“ถ้าเขามาถามหาอีกก็บอกไปว่าฉันติดงานสำคัญก็แล้วกัน”
“ แหม ทำเป็ไม่สนใจ มีถังข้าวสารใบใหญ่มาจ่อรออยู่ถึงปากรู เป็หนูอย่างฉันนะโดดลงไปตั้งนานแล้ว”
สิทธิชัยแซว
“ นั้นมันหนูอย่างแก ไม่ใช่หนูอย่างฉัน”
ณัฐพลกล่าวทิ้งท้ายก่อนเดินเข้าห้องทำงานส่วนตัวไป และเมื่อเวลาผ่านไปจนถึง่บ่าย ชายหนุ่มก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณนลินีผู้เป็น้าสาวหรือที่เขาเรียกว่าแม่นีจนติดปากมาั้แ่เด็กนั้นเอง
“ สวัสดีครับแม่นี”
เขากรอกน้ำเสียงทุ่มอ่อนโยนลงไปตามสาย
“ ณัฐ เลิกงานแล้วมาหาแม่ที่บ้านหน่อยนะลูก”
น้ำเสียงร้อนใจของคนที่เขานับถือให้เป็แม่คนที่สองทำให้ชายหนุ่มพลอยกังวลใจตามไปด้วย
“ มีเื่อะไรหรือครับแม่นี”
“ เื่มันยาวลูก ไว้ณัฐมาถึงแล้วแม่จะเล่าให้ฟัง”
แล้วแม่นีของเขาก็วางสาย ณัฐพลหมดสมาธิที่จะทำงานต่อ คุณนลินีเป็น้าสาวที่เลี้ยงดูส่งเสียเขามาั้แ่อายุสิบขวบหลังจากที่พ่อแม่แท้ๆของเขาได้เสียชีวิตลงพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุโดยที่แทบไม่มีสมบัติอะไรทิ้งไว้ให้เขาเลยนอกจากที่ดินผืนเล็กๆกับเงินอีกก้อนหนึ่งที่ใช้ไปแค่ไม่กี่ปีก็หมดแล้ว แต่แม่นีก็รับภาระส่งเขาเรียนถึงขั้นจบปริญญาโทจากต่างประเทศ เธอรักเขาพอๆกับนนทพัทธ์ซึ่งเป็ลูกแท้ๆ และเมื่อรับรู้ว่าเธอกำลังมีเื่ไม่สบายใจแล้วเขาจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร โชคดีที่งานออกแบบเขียนแบบของเขาไม่ได้เข้มงวดกับเวลาเข้าออกในบริษัทสักเท่าไหร่ เพราะมันเป็งานที่สามารถเอากลับไปทำที่บ้านหรือที่อื่นๆด้วยก็ได้นั้นเอง ดั่งนั้นณัฐพลจึงรวบรวมงานที่คิดจะเอากลับไปทำต่อข้างนอกแล้วก็ลุกขึ้นทันที
ณัฐพลออกมาขึ้นรถ ซึ่งรถคันที่ใช้อยู่นี้เขาก็ได้รับเป็ของขวัญมาจากคุณนลินีในวันที่เขาสำเร็จปริญญาโทกลับมาจากต่างประเทศนั้นเอง ใช้เวลาขับรถอยู่ราวหนึ่งชั่วโมงเขาก็มาถึงบ้านหลังใหญ่ที่งามหรูของน้าสาว ชายหนุ่มรีบเข้าไปหาเธอที่รออยู่ในห้องรับแขก และทันที่เห็นหน้าเขาเธอก็รีบเข้ามาหาทันที
“ มีเื่อะไรหรือครับแม่นี”
เขาถามต่อท่าทางร้อนรนของผู้สูงวัย
“ ตานนท์หนีไปญี่ปุ่นแล้วณัฐ”
คุณนลินีกล่าวด้วยสีหน้าร้อนอกร้อนใจ เธอกับบุตรชายเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆเอกสารจึงมีพร้อมครบครัน ทำให้เมื่อนนทพัทธ์นึกอยากจะเดินทางไปไหน ก็สามารถเดินทางได้ทันที
“ อ้าว ทำไมละครับ”
ชายหนุ่มแปลกใจ ก็เมื่อคืนที่นนทพัทธ์ไปนอนค้างกับเขาที่คอนโดยังไม่เห็นบอกว่าจะไปไหนเลย และมันมีอะไรจนแม่นีถึงกับต้องใช้คำว่าหนี
“ คงจะไปตามแฟนของเขานั้นละ แต่เขาไปโดยที่ไม่บอกแม่ซักคำ คงโกรธที่แม่พึ่งมาบอกว่าเขามีคู่หมั้นแล้ว ซึ่งหมั้นกันมาั้แ่เขาอายุห้าขวบ”
ณัฐพลประคองพาน้าสาวกลับไปนั่งที่โซฟา
“ ผมไม่คิดว่าจะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้น”
คุณนลินีถอนใจเฮือกก่อนจะกล่าวเล่าเท้าความ
“ก็น้าเขยของณัฐนะสิเขามีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งที่คบหากันมาั้แ่ก่อนจะแต่งงานซึ่งเขาถือกันว่าเป็เพื่อนรักเพื่อนตายกันเลยหละ และเคยสัญญาต่อกันไว้ว่าถ้าต่างมีลูกสาวลูกชายก็จะให้แต่งงานกัน แล้วเมื่อเขามาแต่งงานกับแม่ แม่ก็มีตานนท์ขึ้นมา ผ่านไปอีกห้าปีฝ่ายโน้นเขาก็ได้ลูกสาว แล้วทั้งคู่ก็ตกลงให้ลูกหมั้นกัน แม่เองก็ไม่เห็นด้วย แต่ตอนนั้นแม่ก็ไม่คิดว่ามันจะสำคัญอะไรเพราะตานนท์ก็พึ่งจะห้าขวบและเด็กนั้นก็พึ่งจะเกิด พอน้าเขยของณัฐมาเสียไปตอนที่ตานนท์อายุได้สิบสองขวบและฝ่ายโน้นก็กลับไปทำมาหากินอยู่ที่สงขลาบ้านเกิดก่อนหน้านั้นนานแล้ว แม่ก็เลยลืมเื่นั้นไป เพราะฝ่ายโน้นเขาก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย”