมืองเล็กๆ กลางป่าต้องห้ามก้าวต่อไปของเฮเซลบรุค จะไม่ใช่การพัฒนาแบบคลำทางในความมืดอีกต่อไป!
[ หน้าต่างสถานะปัจจุบัน ]
คลาส: ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข
เลเวลตัวละคร: Lv.10
สกิล: สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.MAX
พันธสัญญาผู้อยู่อาศัยLv.8
จิตสำนึกแห่งเฮเซลบรุคLv.1
[ รายงานประชากรรวม: 61 ชีวิต]
สถาปนิกผู้ก่อตั้ง: อีไลอัส บรุค
ลูกบ้านอสูร: ฟินน์ (C), บาร์นีย์ (A), เดซี่ (C),พุดดิ้ง (E), ดัสตี้ (C) ,ไพเพอร์ (C)
พลเมืองแรงงาน: กระต่ายป่า 40, สไลม์ 10, ตุ่นป่า 4