กุยกงกงและแม่ทัพเฟิงอู๋ฮั่นเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่ถ้าหากพวกเขายืนนิ่งไม่ขัดขืนก็เท่ากับรอความตาย คิดได้ดังนั้นทั้งคู่จึงระเบิดพลังทั้งหมดออกมาในทันที
"ย้าาา!! บึ้ม! บึ้ม!" ทั้งคู่กระแทกปราณจิตตนเองออกมาไม่รั้งออม เป็นคลื่นพลังแผ่ออกรอบกาย เพื่อสลัดทิ้งแรงกดดันจากเคล็ดวิชาลึกลับชายปิดหน้า
กุยกงกงและแม่ทัพเฟิงอู๋ฮั่นเริ่มขยับกายได้ปกติอีกครั้ง แต่ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยเหงื่อโชกชุ่ม ประสาททุกส่วนเกิดความตึงเครียด คล้ายกับผู้ที่เพิ่งตื่นจากฝันร้าย
ต่อมาหลี่เกอเซียวเองก็ระเบิดปราณจิตเช่นเดียวกัน เขาไม่รอช้า รีบชักกระบี่ออกพร้อมกับเปล่งพลานุภาพของมันออกมาสูงสุด เป็นคลื่นกระบี่แหวกอากาศออกจนเกิดเสียงดังกังวาล จนสามารถเห็นแสงสีขาวแหวกอากาศเป็นเส้นวิถีของกระบี่พุ่งเข้าหาร่างของจี๋ฮ่าว
"ฟู้ววว!"
ปราณกระบี่พุ่งออกไปตั้งเป็นกระบี่ค่ายกล ล้อมเอาไว้ทุกทิศทางเพื่อปิดทางหนีของอีกฝ่าย ก่อนที่เขาจะพุ่งกระบี่เข้าหาจี๋ฮ่าวด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น "สะบั่นนภาดับจันทร์!!" "ตูมม!!" เสียงระเบิดดังสนั่นทำเอาฝุ่นฟุ้งไปทั่วบริเวณ แต่หากเป็นยอดฝีมือที่ได้ฟังจากเสียง ต่างก็รู้ได้ทันทีว่าการโจมตีนี้ไม่ถูกเป้าหมายเลยแม้แต่น้อย พวกเขารีบแผ่จิตสัมผัสก่อนจะพบกับร่างของชายปิดหน้า กระโดดหลบด้วยท่าทีผ่อนคลาย ราวกับเล่นวิ่งไล่จับกับเด็กน้อยขณะเดียวกันก็ทำให้จี๋ฮ่าวประเมิณพลังฝีมือเบื้องต้นของหลี่เกอเซียวได้ไม่ยาก ในสายตาของนาง มันผู้นี้กลับดูเชื่องช้าจนเกินไป
"....หึ!" จี๋ฮ่าวพ่นลมหายใจออกทางจมูก ประกายแววตาจี๋ฮ่าวจ้องมองหลี่เกอเซียวด้วยความรู้สึกเย้ยหยัน ไม่คิดว่าวันนี้จะต้องมาประมือกับผู้เยาว์คนหนึ่ง
"พวกท่านยืนนิ่งอยู่ทำไม หากปล่อยให้มันหนีไปได้ หวังจะจับตัวมันในคราวหน้าก็ยากแล้วนะ!!"
หลี่เกอเซียวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ย หวังให้กุยกงกงและแม่ทัพเฟิงช่วยอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป เนื่องจากเมื่อครู่เขาได้ลงมือสุดกำลังแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตามอีกฝ่ายได้ทัน เพราะถ้าหากปล่อยอีกฝ่ายหนีไปได้คราวนี้ เกรงว่าเขาอาจจะสูญเสียโอกาสในการช่วงชิงคัมภีร์ในครั้งนี้เป็นแน่ อีกเหตุผลคือการช่วงชิงสิ่งของกับ 2 ปรมาจารย์นี้ ง่ายดายกว่าแย่งชิงกับนักผจญภัยในระดับปรมาจารย์หลายเท่านัก
ทุกคนตื่นตะลึงได้ไม่นาน จี๋ฮ่าวก็พุ่งกายเข้าหาหลี่เกอเซียวด้วยความเร็ว เกิดเป็นภาพร่างเงาติดตา ทิ้งเอาไว้เป็นระยะ ๆ
“ไม่จริง!!??”
หลี่เกอเซียวสะดุ้งตกใจและสงสัยว่ากระบวนท่าอะไรถึงได้เคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งนัก เนื่องจากในตอนนี้ ท่าร่างของจี๋ฮ่าวคล้ายกับว่าเลือนหายไปจากคล้องจักษุ ชั่วพริบตาก็ประชิดถึงตัวหลี่เกอเซียว ก่อนจะสะบัดกระบี่ลงพื้นแทนที่จะจ้วงแทงอีกฝ่าย ทำให้หลี่เกอเซียวยกกระบี่ขึ้นป้องกันอย่างร้อนรน
“ซึ้มม!!” ตัวกระบี่ซัดคลื่นลมอันเย็นเฉียบโถมลงพื้นดิน ทำให้หลี่เกอเซียวยืนตัวไม่มั่นคง ถอยหลังเซไปอย่างเสียมิได้ ส่วนเฟิงอู๋ฮั่นและกุยกงกงก็ไม่กล้าประมาท ถีบตัวหลบออกห่างหลี่เกอเซียวทันที เพราะเห็นได้ชัดว่าบุรุษปิดหน้าจงใจลงมือกับหลี่เกอเซียวโดยเฉพาะ
จี๋ฮ่าวไม่ปล่อยโอกาสให้สูญเปล่า เปลี่ยนกระบวนท่า ร่ายรำกระบี่หมุนตัวรอบหนึ่ง จนอากาศรอบกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง จับเกาะขาทั้งสองข้างของหลี่เกอเซียว ทำให้เขาไม่อาจขยับกายได้อีก
หลี่เกอเซียวเห็นว่าตนเองเสียเปรียบ แต่ระยะการใช้กระบี่ของอีกฝ่ายนั้นอยู่ใกล้ตนเองมาก จึงเลือกที่จะพุ่งเสียบกระบี่ในมือออกไปหาอีกฝ่าย หวังปลิดชีพทันที
จี๋ฮ่าวยังคงยิ้มร่าแกมหัวเราะ โต้กลับด้วยการยกปลายกระบี่ตวัดจี้เข้าใส่ข้อมือของหลี่เกอเซียว และด้วยความยาวของกระบี่ที่นางใช้ ยาวกว่ากระบี่ปกติหลายคืบ ทำให้หลี่เกอเซียวจำใจต้องยกมือหลบ ไม่เสือกแทงต่อ ก่อนจะฝืนตนเองถีบตัวถอยห่างอย่างสุดแรง
“จะไปไหน!!” จี๋ฮ่าวเอ่ยถามก่อนจะยื่นมือซ้ายออกไป คว้ารวบข้อมืออีกอีกฝ่ายเอาไว้
ด้านหลี่เกอเซียวในขณะนี้ต้องประหลาดใจซ้ำสอง เพราะเขาพยายามใช้เทคนิคบิดข้อมือเพื่อดึงกลับมา แต่ก็พบว่าตนเองไม่อาจสู้แรงของเขาได้เลย นิ้วมือของบุคคลตรงหน้าบีบแน่นจนกระดูกข้อมือของเขาแตกในทันที
“กร๊อบ!”
“อ๊ากกก! สวบ!!” หลี่เกอเซียวต้องตกใจเบิกตากว้างอีกครา เพราะในจังหวะที่ตนกำลังเจ็บปวดเพราะกระดูกที่ข้อมือแตกหัก พริบตาเดียวกันอีกฝ่ายก็เสียบแทงกระบี่เข้าตัดขั้วหัวใจอย่างแม่นยำ
กระบี่ในมือหลี่เกอเซียวร่วงหล่นลงพื้น พร้อมกับสัญญาณชีวิตที่เหือดหาย
ชายปิดหน้าปล่อยข้อมือของเขา ก่อนจะใช้เท้าซ้ายถีบกลางหน้าอกดึงกระบี่ออกมา ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหมือนเขาได้บี้มดตายไปตัวหนึ่ง ไม่ได้มีความยินดีหรือเสียใจใด ๆ ปรากฏอยู่บนสายตาของเขาแม้แต่น้อย แม้แต่คิ้วก็ไม่ขยับเลยสักนิด
“บ้าน่า!! นั่นก็แค่กระบวนท่าจับข้อมือธรรมดา แค่บิดข้อมือแล้วดึงกลับก็หลุดรอดได้แล้วไม่ใช่เหรอ?” เฟิงอู๋ฮั่นที่ยืนมองอยู่ก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ เพราะตั้งแต่เกิดจนอายุปูนนี้แล้ว เฟิงอู๋ฮั่นยังไม่เคยพบปรมาจารย์คนใดฝีมือย้ำแย่เท่าหลี่เกอเซียวมาก่อน แค่กระบวนท่าที่แก้ได้ง่าย ๆ แต่เขาดันทำไม่ได้
“ไม่” กุยกงกงตอบกลับ จนเฟิงอู๋ฮั่นต้องหันไปให้ความสนใจ
“หลี่เกอเซียวทำมันไม่ได้ต่างหาก ไม่ใช่ว่าเขาไม่ทำ คาดว่าชายผู้นั้นน่าจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลกว่าที่เห็นนัก” กุยกงกงอธิบายเสริม และยังคงมองไปที่ชายปิดหน้าอย่างไม่วางใจ
จี๋ฮ่าวเหลือบมองศพหลี่เกอเซียวด้วยท่าทีราวกับผู้สูงส่ง ในใจตนเองพลางคิดไปว่า
‘กระบวนท่าโอบล้อมใจมารนี่ไม่เลวเลย ผิวเผินดูธรรมดาไร้พิษสง แต่ปิดบังอำพลางเทคนิคเอาไว้อย่างแนบเนียน’
ต้องบอกก่อนว่ากระบวนท่าเหล่านี้ จี๋ฮ่าวได้เรียนรู้มาจากจิตมารทั้งสาม แม้ท่วงท่าจะดูธรรมดาสามัญ แต่เมื่อครู่จี๋ฮ่าวเพียงแค่พลิกมือเปลี่ยนองศาเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้หัวแม่มือล็อคกระดูกของหลี่เกอเซียวเอาไว้ จนไม่มีใครทันสังเกตุ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถสลัดให้หลุดออกมาได้นั่นเอง
ในตอนนั้นเหล่าทหารม้าโลหิตของเฟิงอู๋ฮั่นก็มาถึง ทันเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพอดี รัศมีพลังของหลี่เกอเซียวเลือนลางวับไป ร่างกายของเขาสลายกลายเป็นละอองแสงทีละน้อย
“นั่นมันระดับปรมาจารย์เชียวนะ ไฉนตายง่ายดายนัก?” เสียงทหารคนหนึ่งเอ่ยดังขึ้นมา ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงัด จนทุกคนได้ยินชัดเจน
ขณะเดียวกันทุกคนก็เห็นชายปิดหน้ายกฝ่ามือซ้ายขึ้นมาดูดละอองแสงพวกนั้นเข้าไปเกือบหมดสิ้น หลงเหลือเพียงแค่แสงบางส่วน กลายเป็นดวงไฟขนาดเล็ก ลอยพุ่งหายจากไป
“ฮาฮาฮ่าฮ่าฮ้าา” เสียงหัวเราะของชายปิดหน้าดังขึ้น ฟังไม่ออกว่าเป็นเสียงของสตรีหรือบุรุษ แต่ด้วยแววตาและท่าทางของอีกฝ่าย ทำให้ในหัวของทุกคนผุดคำหนึ่งขึ้นในหัวพร้อมกัน
!!! มารร้าย !!!
จี๋ฮ่าวในตอนนี้กำลังรู้สึกบ้าคลั่งและคับแค้น นางเงยหน้าขึ้นมองกุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่น พลางก้าวเดินหาอีกฝ่าย พร้อมกับจิตสังหารที่กำลังพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง ทำให้ทุกคนถึงกับถอยหลังกรูด
ทหารบางคนถึงกับสั่นกลัว หงายหลังลงไปนั่งกับพื้น บางคนที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็เกิดอาการหายใจติดขัด อยากจะวิ่งหนีไปให้พ้นแต่ก็ก้าวขาไม่ออก
ส่วนใครที่พอจะมีสติ ก็วิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น ทำให้เหลือทหารไม่กี่นายที่ยังยืนปิดทางเข้าออกเอาไว้ ตามคำสั่งของเฟิงอู๋ฮั่น
“แม่ทัพเฟิง!!” กุยกงกงรีบตะโกนเรียกสติเฟิงอู๋ฮั่น พร้อมกับพุ่งตัวชักกระบี่เหล็กนิลเข้าหาชายปิดหน้า เมื่อเฟิงอู๋ฮั่นจะตั้งสติได้ ก็ยกทวนพุ่งตัวตามไปติด ๆ
จี๋ฮ่าวยกกระบี่ขึ้นกวาดไปด้านหน้า เกิดเป็นคลื่นละอองสีดำคล้ายกับสาดน้ำหมึกใส่อีกฝ่าย
แต่ทว่าพลังนี้ทำให้กุยกงกงและเฟิงอู๋ฮั่นสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบไปจนถึงกระดูก แผ่ซ่านเข้าหาจนทั้งคู่ต้องเร่งเร้าพลังปราณขึ้นปัดป่ายตั้งรับเสียแทน
แม้เฟิงอู๋ฮั่นจะมีอาวุธวิเศษเป็นทวนอัคคีในตำนาน ทว่าคลื่นพลังความเย็นนี้เกือบจะแช่แข็งทวนของเขาได้เลยด้วยซ้ำ ทำให้ทั้งคู่ต้องเบิกตาออกกว้าง ไม่คาดคิดว่าบนโลกนี้จะมีใครที่สามารถใช้เพียงแค่คลื่นปราณ ทำให้ทวนอัคคีประจำตระกูลเฟิงเกือบจะมอดดับลงได้
เฟิงอู๋ฮั่นและกุยกงกงเห็นเช่นนั้นก็ต้องตื่นตกใจเป็นอย่างมาก เพราะทวนอัคคีเล่มนี้คือหนึ่งในอาวุธวิเศษของอาณาจักรชิงหลงมาอย่างยาวนาน เพราะตำนานของมันแม้แต่เด็กในชนบทก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามและพูดถึงอาวุธวิเศษชิ้นนี้ว่า อย่างน้อยที่สุดความร้อนของทวนเล่มนี้ ก็สามารถตัดเหล็กให้ขาดออกจากกันอย่างง่ายดาย ราวกับใช่มีดหั่นเต้าหู้สด
ส่วนตัวเฟิงอู๋ฮั่นใช้มันออกรบและได้รับชัยชยะมาอย่างยาวนาน เขานั้นรู้ซึ้งดียิ่งกว่าใครถึงความสามารถของหอกเล่มนี้ ทำให้เขาแทบจะทำใจยอมรับไม่ได้เลยว่า บุคคลปิดหน้าผู้นี้สามารถใช้เพียงแค่คลื่นปราณที่สบัดปล่อยออกมา ก็สยบอาวุธวิเศษชิ้นนี้ลงได้แล้ว
“พลังของเขา...” กุยกงกงที่ได้เห็นก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความไม่มั่นใจ
แต่ก็มีเสียงของเฟิงอู๋ฮั่นดังขึ้นมาสมทบอย่างแผ่วเบาว่า “...ผู้ยิ่งใหญ่?”