“ฮะ! อูจินยังมีชีวิตอยู่เหรอเนี่ย”
ครูประจำชั้นสมัยอูจินอยู่ม.ปลายปีสามแสดงอาการใเหมือนเห็นผีอูจินเห็นแบบนั้นจึงยิ้มเจื่อน ๆ ออกมา
ตอนเกิดดันเจี้ยนอุบัติมีผู้เสียชีวิตมากมายจนนับไม่ถ้วนดูท่าเขาคงคิดว่าอูจินเป็หนึ่งในนั้น
อูจินไม่ได้รู้สึกอะไรเป็พิเศษนั่นอาจจะเป็เพราะสำหรับเขานี่เป็การพบกันอีกครั้งหลังผ่านไปกว่ายี่สิบปีจริง ๆ
หลังจากนั้นเขากับครูประจำชั้นก็ช่วยกันหาระเบียนสะสมของเขา
“อ๊ะตรงนี้มีเบอร์โทรศัพท์เขียนไว้แฮะ”
ครูประจำชั้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาลองกดโทร.ออกทันทีแม้จะมีโอกาสที่ทางนั้นอาจเปลี่ยนเบอร์ไปแล้วก็ตามแต่ก็เป็ไปได้ที่อาจจะไม่ใช่เช่นนั้นเหมือนกัน
จะได้ยินเสียงของแม่ไหมนะจะเปลี่ยนเบอร์ไปแล้วหรือเปล่านะ
อูจินที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโซฟาใจเต้นไม่เป็สํ่า
“สวัสดีค่ะ?”
เสียงของหญิงวัยกลางคนที่ฟังดูอ่อนแรงดังขึ้นครูประจำชั้นจึงพูดด้วยโทนเสียงสำหรับรับรองผู้ปกครองอันเป็เอกลักษณ์ของเขา
“ครับสวัสดีครับ ผมอีซังอู เป็ครูที่โรงเรียนมัธยมปลายมีโดครับ”
“คะ?โรงเรียนมัธยมปลายมีโดเหรอคะ”
นํ้าเสียงสั่นเครือนั่นคล้ายกับเสียงของแม่ที่เลือนรางในความทรงจำเหลือเกินอูจินหัวใจเต้นเร็วขึ้นและรู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมา
“ครับทางนั้นใช่คุณอีซูกยองหรือเปล่าครับ”
“ค่ะใช่ค่ะ มีอะไรเหรอคะถ้าเป็โรงเรียนมัธยมปลายมีโดละก็ลูกคนโตของฉันเขาเคยเรียนอยู่ที่นั่น...”
เสียงที่ได้ยินจากอีกฟากของโทรศัพท์ทำให้อูจินรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นตอนถูกแส้ของบัลร็อกฟาดเข้าตรงๆ ยังไม่เห็นเจ็บเท่านี้เลย
อูจินรีบรับโทรศัพท์มือถือของครูประจำชั้นมาราวกับจะแย่งจากมือก่อนพูดออกมาเสียงสั่น
“แม่”
“...”
ไม่มีคำพูดใดดังมาจากอีกฟากของโทรศัพท์แต่เขากลับััได้ว่าเธอกำลังใหรือกำลังสั่นไหวขนาดไหน
“แม่ผมอูจินเองครับ คังอูจิน”
กว่าคำว่าแม่จะออกมาจากปากได้นั้นยากกว่าการร่ายวงเวทเก้าวงเสียอีกแต่หลังจากเอ่ยคำพูดผ่านลำคอตีบตันจนแทบกลั้นนํ้าตาไม่ไหวกลับมีเพียงเสียงสะอื้นเท่านั้นที่ดังออกมาให้ได้ยินแทนคำพูดจากปลายสาย
“อะ...อูจินเหรออูจินของแม่เหรอ ใช่อูจินของแม่จริง ๆ ใช่ไหม”
อูจินบอกไม่ได้เลยว่าเขารู้สึกหดหู่แค่ไหนกับเสียงร้องไห้ครํ่าครวญนั้นทั้งความโศกเศร้าและความยินดีถ่ายทอดมาถึงตัวเขาจนนํ้าตาไหลออกมาในที่สุด
“ผมกลับมาแล้วครับ”
“อา จ้ะอูจิน”
เขาทั้งอดทนและพยายามมีชีวิตรอดมาตลอดยี่สิบปีก็เพื่อวินาทีนี้
“ย้ายไปอยู่ที่ไหนกันครับเดี๋ยวผมไปหา”
“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวแม่ไปหาเอง จะออกไปเดี๋ยวนี้เลย ลูกรออยู่ที่นั่นเฉย ๆ เถอะ”
หลังได้ยินเสียงตึงตังจากอีกฟากอูจินก็ส่งโทรศัพท์คืนให้ครูประจำชั้น
“ฮู่...”
เขากลืนก้อนสะอื้นลงไปแล้วพ่นลมหายใจออกมา
ครูประจำชั้นรับโทรศัพท์คืนมาก่อนบอกให้แม่ของเขาสงบใจลงจากนั้นก็คุยต่ออีกครู่หนึ่งแล้ววางสายเห็นแบบนั้นแล้วอูจินก็เกิดความคิดขึ้นมาว่าเขาควรรีบซื้อโทรศัพท์มือถือก่อนเป็อันดับแรก
“เห็นว่าน่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงสองชั่วโมงน่ะ”
“ฮู่...ขอบคุณครับครู”
“เฮ้อฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ฉันต่างหากต้องขอบคุณที่เธอยังมีชีวิตอยู่น่ะ”
“ผมขอเดินดูโรงเรียนหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้สิเอาแบบนั้นก็ได้”
อูจินเดินออกมาจากห้องพักครูเพราะคิดว่าตัวเองคงจะต้องกระวน-กระวายมากแน่ถ้าต้องนั่งเฉย ๆ ต่อไปอีกสองชั่วโมง
“เฮ้อต้องไปหาแจมินสักหน่อยแล้ว”
ถ้าเจอแม่แล้วละก็คงต้องขอเงินเป็การด่วนเพื่อคืนให้แจมินตามที่ยืมไป
การขอเงินพ่อแม่ทั้งที่อายุยี่สิบสี่แล้วค่อนข้างน่าอายไม่น้อยแต่จากนี้เขาตั้งใจจะเป็ลูกกตัญญูและตอบแทนพระคุณไปตลอดชีวิต
อูจินเดินฝ่าพวกเด็กๆ ที่กรูกันออกมาเต็มโถงทางเดิน คงเป็เพราะว่าตอนนี้เป็่พักพอดีละมั้ง
เมื่อพวกนักเรียนเห็นอูจินที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นที่เอาไว้สวมตอนนอนเดินผึ่งผายไปทั่วโรงเรียนก็ต่างพากันหันไปมองคนละที
“ว้าวหล่อสุด ๆ ไปเลย”
“ตัวก็สูงแถมเมื่อกี้ได้ยินว่าเป็รุ่นพี่โรงเรียนเราด้วย”
สำหรับพวกสาว ๆ ม.ปลายที่แทบจะปักธงใครก็ตามที่ไม่ได้สวมชุดนักเรียนว่าเป็สเป็กของตัวเองไปซะหมดต่างพากันกระซิบกระซาบพร้อมตบไม้ตบมือถูกใจกับพวกเดียวกันยกใหญ่
“เอิ่มแฟชั่นอย่างเชย”
“เชี่ยตัวหนาชะมัด เป็พวกว่างงานแบบไหนกันวะนั่น”
ส่วนพวกเด็กผู้ชายก็แอบมองอูจินด้วยสีหน้าไม่รับแขก
อูจินไม่ได้สนใจท่าทางเ่าั้พลางกวาดตามองหาห้องเรียนของแจมิน
ทางด้านแจมินในตอนนี้แค่จะออกไปห้องนํ้าใน่พักก็ยังทำไม่ได้ด้วยซํ้าเพราะเขากำลังถูกเด็กคนอื่นล้อมเอาไว้
“เฮ้แจมิน”
ทันทีที่อูจินเข้ามาหาด้วยท่าทางดีใจกลุ่มเด็กอันธพาลที่ล้อมแจมินอยู่ก็พากันสะดุ้งเฮือก
เริ่มจากอีซูฮยอกไปจนถึงพวกเด็กที่ถูกอูจินเล่นงานเมื่อวานพวกเขารีบพากันเบือนหน้าหนีเพราะเกรงจะเผลอสบตาเข้า ส่วนเด็กคนอื่น ๆที่อยู่ตรงนั้นเหลือบมองอูจินพร้อมพูดจาแดกดัน
“อะไรของหมอนั่นวะ”
“โหเอาจริงดิ นี่กลัวจะเป็พวกขี้แพ้จนถึงกับเรียกพี่ชายให้มาหาเลยเหรอ”
อูจินมองเด็กพวกนั้นที่นับคร่าวๆ น่าจะมีกันเกินเจ็ดคนพลางยิ้มขำก่อนจะสบตากับแจมินที่กำลังมีสีหน้าเป็กังวล
แจมินส่ายหน้าช้าๆ แต่อูจินกลับะโออกมาดังลั่น
“พวกนักเรียนนักเลงทั้งหลายตามฉันมาที่ดาดฟ้าให้หมด”
อูจินพาแจมินที่มีสีหน้ากลํ้ากลืนฝืนทนอย่างคนหมดแรงล่วงหน้าไปยังดาดฟ้าพวกเด็กเกเรทำหน้าเหมือนเื่นี้ช่างไร้สาระเสียเหลือเกิน แล้วจึงเดินตามเขาไป
“โหเวรเอ๊ย ไม่ไหวจะเคลียร์กับมันจริง ๆ เฮ้ย ไปเรียกเด็กห้องอื่นมาให้หมด”
เมื่อคนอื่น ๆเดินนำขึ้นไปบนดาดฟ้า อีซูฮยอกก็เดินตามพวกเขาไปเงียบ ๆพอเห็นว่ามีเด็กเกินยี่สิบคนเดินตามหลังภาพเหตุการณ์เมื่อวานก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
ใช่แล้ว แค่ประมาทไปหน่อยก็เลยเล่นงานมันผิดจุด หมอนั่นจะเอาอะไรมาสู้คนตั้งขนาดนี้
เหล่าเด็กอันธพาลกว่ายี่สิบคนรวมถึงอีซูฮยอกพากันก้าวออกจากประตูสู่ดาดฟ้าโรงเรียน
“หนึ่ง”
นํ้าเสียงที่แฝงความยโสโอหังเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมเปล่งออกมาจากปากของอูจิน
“พวกเรา!”
เหล่านักเรียนอันธพาลงอแขนพร้อมกดลำตัวลงวิดพื้นหนึ่งครั้งโดยพร้อมเพรียงกัน
“สอง”
“เป็ลิ่วล้อของแจมิน”
คู่กรณีอย่างแจมินที่ได้เห็นเด็กเกเรทั้งยี่สิบห้าคนเรียงแถวควํ่าหน้าวิดพื้นพร้อมๆ กันอย่างนั้นก็ไม่อาจเก็บซ่อนความประหลาดใจเอาไว้ได้
ไปเรียนอะไรมาจากูเาจีรีกันแน่นะ
คงต้องเรียนศิลปะการต่อสู้มาไม่ผิดแน่ถ้าไม่ใช่เขาจะจัดการกับพวกนักเรียนนักเลงตัวบึกยี่สิบห้าคนด้วยตัวคนเดียวในชั่วพริบตาได้ยังไงกันนี่ยังไม่ถึงหนึ่งนาทีเลยด้วยซํ้าดูเหมือนเขาจะสั่งวิดพื้นไปแล้วตั้งห้าสิบครั้งแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่หมดเวลาพักเลย
ตอนที่แขนของเด็กพวกนั้นสั่นพั่บๆ อูจินก็สั่งให้พวกเขามารวมตัวกัน
“เอาละทุกคนมาตรงนี้”
อูจินมองใบหน้าแดงกํ่าของเด็กพวกนั้นพลางแสยะยิ้มมุมปากโชคดีแค่ไหนที่ที่นี่คือโลก ถ้าเป็ที่ดาวอาร์เฟนละก็เ้าพวกนี้ไม่มีทางยืนอยู่ได้แบบนี้แน่
ร่างกายของอีกฝ่ายจะเปลี่ยนสภาพเป็อันเดดและกลายเป็มือเท้าให้แก่เขาส่วนิญญาจะแหลกสลายกลายเป็พลังเวทเพียงหยิบมือหนึ่งเท่านั้น
“เห็นไหมว่านี่คืออะไร”
“ทะ...ท่อแป๊บครับ”
“ใช่แล้วฉันเห็นชัดแจ๋วเลยนะว่าไอ้ตัวไหนมันเอามา”
อูจินหยิบท่อแป๊บเหล็กที่ใครสักคนถือมาเพื่อหวังเล่นงานเขาก่อนจะบิดมันจนโค้งงออย่างง่ายดาย แต่ดูเหมือนว่าเท่านั้นจะยังไม่พอเขาจับปลายท่อแป๊บที่บิดงอด้วยมือทั้งสองข้างก่อนจะกระชากมันท่อแป๊บที่ทำจากเหล็กถูกยืดออกเหมือนแท่งตังเม เมื่อถึงจุดที่ไม่อาจต้านทานแรงดึงได้ก็ขาดออกจากกันในที่สุด
อูจินมองพวกเด็กอันธพาลที่เหม่อมองเขาเหมือนิญญาหลุดออกจากร่างไปแล้วก่อนจะทิ้งท่อแป๊บเหล็กที่ถูกดึงจนขาดสองท่อนลงพื้น
เขายกมือขึ้นโอบไหล่แจมินที่ยืนอยู่ข้างๆ
“จะมาแตะต้องแจมินของฉันไม่ได้นะรู้ใช่ไหม”
“ไม่ยุ่งอีกแล้วครับ”
“จะไม่ก่อกวนเด็ดขาดเลยครับ!”
พวกเด็กอันธพาลแข่งกันะโเสียงดังเห็นแบบนั้นแล้วอูจินจึงพยักหน้าช้า ๆ ราวกับพึงพอใจ
“จะบูลลี่หรืออะไรก็แล้วแต่ห้ามทำ แล้วก็อยู่กันดี ๆ ล่ะ เข้าใจไหม”
“คะ...ครับ!”
“งั้นก็กลับไปเรียนกันได้แล้ว”
สิ้นเสียงอูจินเหล่านักเรียนอันธพาลพากันตาลีตาเหลือกลงไปจากดาดฟ้าด้วยความโล่งใจที่รอดชีวิตจากชายคนนี้แล้วแจมินมองอูจินด้วยสีหน้าเหม่อลอย
“โธ่ พี่แล้วจากนี้ผมจะมาโรงเรียนยังไงครับเนี่ย...”
ไม่มีทางที่เื่ใหญ่ขนาดนี้จะไม่เป็ข่าวลือแพร่ไปทั่วโรงเรียนอูจินยิ้มเผล่เมื่อเห็นเขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ถึงยังไงนายก็ต้องเรียนหนังสือไม่ใช่เหรอต่อไปไม่มีใครมาก่อกวนก็ดีแล้วไง”
เอ๋?อะไรเนี่ย ทำไมคำพูดนี้ถึงมีพลังโน้มน้าวได้นะ
ก็แค่เรียน ๆ ไปต่อให้ไม่มีเพื่อนแล้วไงล่ะ
เมื่อเห็นว่าแจมินทำหน้าวุ่นวายใจอูจินจึงยกมือขึ้นตบไหล่เขาเบา ๆ
“เออจริงสิฉันติดต่อแม่ได้แล้วละ เงินที่ยืมไปเดี๋ยวคืนให้นะ”
“มะ...ไม่เป็ไรหรอกครับพี่”
“ถึงพูดอย่างนั้นก็ไม่ได้”
แค่คิดว่าจะได้เจอแม่แล้วอูจินก็ตื่นเต้นจนอยู่ไม่สุขขึ้นมาส่วนแจมินพะว้าพะวังว่าเมื่อไรเสียงกริ่งเริ่มคาบเรียนจะดังสักทีเขาได้แต่ภาวนาให้เื่ของอูจินจบลงเร็ว ๆ
“ฉันจะตอบแทนนายแน่ๆ จะมีใครที่ไหนยอมให้คนแปลกหน้ามาค้างคืนง่าย ๆ แบบนั้นอีกล่ะ”
“ฮ่า ๆไม่หรอกครับ พี่เป็ฝ่ายช่วยผมก่อนนี่ครับวันนี้ก็เหมือนกันสะดวกเมื่อไหร่ก็มาได้ตลอดเลยนะครับ ผมจะให้พี่นอนค้างด้วย”
เขาอาจรู้สึกเขินอายเล็กน้อยเวลามาโรงเรียนไปสักระยะหนึ่งแต่ก็ไม่ใช่เื่แย่อะไรนักดูเหมือนว่าเด็กอันธพาลพวกนั้นคงจะไม่กล้ามายุ่งกับเขาแล้วละแต่ก็อาจมีบ้างที่คงจะพยายามทำให้เขารำคาญด้วยวิธีการงี่เง่าแบบเด็ก ๆ
“โอเคขอบใจที่คิดอย่างนั้นนะ เดี๋ยวฉันซื้อโทรศัพท์มือถือแล้วจะติดต่อไปถ้าเ้าพวกนั้นมาก่อกวนนายอีกก็โทร.หาฉันได้เลย”
อูจินเขย่าเศษกระดาษที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง
ยังไม่ได้ทำหายแฮะ
นั่นเป็เบอร์โทรศัพท์ปลอมที่แจมินเขียนขึ้นมั่วๆ เขาหัวเราะเจื่อนด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
“ครับพี่ยินดีด้วยนะครับที่เจอคุณแม่แล้ว”
“ฮ่า ๆขอบใจ นายเองก็ตั้งใจเรียนแล้วเข้าทำงานที่ดี ๆ ให้ได้นะ”
ทันทีที่เสียงกริ่งเริ่มคาบเรียนดังขึ้นแจมินที่รอเวลานี้มานานจึงโค้งให้อีกฝ่ายเป็การบอกลาแล้ววิ่งกลับไปยังห้องเรียนอูจินทำเพียงยิ้มออกมาน้อย ๆ พอแจมินไปแล้วก็เหลือเพียงตัวเขาบนดาดฟ้าโรงเรียน
“อากาศดีชะมัด”
เป็เพราะรถยนต์บนท้องถนนลดจำนวนลงไปมากหรือเปล่านะท้องฟ้าเหนือกรุงโซลถึงได้ดูแจ่มใสเป็พิเศษ
อูจินยืนอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งพอมองลงไปก็เห็นรถแท็กซี่ขับมาจอดตรงหน้าประตูโรงเรียนเมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งรีบลงจากรถแล้ววิ่งตัดสนามหญ้าโรงเรียนเข้ามาอย่างรีบร้อนเขาก็นึกว่าหัวใจตัวเองจะหยุดเต้นไปเสียแล้ว
“แม่...”
อูจินรีบตั้งสติแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องพักครูทันที