สองเท้าก้าวผ่านประตูด้วยความมั่นคงลำตัวตั้งตรง สายตาจับจ้องไปยังสิ่งก่อสร้างเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง
ตึก…ตึก…
เสียงสะท้อนของฝีเท้าก้องเป็จังหวะในความเงียบงันจนทุกย่างก้าวฟังดูดังเกินจริงในพื้นที่ที่ไม่มีชีวิตใดอยู่มานาน
กาลเวลาหยุดห้องโถงแห่งนี้ไว้ให้นิ่งงันมานับศตวรรษอากาศเย็นเฉียบแฝงกลิ่นหินเก่าและฝุ่นที่ไม่เคยถูกรบกวนเสาหินสูงตระหง่านเรียงตัวอย่างสมมาตร แผ่แรงกดดันลี้ลับโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
และยิ่งโจเวลเดินลึกเข้าไปแรงกดดันนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น คล้ายว่าสถานที่แห่งนี้กำลังยอมรับเขาทีละก้าวหรือไม่ก็ประเมินว่าเขาคู่ควรหรือไม่
ผนังและพื้นเต็มไปด้วยรอยสลักโบราณเป็เส้นสายที่ดูคล้ายอักขระหากเพ่งมองให้ดี กลับให้ความรู้สึกว่ามันจ้องตอบผู้มาเยือนอยู่โดยตรงไม่ใช่เพียงภาพลวงตา แต่เป็เจตจำนงที่ผู้สลักจงใจทิ้งไว้ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ในนั้น
เหนือศีรษะช่องเพดานที่พังเปิดโล่งรับแสงจันทร์ทอดลงกลางห้อง เป็สปอตไลต์ที่ชี้นำบางสิ่ง
แท่นบูชาหินสีเข้มตั้งอยู่ตรงนั้นรูปทรงและการแกะสลักถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตไร้รอยตำหนิทั้งที่กาลเวลาควรจะกัดกร่อนมันไปแล้ว ลวดลายบริเวณฐานไม่ใช่เพียงเครื่องประดับแต่คือสัญลักษณ์ตราประจำตระกูลลาเมทัสที่ถูกจารึกไว้เด่นชัด
แม้เพียงมองก็รับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่กดทับอยู่ในชื่อสกุลนั้น ไม่ใช่แค่เกียรติยศแต่เป็หน้าที่ ที่หนักพอจะบดขยี้คนทั้งสายเืได้
“หืม…”
กลางแท่นดาบใหญ่สองคมถูกปักลงอย่างมั่นคง ใบมีดนิ่งสนิท ทว่ากลับแฝงพลังอำนาจอันมหาศาลมันไม่ใช่เพียงวัตถุ แต่เป็สิ่งที่ถูกจองจำและรอการปลดปล่อย
เมื่อแสงจันทร์ตกกระทบมันสะท้อนแสงเย็นเยียบ ปลุกแรงปรารถนาให้รุนแรงขึ้น
“ไม่ผิดแน่”เป็ดาบเล่มเดียวกันกับที่เขาเห็นในความฝัน
เมื่อตรึกตรองดูแล้วมันไม่ใช่แค่เพียงความฝัน แต่เป็ภาพที่ตั้งใจส่งถึงเขา
บริเวณด้ามและร่องสลักรอบฐานดาบถูกออกแบบอย่างจงใจมีช่องเล็กๆ วางตำแหน่งไว้อย่างแม่นยำ เชื่อมโยงกันเป็สายทั่วแท่นบูชาจากการสำรวจ เขาพบว่า ทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อยืนยันตัวตนของผู้ที่จะมาถึง
แม้จะไร้คราบหรือร่องรอยใดแต่กลับชวนให้เข้าใจได้โดยไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม
สิ่งที่้ามีเพียงอย่างเดียว…
“เื”
บริเวณใต้สัญลักษณ์ตระกูลมีข้อความจารึกอยู่บนหิน ตัวอักษรถูกสลักลึกแน่นและมั่นคงเป็ภาษาที่เขาไม่อาจอ่านหรือเข้าใจได้ ตัวอักษรแต่ละตัวกลับคมชัดผิดธรรมชาติตรงข้ามกับการถูกทิ้งร้างไร้การดูแล
ยิ่งจ้องมองโจเวลรู้สึกได้ว่าเหมือนมันกำลังพยายามสื่อสารกับเขาโดยตรงความเงียบของห้องนี้ก็เริ่มไม่ใช่ความเงียบธรรมดาอีกต่อไป
“ดูท่า…จะมีใครบางคนทิ้งเื่ราวไว้ที่นี่”เขาเคยได้ยินมาว่าหากเป็สุสานหรือแท่นลักษณะนี้มักจะมีเื่ราวของผู้สร้างถูกบันทึกไว้หรือรำลึกถึงอะไรสักอย่าง
ถัดออกไปด้านหลังแท่นบูชาบัลลังก์หินสูงตั้งตระหง่านอยู่เหนือขั้นบันไดหลายชั้นในเงามืดและมีสิ่งหนึ่งที่ชวนให้หัวใจสะดุดหยุดนิ่งอยู่
“…”
โครงกระดูกในชุดเกราะโบราณนั่งนิ่งอย่างสง่างามแม้กาลเวลาจะผ่านไป แต่เกราะยังคงรูปทรงและลวดลายบ่งบอกถึงยศศักดิ์ของผู้
แม้ไร้ลมหายใจท่วงท่าการประทับนั่งกลับยังสื่อถึงความสูงส่งอันน่าเกรงขามกะโหลกภายใต้หมวกเหล็กเอนเล็กน้อย ในลักษณะกำลังทอดสายตามองลงมายังแท่นบูชาหรือบางที…อาจกำลังจ้องมองผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“อย่าบอกนะว่า…เสียงเมื่อครู่เป็…”
เสียงของเขาเบาลงโดยไม่รู้ตัวตระหนักได้ว่าจะปลุกบางสิ่งที่ไม่ควรถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“…”โจเวลยกระดับความระมัดระวังถึงขีดสุด ประสาทััทั้งห้าถูกหยิบขึ้นใช้งาน
...
หลายนาทีผ่านไป ทุกอย่างยังคงเงียบสงบจนเหมือนสถานที่แห่งนี้มีไว้เพื่อการเฝ้ารอที่ถูกตรึงไว้กับกาลเวลารอคอยผู้ที่คู่ควร โลหิตอันถูกต้อง และผู้ที่มีสิทธิ์ดึงดาบเล่มนั้นขึ้นมา
“แปลก…ทำไมถึงเข้าใจได้”
ทุกเงื่อนไขถูกบันทึกไว้ใต้ฐานแท่นที่เขาเพิ่งัั
“ข้าก็คือเงื่อนไขสินะ”แม้ร่างกายอาจจะใช่ แต่จิติญญากลับไม่สามารถรับรองได้
โจเวลกลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างฝืดคอความคิดวูบหนึ่งทำให้เขาไม่อยากจินตนาการต่อ
ร่องรอยการต่อสู้ตลอดทางเดินถ้ำเขาสามารถมองเห็นหลักฐานการต่อสู้มากมาย แต่กลับกันตรงลานกว้างหน้าประตูกลับดูสะอาดเกินกว่าจะเป้าหมายของการสำรวจ
“…”
โจเวลเดินไปหยุดยืนหน้าบัลลังก์ก่อนก้มศีรษะทำความเคารพให้เกียรติต่อบุคคลที่จากไปแม้จะไม่แน่ใจนักว่าใครเป็ผู้รับมัน
ทันทีที่สายตาต่ำลงเขากลับเห็นข้อความสลักอยู่บนพื้น
“คำสัตย์ของบรรพชนได้ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น โปรดปลดพันธนาการอันเป็นิรันดร์ให้แก่พวกเราด้วยเถิด”
เพียงอ่านถึงตรงนี้เข้าใจได้ถึงความรู้สึกอึดอัดของสถานการณ์ที่กำลังกดทับลงบนไหล่
“คำสัตย์…”
ไม่ใช่แรงกดดันของสถานที่แต่เป็แรงกดดันการกระทำที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จ
โจเวลยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดแต่แน่ชัดเพียงอย่างเดียว เขาจำเป็ต้องดึงดาบเล่มนั้นออกมา เพื่อออกจากที่แห่งนี้
“คงเลี่ยงไม่ได้…ขอล่วงเกินด้วยความเคารพ”กล่าวจบ หมุนตัวเดินไปยังแท่น
ก่อนกัดปลายนิ้วตนเองให้เืไหลออก
ติ๋ง…
หยดเืตกลงสู่ช่องว่างตรงด้ามดาบพอดี
วูบ!
แสงสีเงินสว่างวาบทั่วทั้งแท่นรอยอักขระเรืองแสงเจิดจ้า ก่อนจะมีเสียงครืดดังขึ้น
“เอาละนะ” สองมือจับด้ามดาบใหญ่แน่นเขากลั้นหายใจแล้วดึงมันออก
ในวินาทีเดียวกันความหมายของถ้อยคำจารึกทั้งหมดพลันผุดขึ้นในห้วงความคิดของโจเวล
ไม่ใช่การแปลความหมายแต่เป็การส่งผ่านเื่ราวให้ทำความเข้าใจโดยตรง เขารับรู้มันในทันทีแม้จะยังไม่อาจเรียบเรียงทั้งหมดได้ละเอียดมากนัก
“เข้าใจแล้ว…แบบนี้เอง”
กึก…
แท่นบูชาเคลื่อนตัวยุบลงไปกับพื้นภาระหน้าที่อันยาวนานสิ้นสุดลงทั่วทั้งห้องโถงสั่นะเืราวกับเป็พยานของเหตุการณ์ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
ดาบใหญ่ถูกชูขึ้นท้าทายแสงจันทร์ความพอดีในมือทำให้โจเวลประหลาดใจ
“ขนาดใหญ่เช่นนี้ คงพกยาก-”
ไม่รู้ว่าเพราะมันรับรู้เจตนาได้หรือเป็คุณสมบัติพิเศษของมันกันแน่ ดาบใหญ่ในมือสั่นไหวแ่เบาแสงสีเงินไหลไปตามคมมีดดุจมีชีวิต
เพียงชั่วพริบตาโครงสร้างอันหนักอึ้งบิดตัวอย่างไร้เสียง แตกสลายเป็เส้นแสงก่อนจะหดรวมเข้าหากันอย่างเป็ระเบียบกลายเป็แหวนที่สวมลงบนนิ้วชี้ข้างขวาของเขาอย่างพอดีเหมือนถูกสร้างมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
ตัวแหวนสลักลวดลายวิจิตรสีทองสลับเงินพันเกี่ยวกันเป็เส้นสายซับซ้อน คล้ายรากไม้โบราณแ่แสงเรืองรองใต้ผิวโลหะ กลางวงประดับอัญมณีสีแดงสดลึกใสประหนึ่งหยดโลหิตที่หยุดนิ่ง ภายในปรากฏสัญลักษณ์ตระกูลส่องแสงริบหรี่คล้ายกลุ่มดาวที่เคลื่อนไหวอยู่ภายใน
เมื่อแสงจันทร์ตกกระทบอัญมณีเปล่งประกายตอบสนอง ยืนยันความเป็เ้าของอย่างเงียบงัน
น้ำหนักของมันเบาจนน่าแปลกแต่ความรู้สึกกลับหนักแน่นลึกถึงแก่นกาย เป็บางสิ่งที่ผูกพันกับเขาแล้ว
ฉับพลัน!
ตรงหน้ามีข้อความปรากฏขึ้นมันดูคุ้นตาเสียจนไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริงกับเขา
“อย่าบอกนะว่า…”
[ ตรวจพบสายเืลาเมทัส –ยืนยันตัวตนผู้สืบทอด ]
[เริ่มการปรับระบบให้เข้ากับผู้ถูกเลือก ]
[ การซิงโครไนซ์: 12%…
47%…
73%...
100% ]
[ ปลดล็อก: ระบบมาเฟีย – โจเวล ลาเมทัส ]
“เดี๋ยว ระบบอะไรนะ!”
[เนื่องจากอยู่ในพื้นที่ไม่มีความเสถียร ]
[ ปิดระบบการใช้งานชั่วคราว ]
แล้วหน้าจอระบบที่เห็นก็หายไปต่อหน้าต่อตาโจเวลรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในร่างกายหล่นวูบ
“อะไรวะ”
...
หลังจากสำรวจอยู่ครู่หนึ่งพบว่านอกจากคริสตัลหลากสีในห้องแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีก
ครืด…อักขระโบราณถูกเขียนขึ้นโดยไม่มีใครกำกับตรงบริเวณแท่นบูชาเก่าร้อยเรียงถ้อยคำที่ไม่เข้าใจ วงกลมหลายชั้นซ้อนทับรอบนอกของข้อความ
“ทางออก”
แสงจันทร์ทวีความสว่างขึ้นชโลมทั่วห้องโถงด้วยออร่าแปลกประหลาดละอองแสงสีขาวร่วงหล่นจากเบื้องบนราวหิมะบางเบาคริสตัลรอบห้องตอบสนองด้วยการเปล่งประกายหลากสีสัน
โจเวลหันกลับไปมองบัลลังก์อีกครั้ง
โครงกระดูกอันลึกลับเริ่มสลายกลายเป็เศษฝุ่นผงอย่างเชื่องช้า
“ขอโทษ” เสียงทุ้มต่ำดัง
ร่างิญญาของชายวัยกลางคนค่อยๆปรากฏขึ้น เขาก้าวลงจากบัลลังก์ สายตาเต็มไปด้วยความสำนึกผิดริ้วรอยความหนักอึ้งฝังลึกทั่วใบหน้าเส้นผมสีขาวแซมแสงเงินถูกปล่อยยาวโดยไม่ได้ดูแล
เป็วินาทีที่เขาปรากฏกายจริงครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษ
โจเวลรับรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่กำลังรออยู่ต่อจากนี้…หนักหนายิ่งกว่าดาบในมือหลายเท่านัก
ถึงอย่างนั้น…การมีชีวิตเพื่อเป้าหมายย่อมดีกว่าการล่องลอยอย่างไร้ทิศทางเช่นในอดีต
“วางใจเถอะต่อจากนี้ข้าจะรับ่ต่อให้เอง เชิญท่านพักผ่อนให้สบาย” โจเวลกล่าวด้วยความจริงใจ
ชายผู้นั้นพยักหน้าช้าๆพร้อมส่งมอบรอยยิ้มอันกล้ำกลืน แล้วร่างอันโปร่งใสก็สลายหายไป
เริ่มมีแสงจากวงแหวนเวทบนพื้นลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีในดันเจี้ยนหนึ่งครั้ง สองครั้งและหลายครั้งต่อเนื่องตามความเร็วที่มากขึ้น
ร่างของเขาถูกยกขึ้นตามแรงลมที่หมุนอยู่ภายในแล้วภาพทุกอย่างที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ดับวูบลง
…
เสียงนกร้องเป็จังหวะกิ่งไม้พริ้วไหวกระทบกันไปมา กลิ่นอายป่าเขียวชื้นแผ่กระจายลมเย็นปะทะผิวกายอย่างอ่อนโยน
โจเวลขยับตัวผ่อนคลายบิดี้เีเปลือกตาเปิดขึ้นช้าๆ
เขาพบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นหญ้านุ่ม ณที่ใดสักแห่ง แสงแดดลอดผ่านใบไม้ ดวงอาทิตย์ยังไม่ถึงกลางศีรษะบ่งบอกเวลาเป็่สาย
“ออกมาได้แล้ว”เขาพึมพำพลางตรวจสอบร่างกาย
แม้เสื้อผ้าจะขาดลุ่ยแต่ร่างกายกลับรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนอย่างชัดเจน
“นายน้อยยย…”เสียงคุ้นเคยแว่วมาไกลตามสายลม
“นายน้อยขอรับ…”
หัวใจเขาสะดุดเล็กน้อยความรู้สึกผิดผุดขึ้นเมื่อคิดถึงเอเมอร์และแซมทั้งคู่คงต้องรับแรงกดดันจากเบื้องบนแน่นอน
“ทางนี้” เขาะโตอบ
เพียงชั่วครู่ร่างของทั้งสองก็วิ่งเข้ามาในสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าเขา ใบหน้าซูบซีดร่างกายเต็มไปด้วยาแ เสื้อผ้าแทบไม่เหลือสภาพ
“นายน้อยในที่สุด…ในที่สุดก็พบท่านเสียที”
เอเมอร์ทรุดคุกเข่าลงอย่างหมดแรง
“บอส…” แซมแทบหมดสติเปลือกตาปิดลงเกือบครึ่ง
“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเ้า”โจเวลถามด้วยความใ
เอเมอร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาเอ่อด้วยน้ำตารับรู้ได้เลยว่าผ่านเื่ราวมาเยอะไม่แพ้เขาแน่นอน
“พวกข้า…ตามหาท่านมาตั้งสองอาทิตย์”