เมื่อมาถึงโรงพยาบาลแพทย์ก็นำคนไข้เข้าห้องฉุกเฉินอวัชนั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าห้องอย่างหมดแรง วันนี้ชายหนุ่มเจอเื่แย่ๆ ทั้งวันมีแต่เื่ให้ปวดหัวอยู่เรื่อย เขาควรจะทำยังไงดี เื่ทุกอย่างถึงจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นและไม่ต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องผิดหวัง
สองคนพ่อลูกนั่งรอจนกระทั่งหมอที่ทำการรักษาเดินออกมาจากห้องฉุกเฉินทั้งสองรีบปรี่เข้าไปเพื่อถามอาการทันที
“คุณน้าครับ คุณแม่อาการเป็ยังไงบ้าง”เขาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว น้าจัดการย้ายไปห้องพักฟื้นเรียบร้อยแล้วไม่ต้องเป็ห่วง”
“แล้วคุณโสเขาเป็อะไรเหรอหมอสัน” สุชาติถามคนที่เป็ทั้งหมอที่รักษาและเป็ทั้งน้องชายของภรรยาตนอย่างเป็กังวล
“ผมขอเวลาตรวจให้ละเอียดก่อนก็แล้วกันนะครับพี่ชาติแล้วผมจะบอกอาการที่แน่นอนให้ทราบ เดี๋ยวผมจะให้พยาบาลพาพี่กับหลานไปที่ห้องพักพี่โสนะครับส่วนผมคงต้องขอตัวไปทำงานต่อก่อน” จบคำหมอสัญญาก็เดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้มีเวลาซักถามอะไรได้อีก
สองคนพ่อลูกเดินตามพยาบาลไปจนถึงห้องที่โสภิตานอนพักอยู่อวัชเปิดประตูเข้าไปแล้วเดินไปหยุดที่เตียงนอน พอเห็นมารดานอนหลับอยู่บนนั้นแล้วก็นึกใจหายยิ่งนักแขนข้างซ้ายของท่านมีสายน้ำเกลือเสียบอยู่และตรงจมูกมีสายออกซิเจนจ่ออยู่ด้วย
ยิ่งเห็นสภาพของท่านแล้วก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิดอย่างมหันต์เขาไม่เคยเห็นท่านในสภาพเช่นนี้มาก่อนเลยเนื่องจากปกติท่านเป็คนแข็งแรงมากแต่ที่ท่านต้องมาเป็เช่นนี้ก็เพราะเขาเป็ต้นเหตุแท้ๆ
“ผมขอโทษนะครับคุณแม่ ผมขอโทษ” อวัชพึมพำด้วยความเสียใจพร้อมกับคว้ามือมารดาขึ้นมาแตะที่ใบหน้าของตนเองไว้หวังถ่ายทอดให้ท่านได้รับรู้ว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ สุชาติเดินเข้ามาใกล้แล้วตบบ่าลูกชายเบาๆอย่างปลอบใจทั้งคู่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรกันเลยสักคำจนกระทั่งพยาบาลเดินเข้ามาบอกว่า
“ญาติคนไข้คะ คุณหมอเชิญพบค่ะ”
“ครับ” สุชาติตอบรับก่อนจะเดินตามนางพยาบาลออกไปอวัชวางมือมารดาลงแล้วเดินตามบิดาออกไปบ้าง เพราะอยากทราบอาการของมารดาเหลือเกิน แต่ถ้าชายหนุ่มจะเหลียวหลังกลับมามองสักนิดก็จะพบว่าคนที่เขาเป็ห่วงซึ่งกำลังนอนหลับสนิทอยู่นั้นบัดนี้กำลังลืมตาขึ้นและยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับสมใจอะไรบางอย่างอยู่ ไม่ได้มีเค้าว่าจะเป็คนป่วยอาการหนักแม้แต่น้อยเลย
ทันทีที่ลับร่างลูกชายโสภิตาก็ลุกขึ้นนั่งทันทีก่อนจะยกแขนสะบัดไปมาเพื่อขับไล่ความเมื่อยขบออกไป หลังจากต้องทนนอนนิ่งเฉยอยู่เป็เวลานานจากนั้นก็ล้มตัวลงนอนใหม่เพราะกลัวว่าลูกชายจะเข้ามาเห็นเสียก่อนแล้วสิ่งที่ลงทุนทำไปก็จะสูญเปล่าทันทีโสภิตาถอนใจยาวแล้วนอนอมยิ้มกริ่ม ก่อนจะพึมพำออกมาว่า
“คราวนี้ล่ะตาปูนเอ๋ย แกเสร็จแม่แน่ถ้าแกยังใจแข็งอยู่อีกก็ให้มันรู้ไปสิ”
ขณะที่คนในห้องกำลังมีความสุขกับแผนการของตัวเองอยู่นั้นทางด้านสองคนพ่อลูกกลับมีความรู้สึกตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ทั้งคู่เปิดประตูเข้าไปในห้องที่มีหมอสัญญานั่งคอยอยู่
“ว่าไงหมอสัน อาการคุณโสเป็ยังไงบ้าง” สุชาติถามอย่างร้อนรนด้วยความเป็ห่วง
“ใจเย็นๆ ครับพี่ชาติ นั่งลงก่อนเถอะ”
“คุณแม่เป็อะไรไปครับผมไม่เคยเห็นท่านเป็อย่างนี้มาก่อนเลย” อวัชเอ่ยถามขึ้นทันทีหลังจากนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
“ใจเย็นๆ ก่อน เฮ้อ...ทั้งพ่อทั้งลูกเลยใจร้อนพอกัน”
“แกก็อย่ามัวโยกโย้อยู่สิวะบอกอาการเมียฉันมาสักที!” สุชาติเริ่มโมโห เมื่อน้องชายภรรยายังลีลาท่ามากอยู่ได้
“คือว่า...คือมัน...” หมอสัญญามีท่าทีอึกอักลำบากใจที่จะพูดอย่างเห็นได้ชัด เขามองหน้าสองพ่อลูกสลับกันไปมาแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
‘เฮ้อ...ลำบากใจชะมัด รู้อย่างนี้ไม่น่ารับปากช่วยเลย’
“มีอะไรเหรอครับ หรือว่ามันเป็โรคร้ายแรง” อวัชถามด้วยความหวาดหวั่น เมื่อเห็นอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของน้าชายตน
หมอสัญญามองคนถามแล้วถอนใจออกมาอีกรอบที่เขาหนักใจไม่ใช่เื่อาการป่วยหนักของพี่สาวหรอก แต่เป็เื่ที่เขาต้องมาเสียจรรยาบรรณแพทย์ต่างหากเล่า
‘พี่นะพี่หาเื่ลำบากใจมาให้ผมจนได้เป็หมอมายี่สิบกว่าปีไม่เคยต้องมาทำอะไรอย่างนี้เลย’
หมอสัญญามองหน้าสองคนพ่อลูกอย่างหนักใจซึ่งท่าทีของเขาทำให้สองคนพ่อลูกหน้าซีดลงด้วยเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่งว่าโสภิตาอาจเป็โรคร้ายแรงเป็แน่
“คือว่าพี่โสเขาเป็...เป็โรคหัวใจน่ะครับ”
“อะไรนะ! โรคหัวใจ!” สองพ่อลูกร้องอุทานออกมาพร้อมกันอย่างใแกมไม่อยากเชื่อทว่าก็แอบโล่งใจนิดหน่อยที่ไม่ได้เป็โรคร้ายแรงเช่นโรคมะเร็งอย่างที่นึกกลัว
“ใช่ครับ” หมอสัญญาก้มหน้าตอบเพราะไม่กล้าสบตาด้วย เนื่องจากกลัวว่าจะทำให้ถูกจับพิรุธได้แล้วความลับจะแตกถ้าความลับแตกเขาจะต้องโดนพี่สาวเล่นงานหนักแน่
“แต่ฉันไม่เคยเห็นคุณโสมีอาการอะไรเลยนี่นา” สุชาติเปรยออกมาอย่างสงสัย
“ก็เพราะยังไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจมากน่ะสิครับแต่หนนี้คงค่อนข้างแรงมากทีเดียวจึงทำให้หัวใจทำงานหนัก ความจริงคุณพี่เป็มานานแล้วแต่มันยังเป็อ่อนๆอยู่ พอโดนกระทบครั้งนี้เข้าจึงส่งผลค่อนข้างจะร้ายแรง”
“เป็มานานแล้ว! ทำไมฉันถึงไม่รู้เื่นี้ล่ะ ทำไมแกไม่ยอมบอกฮะ!”สุชาติโวยวายใส่เสียงดังด้วยความไม่พอใจ ทำเอาหมอสัญญาสะดุ้งโหยงอย่างใจนเหงื่อตกหน้าซีดไปหมด
‘พี่นะพี่...ผมจะโดนพี่เขยเล่นงานตายก็เพราะพี่คนเดียวเลยชอบหาเื่เดือดร้อนมาให้น้องตลอด’ หมอสัญญาคิดในใจอย่างขัดเคือง
“คือคุณพี่ไม่ให้บอกครับ” เขาตอบเสียงอ้อมแอ้ม
สุชาติตบโต๊ะที่กั้นกลางระหว่างตัวเขากับหมอสัญญาเอาไว้อย่างแรงทำเอาทั้งน้องเมียและลูกชายต่างสะดุ้งใไปตามๆ กันอีกรอบ ท่าทางและสีหน้าของสุชาติตอนนี้เหมือนฆาตกรร้อยศพก็ไม่ปาน
“แล้วแกก็เชื่อหรือไง”เขาตะคอกถามเสียงเข้มจัด
“ทำอย่างกับขัดใจคุณพี่โสได้อย่างนั้นแหละ”คุณหมอพึมพำเสียงอ่อย สุชาติฟังแล้วก็ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดเพราะรู้จักนิสัยของภรรยาตัวเองดี
“แล้วเราต้องทำยังไงบ้างครับคุณน้า”
“น้าก็บอกแม่เราแล้วว่าอย่าเครียดอย่าโมโหมากเพราะโรคนี้กระทบกระเทือนจิตใจไม่ได้ มีทางช่วยรักษานอกจากกินยาก็คืออย่าทำให้ท่านโกรธเด็ดขาดอย่าขัดใจท่านเข้าใจไหม ห้ามขัดใจและต้องตามใจทุกอย่างเลยไม่ว่าท่าน้าอะไร” หมอสัญญาพูดเน้นย้ำกับอวัชเป็พิเศษ นั่นก็เพราะถูกพี่สาวสั่งตรงมาเลยทีเดียว
อวัชที่ไม่รู้เื่เลยว่าตกเป็เหยื่อของมารดาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและนึกโทษตัวเองเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าขึ้นมา เพราะเขาเองที่ทำให้ท่านต้องเป็แบบนี้เขาเป็คนทำร้ายท่านเองกับมือ ลูกอกตัญญูอย่างเขามันสมควรตายจริงๆ ทำร้ายผู้เป็แม่ได้ลงคอถ้าเขาไม่ขัดใจท่านและไม่ดื้อดึงเื่เช่นนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
ทางด้านรติมาก็เริ่มแผนการของตัวเองวันนี้เช่นกันดังนั้นมื้ออาหารกลางวันจึงมีพัสกรมาร่วมทานด้วย ซึ่งหลังจากทานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พากันไปนั่งคุยในห้องนั่งเล่นต่อขณะสนทนาด้วยเื่ทั่วไปกันอยู่ หญิงสาวก็กระตุกมือชายหนุ่มพลางเอนกายกระซิบบอกให้เขาเริ่มแผนเสียที
“พี่กรบอกได้แล้ว”
“รู้แล้วน่า” ปากบอกว่ารู้แล้วแต่พัสกรก็ยังนั่งนิ่งอยู่เหมือนเดิม จนรติมาต้องมองสำทับด้วยสายตาบังคับอีกรอบทั้งสองจึงเหมือนกำลังคุยกันผ่านสายตาและท่าทาง จริงอย่างที่มีคนเคยว่าไว้ว่าเราสามารถสื่อสารความรู้สึกกันได้ทางสายตาโดยไม่ต้องพูดเพราะชายหนุ่มเริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้ทันที พอนึกแล้วหญิงสาวก็อดขัดเคืองใจไม่ได้
‘ทีอย่างนี้กลับรู้ว่าเรา้าอะไรแต่ทำไมพอเรามองด้วยสายตาแบบอื่นพี่กรกลับซื่อบื้ออยู่ได้นะ ทำไมไม่รู้ตัวสักทีว่าเราคิดยังไงด้วย’
พัสกรกระแอมออกมาสองสามครั้งก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
“คุณน้าทั้งสองครับ ผมมีเื่จะเรียนให้ทราบ”
“มีเื่อะไรเหรอ” ดำรงถามพลางเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางสบายอารมณ์
“คือผมกับขมิ้น...” ชายหนุ่มพูดค้างไว้แค่นี้แล้วหันมาหาคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังลุ้นจนตัวโก่งอยู่ด้วยความหนักใจกับสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่รติมาเห็นท่าทีลังเลใจของพี่ชายก็ส่งสายตาขอร้องแกมอ้อนวอนขอความเห็นใจให้ทันทีเมื่อเห็นน้องสาวทำหน้าแบบนั้นเขาจึงตัดสินใจหันไปพูดกับพวกท่านอีกครั้งว่า
“ผมรักขมิ้นครับ และผมอยากขอให้พวกคุณน้ายกเลิกงานแต่งงานเถอะครับ” พูดออกไปแล้วพัสกรก็แทบจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
นวลฉวีกับดำรงมองหน้าหลานชายอย่างตกตะลึงทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ดูเหมือนจะไม่มีใครยิ้มออกได้เลยสักคนเดียว ยกเว้นก็แต่รติมาที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว
เมื่อตั้งสติได้นวลฉวีก็หน้าเครียดขึ้นทันทีด้วยนึกไม่ถึงว่าคนที่ลูกสาวพูดไว้จะเป็พัสกร
“เป็ตากรเองเหรอที่ขมิ้นบอกว่าจะพามาพบแม่กับพ่อ”
“ใช่ค่ะคุณแม่” หญิงสาวตอบรับด้วยสีหน้าตาเบิกบานใจ
“แล้วทำไมตากรเพิ่งจะมาบอกน้าล่ะ”ท่านหันไปถามหลานชายด้วยความแปลกใจพลางหรี่ตามองอย่างจับผิด
“คือผม....” พัสกรอึกอักไม่รู้ว่าจะตอบยังไงดี
‘เอาล่ะสิ แล้วเราจะตอบคุณน้าว่ายังไงต่อดีล่ะเนี่ย’
“ขมิ้นพูดแทนพี่หน่อยสิ” ชายหนุ่มกระซิบบอกน้องสาวให้ช่วยพูดแทน รติมาจึงรีบเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า
“ก็พี่กรงานยุ่งนี่คะคุณแม่จะบอกช้าหรือบอกเร็วมันไม่สำคัญไม่ใช่หรือคะ หวังว่าคุณแม่คงไม่ขัดข้องที่หนูกับพี่กรจะคบหากันนะคะ”
คราวนี้นวลฉวีหันมาหรี่ตามองบุตรสาวอย่างจับผิดแทนเนื่องจากรู้สึกไม่ไว้ใจเพราะดูท่าทางอีกฝ่ายจะร่าเริงจนผิดปกติ
“แต่แม่ยกขมิ้นให้ตาปูนแล้วนี่นาและก็ตกลงกันเรียบร้อยแล้วด้วย”
“แหม...คุณแม่ขา ยกให้ได้ก็เอาคืนได้เหมือนกันคุณน้าโสคงเข้าใจอยู่แล้วล่ะค่ะ” รติมารีบบอก “อีกอย่างนายปูนก็มีคนรักอยู่แล้วนะคะหนูเองไม่ได้รักนายปูนสักหน่อย หนูรักพี่กรต่างหาก” หญิงสาวพูดอย่างเขินอาย“พี่กรก็ไม่ได้เป็คนอื่นคนไกลสักหน่อย คุณแม่ก็รู้จักพี่กรเป็อย่างดีไม่ใช่หรือคะยกเลิกงานแต่งงานเถอะค่ะ นะคะคุณแม่”
รติมาอ้อนวอนท่านอย่างหนักการกระทำของลูกสาวยิ่งทำให้นวลฉวีสงสัยมากยิ่งขึ้นในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลูกสาวท่านเอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่พัสกรนั่งนิ่งเงียบไม่เอ่ยขอร้องอะไรออกมาสักคำแล้วอย่างนี้จะไม่ให้ท่านสงสัยได้อย่างไรกันเล่า
“แม่เห็นเราพูดเอาอยู่ฝ่ายเดียวไม่เห็นตากรพูดอะไรบ้างเลย”นวลฉวีถามเลยไปทางพัสกรที่นั่งเงียบอยู่ ซึ่งดูมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจอย่างเห็นได้ชัดรติมาจึงรีบหันไปเขย่าแขนให้เขาเป็ฝ่ายพูดบ้าง
“เอ่อ...คือ...ครับ” พัสกรพูดได้เพียงแค่นี้ก็ยิ้มแหยๆ ให้พวกท่าน
ดำรงอมยิ้มเมื่อชักจะเดาเื่ราวอะไรบางอย่างได้เช่นเดียวกับผู้เป็ภรรยาทั้งสองจึงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ทำเอาหนุ่มสาวนั่งมองพวกท่านด้วยหน้าตาเหลอหลาเนื่องจากไม่รู้สาเหตุว่าพวกท่านหัวเราะกันด้วยเื่อะไร
“ตากร” นวลฉวีเรียกหลานชาย พลางพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้ด้วยความยากลำบาก “หลานคงลำบากใจมากสินะ”
“ครับ? เื่อะไรเหรอครับ” ชายหนุ่มถามอย่างไม่เข้าใจในคำพูดของท่าน
“ก็ที่หลานโดนยัยตัวแสบบังคับเอาน่ะสิน้าว่าเราเล่นละครได้แย่เอามากๆ เลยนะ”
“คุณแม่!” รติมาร้องเรียกท่านด้วยความใ ก่อนจะหันไปมองพัสกรที่หันมามองหน้าเธอเช่นกัน
“สงสัยใช่ไหมว่าแม่รู้ได้ยังไง” ท่านถาม เพราะว่าเดาความคิดของคนทั้งคู่ออก
“เื่อะไรคะคุณแม่พูดเื่อะไรหนูไม่เห็นเข้าใจเลย ใช่ไหมพี่กร”หญิงสาวพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนความจริง แล้วใช้ข้อศอกกระทุ้งสีข้างของคนข้างกายให้ช่วยกันอีกแรงพัสกรจึงหัวเราะแห้งๆ ตามเธอไปด้วยอีกคน
“ใช่ครับ คุณน้าพูดเื่อะไรก็ไม่รู้โดนบังคงบังคับอะไรกัน ไม่มี๊ไม่มีหรอกครับ” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงสูง
“เลิกเล่นละครกันได้แล้วทั้งสองคนแม่กับพ่อเบื่อที่จะนั่งดูแล้วล่ะ” นวลฉวีพูดออกมาตรงๆ ทำเอาหนุ่มสาวต่างตกตะลึงด้วยความใทุกอย่างนิ่งเงียบไปพักหนึ่งจนในที่สุด...
“เฮ้อ....คุณน้าเก่งจังนะครับที่ดูออก” พัสกรสารภาพออกมา พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก ที่ละครฉากนี้ซึ่งมีเขาแสดงนำจบลงเสียได้แม้จะจบไม่สวยหรูอย่างที่้าก็ตาม ชายหนุ่มยอมรับตรงๆเลยว่าเื่โกหกเนี่ยเขาไม่ค่อยถนัดสักเท่าไรนัก ถ้าโกหกต่อคนนอกก็ยังพอทำได้แต่ถ้าเป็คนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดสนิทกันมากเขาไม่มีทางโกหกได้เนียนเลยจริงๆ
“พี่กร!” รติมาเรียกพี่ชายอย่างขัดเคืองใจ เขาเล่นพูดออกไปแบบนั้นก็จบเห่กันน่ะสิ
“พี่ขอโทษนะ แต่พี่ก็ทำสุดความสามารถแล้วจริงๆคุณน้ามองคนเก่งจะตายไป” เขาบอกเสียงอ่อยๆ
“พี่กรอ่ะ” หญิงสาวทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่
“ไม่ต้องไปงอนพี่เขาเลยขมิ้นเราจะไปโทษพี่เขาได้ยังไง คนที่ผิดน่ะคือเราเองนะ” นวลฉวีต่อว่าบุตรสาวที่นั่งกอดอกทำหน้ามุ่ยและเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจอยู่
“เราน่ะโตแล้วนะขมิ้น ยังจะมาเล่นอะไรเป็เด็กๆอยู่อีก” ท่านส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“คุณแม่รู้ได้ไงคะว่าเราสองคนเล่นละครหลอก” เธอถามด้วยความอยากรู้ เพราะไหนๆ แผนก็พังไม่เป็ท่าไปแล้วนี่
“ดูง่ายนิดเดียว ถ้าตากรมีใจให้กับหนูจริงรักกันจริง ลูกสองคนคงวิ่งแจ้นมาหาแม่ั้แ่แม่บอกว่าจะให้แต่งงานกับตาปูนวันแรกแล้วล่ะความจริงถ้าเป็คนอื่นมาแม่อาจจะเชื่อมากกว่านี้นะ แต่นี่เป็ตากรแม่ก็เลยไม่เชื่อสนิทใจั้แ่แรกแล้วว่ามันจะเป็เื่จริง”
นวลฉวีพูดไปหัวเราะไปโดยไม่รู้เลยว่าคำพูดของตนนั้นได้ทำร้ายจิตใจลูกสาวเพียงใดรติมาน้ำตาคลอด้วยความะเืใจและเ็ปกับคำพูดของมารดา คำพูดของท่านยิ่งเป็สิ่งตอกย้ำให้หญิงสาวได้รู้ว่าพัสกรไม่มีทางรักเธอเป็อย่างอื่นไปได้นอกจากน้องสาวคิดแล้วก็สุดกลั้นไหวน้ำตาจึงไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งาม
พัสกรเห็นเข้าก็ใจึงคว้าตัวน้องสาวเข้าไปกอดหวังจะปลอบใจแต่การกระทำของเขามันให้ผลตรงกันข้ามเพราะเธอยิ่งร้องหนักเข้าไปใหญ่
“โอ๋ๆ อย่าร้องไห้เลยนะคนดีของพี่”
‘พี่กรบ้า! ไม่ต้องมาโอ๋เลย ตัวเองทำแผนพังหมดแล้ว’
รติมาต่อว่าชายหนุ่มอยู่ในใจด้วยความขุ่นเคืองแต่ลำแขนเรียวกับโอบกอดตอบเขาเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
“เื่แค่นี้เอง ไม่เห็นต้องร้องไห้เลยนี่นาลูกเอ...ทุกทีไม่เคยเป็แบบนี้นี่นา” นวลฉวีเอ่ยขึ้นด้วยความสงสารแต่ก็ต้องใจแข็งเอาไว้ดำรงสะกิดภรรยาทว่าก็โดนสายตาดุๆ ของภรรยาตวัดใส่เหมือนกับจะบอกว่าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้นมาแทนผู้เป็สามีจึงจำต้องเงียบทั้งที่สงสารลูกรักใจแทบขาด
“คุณผู้หญิงคะ คุณสุชาติจะขอพูดสายด้วยค่ะ”แหวนซึ่งเป็เด็กรับใช้ในบ้านเดินเข้ามาส่งโทรศัพท์บ้านแบบไร้สายให้ผู้เป็นาย
“ขอบใจนะ” นวลฉวีกล่าวกับสาวใช้แล้วรับโทรศัพท์มากรอกเสียงพูดลงไป “สวัสดีค่ะคุณสุชาติ อะไรนะคะ! ยัยโสเข้าโรงพยาบาลเหรอคะที่ไหนคะ ค่ะๆ ฉันจะรีบไปที่นั่นเดี๋ยวนี้เลย” พอวางสายแล้วท่านก็หันมาบอกกับทุกคนว่าโสภิตาเข้าโรงพยาบาลสร้างความใให้แก่ทุกคนเป็อย่างมาก ทั้งหมดจึงพากันไปเยี่ยมยกเว้นก็แต่พัสกร เพราะชายหนุ่มได้รับโทรศัพท์ด่วนจากบริษัทจึงต้องรีบกลับไปเคลียร์งาน
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล นวลฉวีก็รีบรุดเข้าไปในห้องพักที่เพื่อนรักนอนพักรักษาตัวอยู่ทันที
“ยัยโสเป็ยังไงบ้าง” ท่านเดินเข้าไปหาเพื่อนรักที่นอนอยู่เตียง อวัชลุกขึ้นถอยออกมาเพื่อให้นวลฉวีได้นั่งพร้อมกับยกมือไหว้สองสามีภรรยานวลฉวีรับไหว้แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง
“ยัยนวล...ฉันดีใจที่เธอรีบมาไม่อย่างนั้นเธอคงมาไม่ทันดูใจฉันแน่ๆ” โสภิตาบอกเสียงสั่นเครือพลางบีบมือเพื่อนรักไว้แน่น
“พูดอะไรอย่างนั้นฮะยัยโส มันไม่ดีนะ”นวลฉวีเอ็ดเพื่อนอย่างไม่ชอบใจ
“ก็มันจริงนี่ มีคนบางคนในนี้อยากให้ฉันตาย” ท่านพูดประชดประชัน สายตามองไปที่บุตรชายอย่างน้อยใจ เพียงเท่านี้นวลฉวีก็พอจะเดาได้ว่าเื่อะไร
“โธ่...คุณแม่ครับ มันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” อวัชแก้ตัวเสียงอ่อยเพราะรู้ว่าท่านหมายถึงใคร แต่นอกจากท่านจะไม่ฟังแล้วยังหันหน้าหนีอีกต่างหากคล้ายกับไม่อยากเห็นหน้าเขา
“เอาเถอะน่าใจเย็นก่อน ขมิ้นมาหาน้าโสสิลูก” นวลฉวีเรียกบุตรสาวที่นั่งอยู่ตรงโซฟากับบิดา รติมาลุกขึ้นเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างเตียงพร้อมส่งยิ้มอ่อนๆให้เพื่อนมารดาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความสงสาร พอเห็นสภาพท่านแล้วเธอก็นึกโกรธอวัชอยู่เหมือนกันที่ทำให้ท่านต้องมาเป็แบบนี้
“สวัสดีค่ะคุณน้า เป็ยังไงบ้างคะ”หญิงสาวยกมือไหว้และเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วงเพราะเธอก็เคารพรักท่านเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งมาตลอด
“น้าไม่อยากอยู่แล้วลูก” โสภิตาพูดกับบุตรสาวเพื่อนที่เธอรักเหมือนลูกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“โธ่...คุณน้าอย่าพูดอย่างนี้สิคะ” เธอจับมือท่านไว้แล้วบีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ
“ก็น้ามีลูกแต่ลูกไม่รักน้าเลยแล้วน้าจะอยู่ไปทำไมกัน” โสภิตาร้องไห้สะอึกสะอื้นทำให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้นไปอีก
“พูดอะไรอย่างนั้นครับคุณแม่ทำไมผมจะไม่รักล่ะครับ” ชายหนุ่มพูดเอาใจ ไม่อยากให้ท่านคิดมากเพราะอาหมอสั่งห้ามเอาไว้
“รักอะไรกัน เห็นผู้หญิงอื่นดีกว่าแม่ถึงขนาดกล้าขัดใจ”
“มันไม่เกี่ยวกันนะครับเื่นีน่านั้นเขา...” พูดไม่ทันจบมารดาของเขาก็ตีโพยตีพายร้องไห้ยกใหญ่
“เห็นไหม! พูดยังไม่ทันขาดคำอะไรก็นีน่าๆ ใช่สิ แม่คนนี้มันไม่มีความหมายแล้ว” ท่านพูดไปน้ำตาก็ไหลไปแถมทำท่าเจ็บหน้าอกเพื่อความสมจริงอีกต่างหาก ทำเอาทุกคนพากันใยกใหญ่รีบเรียกหมอมาดูอาการจนทุกอย่างเรียบร้อยดีนวลฉวีก็ไล่ทั้งรติมากับอวัชออกจากห้องไปก่อน ซึ่งตอนแรกชายหนุ่มไม่ยอมจะอยู่เฝ้ามารดาให้ได้นวลฉวีจึงหาข้ออ้างว่าโสภิตายังไม่อยากเจอหน้าเขาตอนนี้ให้เขาไปนั่งคอยอยู่ข้างนอกก่อนแล้วท่านจะช่วยพูดให้โสภิตาหายโกรธเองนั่นแหละอวัชถึงได้ยอมออกไป
เมื่อลูกๆ ออกไปแล้ว คราวนี้ห้องทั้งห้องก็เหลือเพียงสี่คนเท่านั้นอย่างที่้า
“ออกไปกันแล้วใช่ไหม” โสภิตาถาม
“ออกไปกันแล้ว” นวลฉวีบอกเมื่อปิดประตูห้องเรียบร้อยแล้ว
“คุณโส...คุณนี่เหลือเกินจริงๆนะ จะทำอะไรก็บอกกันบ้างสิเล่นเอาผมหัวใจเกือบวายตาม”สุชาติต่อว่าภรรยาตัวเองอย่างน้อยใจ
“ขอโทษค่ะคุณ มันกะทันหันไปหน่อยแต่ถ้าฉันบอกคุณก่อนคุณก็อาจแสดงไม่สมบทบาทก็ได้นะ”
“เธอนี่มันน่าได้รางวัลตุ๊กตาทองคำนะยัยโสแสดงเก่งมากจนพวกเด็กๆ เชื่อสนิทใจเลย”
“แหม...เธอเองก็เหมือนกันยัยนวลทำท่าให่วงใยฉันซะแเีเชียว”
“นี่ใจคอจะชมกันเองอยู่สองคนงั้นเหรอ” ดำรงบอกเสียงกลั้วหัวเราะ
“แหม...คุณก็เก่งคุณสุชาติเองก็เก่งด้วยเหมือนกันค่ะ” นวลฉวีเอ่ยเอาใจสามีตนและสามีเพื่อนรัก
“เอาเป็ว่าตกลงพวกเราเล่นละครเก่งเหมือนกันหมดก็แล้วกันนะ” สุชาติสรุปให้ ทุกคนจึงพากันหัวเราะอย่างครื้นเครงเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปเมื่อครู่นี้