“จื่อโยวเ้ามั่นใจหรือว่า้าถอนหมั้น? ถึงแม้ช่างเอ๋อร์จะกระทำการตามอำเภอใจไปบ้างแต่ในเมื่อทั้งข้าและฝ่าาต่างก็อยู่ในที่แห่งนี้พวกเราย่อมไม่ปล่อยให้เ้าได้รับความอยุติธรรม”สีหน้าของฮองเฮาหนียงเหนียงเปี่ยมไปด้วย ‘ความเมตตา’ ยามกล่าวรับประกันกับเสิ่นจื่อโยว
แต่เสิ่นจื่อโยวมองออกว่าในก้นบึ้งของแววตานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยแผนการชั่วร้าย
เหอะแต่ไรมาเสิ่นจื่อโยวก็ไม่ชอบให้ผู้อื่นใช้ตนเองเป็ด้ามหอก
“หม่อมฉันแน่ใจเพคะ”เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เผชิญกับสายตาของคนทั้งสองที่อยู่บนพระที่นั่งทุกถ้อยคำล้วนชัดเจน
“ที่สำคัญการที่หม่อมฉัน้าถอดถอนการหมั้นหมายมิใช่เพราะรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควรกับองค์ชายสามทั้งยังไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าท่าทีขององค์ชายสามทำให้หม่อมฉันต้องรู้สึกถึงความละอายเพียงแต่นี่คือการตัดสินใจของตัวหม่อมฉัน เป็ความปรารถนาของหม่อมฉันเองชีวิตนี้หม่อมฉันไม่ร้องขอเกียรติยศความมั่งคั่งมีเพียงสิ่งเดียวที่ปรารถนาก็คืออิสระเพคะ”
ฮึ!ช่างเป็วาจาที่ยิ่งใหญ่เสียจริง!
ทุกคนต่างมองเสิ่นจื่อโยวด้วยสีหน้าตกตะลึงไม่รู้ว่านางเอาความกล้าและหนังหน้ามาจากที่ใดจึงได้กล้ากล่าวถ้อยคำพรรค์นี้ออกมา
ไม่ใช่เพราะองค์ชายสามรังเกียจนาง แต่เป็เพราะนางรังเกียจที่จะไร้อิสรภาพหากต้องแต่งให้กับองค์ชายสาม?!
เหอๆมิน่าเล่าจึงกล่าวกันว่าเสิ่นจื่อโยวเป็คนโง่เขลา ที่แท้ก็โง่เขลามากจริงๆ
ฮ่องเต้ทรงกระแอมไอสองคราด้วยความสัตย์จริงเขาไม่พอใจใน ‘สัญญาการแต่งงาน’ นี้เซวียนหยวนช่างเป็บุตรที่เกิดจากสนมที่เขาโปรดปรานมากที่สุดแล้วเขาจะยินดีให้องค์ชายสามรับบุตรตรีของอนุแห่งจวนเสนาบดีที่ทั้งอัปลักษณ์โง่เขลาและไร้ประโยชน์เป็พระชายาเอกได้อย่างไร
เพียงแต่ตระกูลซูมีขุนนางขุนพลที่จงรักภักดีมาหลายชั่วอายุคนหากวันนี้ต้องถูกทำลายสัญญาหมั้นหมายด้วยเหตุวงศ์ตระกูลตกอับนี่ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างความหนาวสะท้านแก่หัวใจผู้คนทั้งยังอาจก่อให้เกิดคำครหาในภายหลัง
บัดนี้เมื่อเสิ่นจื่อโยวเสนอการถอนหมั้นออกมาด้วยตนเองสำหรับฮ่องเต้แล้วนี่จึงถือเป็เื่ประเสริฐยิ่งกว่าเื่ใด
ด้วยเหตุนี้เขาจึงแสร้งปั้นท่าทอดถอนใจยาว“ใต้เท้าซูเป็ขุนนางผู้จงรักภักดีน่าเสียดายที่ยามนี้ต้องนอนอยู่บนเตียงเพราะอาการเจ็บป่วย ตามหลักการแล้ว ให้หลานสาวของเขาแต่งให้กับช่างเอ๋อร์ถือเป็เื่ที่ไม่เลวเพียงแต่ในเมื่อแม่นางเสิ่นมีความคิดและอุดมการณ์ของตนเช่นนั้นพวกเราก็จะไม่บีบบังคับให้เ้าต้องลำบากใจการหมั้นหมายนี้จึงให้เป็โมฆะไปเสีย”
ฮ่องเต้ทรงสะบัดชายแขนฉลองพระองค์เป็สัญญาณว่าไม่ประสงค์ให้หารือเื่นี้อีก
“ขอบพระทัยฝ่าา”เสิ่นจื่อโยวถวายความเคารพก่อนจะกลับไปยังที่นั่งของตนเองด้วยท่าทีสงบนิ่ง
คนในราชวงศ์ทุกคนล้วนแต่เป็นักแสดงขั้นเทพหากฮ่องเต้ทรงมีความละอายพระทัยต่อตระกูลซูจริงหลายปีมานี้จะทรงแสดงท่าทีเพิกเฉยต่อตระกูลซูเช่นนี้หรือไม่กระทั่งเกริ่นถึงงานหมั้นหมายนี้?
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักจาง ๆเป็รอยยิ้มหยัน
บริเวณที่ประทับของบรรดาองค์ชายองค์ชายรองใช้แขนกระทุ้งเซวียนหยวนช่างที่นั่งอยู่ด้านข้างพลางกล่าวกับเขา“ครานี้เ้าวางใจแล้วใช่หรือไม่ ไม่ต้องรับหญิงอัปลักษณ์ผู้นั้นเป็พระชายาแล้ว”
เซวียนหยวนช่างแค่นเสียงหัวเราะหยัน“เหอะ วางใจ?!ข้าพอจะทำนายล่วงหน้าได้เลยว่าพรุ่งนี้ข้าจะต้องตกเป็หัวข้อสนทนาขำขันไปทั่วทุกตรอกเป็แน่!”
เขาในฐานะองค์ชายสามแต่กลับถูกหญิงอัปลักษณ์แห่งจวนเสนาบดีผู้โด่งดังเสนอการถอนหมั้นหลังพ้นวันนี้ไปไม่รู้ว่าพวกปากพล่อยเ่าั้จะแต่งแต้มเื่ราวของเขาอย่างไร
กล่าวว่าเขาถูกหญิงอัปลักษณ์รังเกียจ?!
เซวียนหยวนช่างรู้สึกเสมือนฝ่ามือนี้ได้ตกลงบนใบหน้าเขาอย่างแรง
เจ็บ เจ็บแสบปวดร้อนยิ่งนัก
“เอาล่ะ ๆอย่าได้กังวลใจกับเื่นี้อีกเลย จบด้วยดีก็ดีแล้วข้าดูท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนของฮองเฮานั่นหากเสิ่นจื่อโยวไม่ขอถอนการหมั้นหมายด้วยตนเองก็ไม่แน่ว่านางอาจจะยัดเยียดเสิ่นจื่อโยวให้เข้าไปอยู่ในตำหนักหลังของเ้าหรือว่าเ้าอยากจะอภิเษกสมรสรับหญิงอัปลักษณ์มาเป็ชายาเอกจริง ๆ” องค์ชายรองตบบ่าเขากล่าวปลอบประโลม
“ก็คงทำได้เพียงคิดเช่นนี้แล้ว”เซวียนหยวนช่างกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำเบา
ทว่าเขาก็ยังรู้สึกคับข้องใจเป็อย่างยิ่งหากมีโอกาสเขาต้องไม่ปล่อยเสิ่นจื่อโยวสตรีผู้นี้เป็แน่!
ในระหว่างที่เสิ่นจื่อโยวเดินกลับไปยังที่นั่งของตนเองก็ได้ผ่านที่นั่งของเสิ่นเชียนซี
เสิ่นเชียนซีปรายตามองเสิ่นจื่อโยวปราดหนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดสี“ดีที่เ้ายังพอมีสำนึก ตระหนักได้ว่าตนเป็เพียงหญิงอัปลักษณ์ไร้ค่าหากอภิเษกสมรสให้กับองค์ชายสามจุดจบย่อมไม่ดี”
ครั้นนางได้ยินว่าคู่หมั้นั้แ่วัยเยาว์ขององค์ชายสามก็คือเสิ่นจื่อโยวผ้าเช็ดหน้าในมือนางก็ถูกบิดจนแทบแหลกละเอียด!
องค์ชายสามเป็พระโอรสที่ถือกำเนิดจากสตรีที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานมากที่สุดกาลข้างหน้าอาจได้ขึ้นเป็องค์รัชทายาท!
เสิ่นเชียนซีที่เฝ้าหวังตำแหน่งพระชายาเอกแห่งองค์รัชทายาทมาโดยตลอดจะทำใจเบิกตามองเสิ่นจื่อโยว่ชิงตำแหน่งนี้ไปอย่างง่ายดายได้อย่างไร
นางไม่มีวันยินยอมพ่ายแพ้ให้กับคนไร้ประโยชน์เช่นนี้นางไม่มีวันยินยอมเป็แน่!
“ไร้ค่า?” เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วสบสายตากับเสิ่นเชียนซีด้วยสีหน้าเรียบเฉย มุมปากยกหยัก“ไม่รู้ว่าเมื่อคืนวานเป็ผู้ใดกันแน่ที่คลานหนีออกไปจากเรือนของข้าพร้อมเสียงคร่ำครวญ”
“เ้า!” เสิ่นเชียนซีเดือดดาลนางเกือบลืมความพ่ายแพ้นี้ไปแล้ว “เ้าเป็นักเวทิญญา?! เ้าเคยลอบฝึกบำเพ็ญเพียร?”
เสิ่นเชียนซีเข่นฟันถลึงตามองเสิ่นจื่อโยว
“ไม่ใช่”เสิ่นจื่อโยวตอบกลับด้วยท่าทีสงบนิ่ง
อย่างน้อยนางในยามนี้ก็ยังไม่ใช่ทว่ากาลข้างหน้า...นางคิดถึงคำพูดของบุรุษผู้นั้นั์ตาของเสิ่นจื่อโยวสะท้อนแสงวาวโรจน์
“เหอะกระทั่งนักเวทิญญาก็ยังไม่ใช่แล้วเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน”เสิ่นเชียนซีแค่นเสียงหัวเราะ “เื่เมื่อคืนเป็เพียงอุบัติเหตุเ้าอย่าได้ลำพองตนว่าทุกคราจะสำเร็จ”
“อ้อ? เช่นนั้นลองว่ามาสิว่าเ้า้าอย่างไร”เสิ่นจื่อโยวย้อนถามอย่างรู้สึกสนุก
เสิ่นเชียนซีชี้ไปยังสนามฝึกที่อยู่ด้านนอกพระที่นั่งไกลๆ แล้วกล่าว “เห็นนั่นหรือไม่อีกครู่เมื่องานเลี้ยงจบลงแล้วฝ่าาก็จะมีรับสั่งจัดให้มีการประลองการต่อสู้ถึงยามนั้นเ้าก็มาประลองกับข้าให้รู้ดำรู้แดง!”
เสิ่นจื่อโยวหันไปมองสนามฝึกก่อนจะพบว่าที่นั่นมีเป้าธนูวางเรียงรายนี่คงเป็ ‘การประลองการต่อสู้’ ที่จัดเตรียมไว้
ประลองยิงธนู? เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้ว
“ตกลง” เสิ่นจื่อโยวก้มศีรษะลงมุมปากยกหยักขณะที่มองไปยังเสิ่นเชียนซี “เช่นนั้นพวกเราก็มาประลองกันสักครา”
เสิ่นเชียนซีพลันชะงักด้วยคิดไม่ถึงว่าเสิ่นจื่อโยวจะตอบรับอย่างง่ายดาย
ทว่าแต่ไรมานางก็ประเมินตนสูงส่งไม่เคยคิดว่าตนเองจะแพ้การประลองต่อสู้ให้กับคนสติวิปลาสไร้ค่าที่ไม่เคยผ่านการฝึกซ้อมอันใดมาก่อน
“หึ นี่เป็สิ่งที่เ้าตอบตกลงเองถึงเวลานั้นเมื่อแพ้ก็อย่าได้เสียใจภายหลัง ใช่แล้วในเมื่อเป็การเดิมพันพวกเราก็ควรมีสิ่งเดิมพันบางอย่าง”รอยยิ้มของเสิ่นเชียนซีดูแปลกพิกล
“อ้อ? วางเดิมพันหรือ ตกลงว่ามาเถิดว่าเ้าอยากจะวางเดิมพันอันใด”
“หากเ้าแพ้จะต้องปลดผ้าปิดบังใบหน้าต่อหน้าธารกำนัลแล้วหมอบลงบนพื้นร้องเสียงสุนัขเป็อย่างไร”
เสิ่นเชียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงชั่วร้ายั์ตาฉายประกายคาดหวัง
“ตกลง แล้วหากเ้าแพ้เล่า?” เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วย้อนถาม
“ช่างน่าขัน! ข้าจะแพ้ได้อย่างไร!”เสิ่นเชียนซีรีบโต้กลับ รอยยิ้มหยันปรากฏเต็มใบหน้า
“ในเมื่อเป็การเดิมพัน เช่นนั้นทั้งสองฝ่ายย่อมต้องมีการตกลงกันทั้งคู่จึงจะยุติธรรมข้าขอกล่าวอย่างไม่น่าฟังไว้ก่อนหากสิ่งเดิมพันของเ้าไม่สามารถทำให้ข้ารู้สึกสนใจได้ข้าย่อมไม่มีวันประลองกับเ้า”เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยเสียงเนิบช้า
เสิ่นเชียนซีถลึงตามองนางด้วยความเกลียดชัง
“ตกลงเช่นนั้นหากข้าแพ้ข้าจะกลิ้งตัวบนพื้นสองรอบ ร้องเสียงสุนัขสักสองสามเสียงทั้งยังจะะโลงไปในสระน้ำที่อยู่ด้านข้างเป็อย่างไร”
ด้วยอารามร้อนรนอยากเห็นเสิ่นจื่อโยวอับอายทั้งยังมั่นใจในความสามารถของตนอย่างเต็มกำลัง เสิ่นเชียนซีจึงได้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา
เสิ่นจื่อโยวกวาดตามองสระน้ำที่อยู่ด้านนั้น
สารทฤดู น้ำในสระบงกชหนาวเย็นยิ่งนัก...
“ดี ตกลง”เสิ่นจื่อโยวปรบมือพลางกล่าว ภายใต้ผ้าคลุมหน้าปรากฏรอยยิ้ม
น่าประหลาดใจหรือไม่