Legendary Combination การผสมผสานของตำนาน

    ตอนที่ 48 มหาจอมเวทหน้าไม่อาย

            ตอนที่48 มหาจอมเวทหน้าไม่อาย

             

            ค่ายทหารของกิลโอเอซิส

             

            “พี่ซีโร่! ให้ผมเข้าไปช่วยคุณมัตสึฮิเดะเถอะครับ”อาซานที่เห็นสถานการณ์ไม่ดีขอร้องซีโร่

             

            “ถึงนายเข้าไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ซีโร่ยืนมองการต่อสู้พร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

             

            อาซานเมื่อได้ยินซีโร่พูดในใจกับไม่เชื่อเพราะเข้าไม่คิดว่าตัวเองจะอ่อนแอขนาดที่เข้าไปแล้วจะพามัตสึฮิเดะออกมาไม่ได้ถ้าเขาไม่กลัวว่ากิลโอเอซิสจะโดนดูถูกหรือกลัวว่ามัตสึฮิเดะจะเสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรีตัวเองเขาคงควบม้าพุ่งทะยานเข้าไปช่วยอย่างไม่ลังเลไปแล้ว

             

            “หยุดคิดฟุ้งซ่าน ไปบอกกองทัพของเราให้เตรียมพร้อมได้แล้ว” ซีโร่ออกคำสั่งแก่อาซาน

             

            อาซานที่เห็นว่าซีโร่ไม่สนใจไยดีมัตสึฮิเดะจึงลอบไม่พอใจเขาหันหลังเดินออกไปโดยไม่กล่าวตอบรับสักคำเดียว

             

            ‘เฮ้อ...อาซาน เจ้ายังเด็กนัก’ซีโร่ที่เห็นอาการไม่พอใจของอาซานได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับคิดในใจว่า‘พวกรุกกี้ของปีนี้ไม่มีใครได้เรื่องสักคน’

             

            .......

             

             

            มัตสึฮิเดะที่เสียจังหวะการควงดาบโซ่จนเผยช่องโหว่ทำให้อุลย่าแอบลอบเข้ามายืนอยู่ด้านหลังของมัตสึฮิเดะ เธอกำลังจะยื่นมือออกไปเพื่อใช้กระบวนท่าไอคิโดอีกครั้งแต่ทว่า

             

            ฉัวะ!

             

            !!

             

            “แม่นางดูถูกข้าแล้ว การใช้เวทย์แบบเดิมทั้งๆที่ใช้การไม่ได้ย่อมต้องแฝงแผนการบางอย่างเอาไว้แม่นางคิดว่าข้าจะดูไม่ออกงั้นหรือ” มัตสึฮิเดะ พูดขึ้น

             

            “นี่เจ้า! อึก!” อุลย่า เบิกตาโพลงอย่างตกใจ

             

            เธอลอบมาด้านหลังเตรียมจะใช้คอมโบท่าล็อกแต่กลับโดนดาบโซ่ของมัตสึฮิเดะอ้อมมาด้านหลังตัวเองจนฟันเข้ากับแผ่นหลังของเธอจนเลือดกระเซ็นแต่ทว่า

             

            “ข้าก็คิดไว้อยู่แล้วว่าท่านจะต้องรู้ตัว” อุลย่าที่ควรจะบาดเจ็บสาหัสกลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ

             

            กระจกเงาวารีสะท้อน!

             

            “ออกมาแล้วครับที่จัดอยู่ในหมวดหมู่เวทย์ป้องกันและปั่นป่วนคู่ กระจกเงาวารีสะท้อน!เป็นเวทย์ขั้นกลางที่จอมเวทธาตุน้ำมักมีติดตัวไว้ทุกคนอยู่แล้วแต่อุลย่ากลับใช้ในจังหวะที่ถูกต้องมากเลยใช่มั้ยครับคุณอรุณ” พิธีกรกล่าว

             

            “ใช่แล้วครับการที่เธอเสี่ยงใช้เวทย์ฝนน้ำแข็งเหมือนเดิมเพราะเธอต้องการให้ศัตรูรู้ตัวว่าเธอมีแผนบางอย่างซึ่งเมื่อเธอวางอาณาเขตแห่งสายหมอกสำเร็จศัตรูก็จะเข้าใจว่าแผนของเธอคือทำเพื่อวางอาณาเขตและหาช่องว่างเข้าประชิดตัวแต่ในความเป็นจริงเธอกลับมีแผนซ้อนอีกชั้นโดยการใช้ร่างปลอมเข้าไปประชิดเพื่อหลอกศัตรูนี่ถือว่าแผนซ้อนแผนที่ยอดเยี่ยม! ” อรุณเอ่ยอย่างตื่นเต้น เขารู้สึกชื่นชมอุลย่าจากใจจริง เพราะตั้งแต่ต่อสู้มาทั้งสองคนนั้นสูสีกันอย่างมาก

             

            “ไม่เบานี่ ใช้หมอกบดบังร่างจริง แล้วส่งร่างปลอมมารับดาบของข้าแต่ว่าข้ามิจำเป็นต้องใช้สายตา!” มัตสึฮิเดะที่รู้ตัวว่าโจมตีใส่ตัวปลอมเร่งกางพลังจิตขึ้นปกป้องตัวเองพร้อมกับหมุนตัวอีกครั้งเพื่อเหวี่ยงดาบโซ่ไปยังทิศทางหนึ่งโดยที่ตัวเองในเวลานี้กำลังหลับตา!

             

            “ฮึ สมเป็นซามูไรชั้นยอดจริงๆ แค่ฟังเสียงก็ดูออกด้วย แต่ว่า...”

             

            ฉึก!

             

            ดาบโซ่ที่ถูกเหวี่ยงกลับทะลุตัวอุลย่าไปอีกครั้งพร้อมกับร่างปลอมสลายกลายเป็นไอนั้นปะปนเข้ากับสายหมอก

             

            !!

             

            ในขณะที่มึตสึฮิเดะกำลังเงี่ยหูฟังอีกครั้งกลับพบว่าเสียงที่ได้ยินดังมาจากทุกทิศทุกทาง เขาจึงจำเป็นต้องลืมตา

             

            “ฮ่าๆๆๆ สมเป็นมหาจอมเวทธาตุน้ำจริงๆ ช่างสมใจข้านัก!”

             

            มัตสึฮิเดะที่ลืมตากลับพบว่ารอบตัวในตอนนี้นอกจากหมอกแล้วยังมีร่างของอุลย่ากระจายตัวล้อมรอบเขาไปทุกทิศทุกทางใช่แล้วอุลย่าไม่ได้เรียกอาณาเขตสายหมอกขึ้นมาเล่นๆหรือเพื่อบังตาและหาทางเข้าประชิดแต่อย่างใดแต่เธอเรียกขึ้นมาเพื่อใช้เวทย์กระจกเงาวารีสะท้อน เพราะเมื่อใช้เวทนี้ในอาณาเขตแห่งสายหมอกจะทำให้สามารถสร้างร่างปลอมได้อย่างรวดเร็วโดยใช้หมอกรอบก่อตัวเป็นร่างปลอมแล้วยังทำให้ประหยัดพลังเวทไปได้อีกมากด้วย

             

            เมื่อรวมกับที่ผู้ใช้อาณาเขตสามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวศัตรูผ่านสายหมอกได้ทำให้เวลานี้อุลย่าสามารถควบคุมร่างปลอมผลัดกันจู่โจมใส่มัตสึฮิเดะได้อย่างง่ายดายมัตสึฮิเดะรีบหมุนตัวด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น จนทำให้ดาบโซ่หมุนเป็นวงกลมรอบตัวคล้ายกับลูกข่างเพื่อสลายการโจมตีและโจมตีสวมกลับใส่ร่างปลอมที่พุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

             

            ทันใดนั้นเองกล้องได้จับภาพไปยังร่างของอุลย่าร่างหนึ่งที่กำลังยืนนิ่งอยู่หน้าไม้เท้าของเธอที่ปักเอาไว้ที่พื้นเธอกำลังหลับตาร่ายเวทย์บางอย่างอยู่

             

            “ข้าแต่เทพวารีผู้สูงศักดิ์ เทพแห่งสายน้ำผู้ยิ่งใหญ่ ข้าขอวิงวอนต่อท่านโปรดจงมอบพลังแก่ข้า ให้สายน้ำของข้าทำลายศัตรูให้พินาศ วารีทลายสิ้น!”

             

            อุลย่าร่ายมหาเวทขั้นสูงออกมาโดยไม่ใช้วิธีร่ายแบบลัดเป็นครั้งแรกในศึกนี้มหาเวทวารีทลายสิ้น

             

            วารีทลายสิ้น!

            เวทย์เกรด : S

            __________________________________________________________

            สามารถสร้างกระแสน้ำรุนแรงพุ่งออกจากมือกระจายเข้าใส่ศัตรูจากทุกทิศทางโดยที่กระแสน้ำจะหมุนวนคล้ายกับหัวสว่านที่สามารถเจาะทะลุได้ทุกสิ่งยิ่งผู้ใช้มีพลังเวทย์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งควบคุมสายน้ำให้พุ่งโจมตีได้นานเท่านั้น

             

            ปรากฏสายน้ำพุ่งออกจากมือทั้งสองของอุลย่าสองเส้นเมื่อพุ่งออกไปสายน้ำตีโค้งและกระจายตัวออกพร้อมกับพุ่งทะลวงเข้าใส่ร่างของมัตสึฮิเดะที่กำลังหมุนตัวเพื่อเหวี่ยงดาบโซ่มัตสึฮิเดะไม่สามารถป้องกันสายน้ำที่รุนแรงและมีจำนวนมากได้หมดจนทำให้ร่างกายถูกกระแทกจนกระเด็นถอยหลังแต่ทว่าเมื่อเขากระเด็นถอยหลังไปแล้วกลับพบว่ามีสายน้ำอีกเส้นพุ่งมากระแทกที่หลังจนทำให้กระเด็นกลับมาที่เดิมอีกครั้ง

             

            มัตสึฮิเดะที่ถูกพลังของสายน้ำกระแทกไปกระแทกมาทำเอาเวลานี้โซ่พลังจิตที่มัดดาบไว้ต้องสลายหายไปจนดาบตกลงสู่พื้น

             

            อ๊ากกกกก!

             

            มัตสึฮึเดะถูกกระแทกครั้งแล้วครั้งเล่าเขาพยายามอดทนและฝืนเบื่องตัวไปมาอย่างถึงที่สุดเวลานี้เขาควบคุมพลังจิตมาป้องกันร่างกายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น พลังจิตที่แน่นหนาพยายามป้องกันสายน้ำควงสว่านที่พุ่งเข้ามาใส่เขาครั้งแล้วครั้งเล่าจนในเวลานี้พลังจิตของมัตสึฮิเดะที่ปกติจะเข้มข้นกลับเริ่ม อ่อนแรงลง

             

            “จะจบแค่นี้เลยหรือไม่ครับคุณอรุณ”พิธีกร หันมาถามอย่างตื่นเต้น

             

            “ผมไม่ทราบครับ...แต่ผมสามารถบอกได้ว่าถ้านั่นไม่ใช่NPC ในประวัติศาสาตร์แต่เป็นผู้เล่นในลีก โดนคอมโบแบบนี้ไปคงตายแน่ๆ ครับแม้กระทั่งผมเองก็ไม่รอดเหมือนกัน” อรุณที่นิ่งคิดสักพักพูดขึ้นโดยเอาตัวเองมาเปรียบเทียบให้ผู้ชมเห็นภาพ

             

            “เอาละสิครับท่านผู้ชมวินาทีในประวัติศาสตร์ที่ผู้เล่นจะชนะ NPC ที่เป็นสายต่อสู้กำลังจะมาถึงแล้วครับ!อ๊ะ...นั่นอะไรกันครับ!” พิธีกรที่กำลังฝันถึงวินาทีในประวัติศาสตร์กลับต้องสะดุดลง

             

            จังหวะเพียงชั่วพริบตามัตสึฮิเดะอาศัยจังหวะเพียงชั่วพริบตาในการพุ่งเข้าหาอุลย่าโดยใช้กระแสน้ำที่โจมตีใส่ตัวเองเป็นแรงส่งให้พุ่งเข้าหาอุลย่าที่กำลังยืนปล่อยเวทย์วารีทลายสิ้นอยู่ด้วยความเร็วอุลย่าที่เห็นมัตสึฮิเดะพุ่งเข้ามารีบยกเลิกการร่ายเวทย์พร้อมกับพยายามเบี่ยงตัวหลบแต่ทว่าเธอกลับช้าไปเสียแล้ว

             

            ฉึก!

             

            อ๊อก!

             

            อุลย่าถูกมีดสั้นแทงเข้าใส่บริเวณหัวใจอย่างแม่นยำเธอกระอักเลือดออกมาคำโตสายตาของเธอเบิกกว้างคล้ายกลับกำลังไม่เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง

             

            “ข้าสนุกมาก เพียงแต่เจ้ายังอ่อนประสบการณ์เกินไปหน่อยพวกข้าที่ทำสงครามกันมาตลอดชีวิตมีหรือจะอ่านกลเด็กเล่นของพวกท่านไม่ออกท่านอยากรู้หรือไม่ว่าท่านแพ้ได้อย่างไร” มัตสึฮิเดะกระซิบที่ข้างหูพร้อมกับดึกมีดออกจนทำให้เลือดของอุลย่าพุ่งกระจายซึ่งเป็นฉากที่ดูโหดร้ายอย่างมาก

             

            อุลย่าที่ยังพอมีลมหายใจมองไปที่มัตสึฮิเดะคล้ายกับต้องการคำตอบมัตสึฮิเดะเห็นเช่นนั้นจึงพูดว่า

             

            “สาเหตุที่ท่านแพ้มีอยู่ 4 ข้อด้วยกัน

            1.ท่านคำนวณเวลาของเวทย์เกล็ดหิมะผิดไปเพราะความจริงแขนของข้าใช้การได้นานแล้ว

            2.ถึงท่านจะวางแผนซ้อนแผนได้เก่งแค่ไหนแต่นักรบที่ดีไม่ใช่แค่วางแผนเก่งแต่ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่อยู่นอกแผนได้เก่งต่างหาก

            3.ชุดเกราะของท่านไร้ประโยชน์เพราะต่อหน้านักรบที่แท้จริงย่อมโมตีผ่านชุดเกราะของท่านได้อย่างแน่นอนอีกอย่างจุดเด่นของท่านคือความเร็วในการจู่โจมและหลบหลีกแต่ท่านกลับใส่ชุดแบบนี้จึงทำให้ท่านเชื่องช้าลงบางทีถ้าท่านไม่ใส่เกราะแบบนี้ท่านอาจหลบมีดของข้าได้และท่านอาจหาช่องว่างจู่โจมข้าซ้ำได้ตั้งแต่แรกแล้วด้วย

            สุดท้ายคือความเข้าใจผิดถูกที่ท่านเรียกข้าว่าซามูไร แต่ทว่าท่านลืมไปหรือเปล่าว่าข้าเป็นนินจาด้วย! นั่นหมายความว่าข้าย่อมมีความเร็วมากกว่าซามูไรทั่วไปและที่สำคัญอาวุธของนินจาย่อมไม่ได้มีแค่อย่างเดียวเหมือนซามูไร!”

             

            เมื่อมัตสึฮิเดะพูดจบก็เดินไปหยิบดาบแล้วหันมาคิดจะจัดการอุลย่าให้จบ แต่ในทันใดนั้นเอง

             

            “หยุด! ไสหัวกลับไปที่กองทัพของเจ้าได้แล้วถ้าแกคิดจะทำร้ายน้องของข้าละก็…ข้า ‘นูย่า’ ผู้นี้จะฆ่าเจ้าซะ”

             

            หญิงสาวที่เป็น1 ในมหาจอมเวทอีกคนปรากฏตัวขึ้นด้านหลังอุลย่าเธอมีหน้าตาที่เหมือนกับอุลย่าทุกระเบียบนิ้วแต่การแต่งกายของทั้งคู่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพราะเธอคนนี้แต่งกายคล้ายกับชุดของแม่มดด้วยหมวกที่เธอใส่นั้นเป็นหมวกแม่มดที่มีปลายแหลมเธอมาพร้อมกับคทาในมือที่ตอนนี้ปลายด้านบนของคทากำลังส่องแสงสลัวๆออกมาอย่างน่ากลัว

             

            มัตสึฮิเดะกลับไม่สนใจนูย่า เขาถือดาบขึ้นเตรียมพร้อมจะบุกเข้าไปฆ่าอุลย่า แต่ทว่า

             

            “พอแล้ว!” “หยุดได้แล้ว!” เสียงตะวาดดังออกมาจากทางค่ายทหารและบนกำแพงเป็นเสียงของซีโร่ และแพททริคที่ห้ามพวกของตน

             

            ไม่รู้ว่าซีโร่ปรากฏตัวขึ้นใกล้ๆเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้เขากำลังเงยหน้ามองไปที่กำแพงและเอ่ยขึ้น

             

            “เป็นถึงมหาจอมเวทแต่กลับไร้ซึ่งศักดิ์ศรี นี่ท่านคิดจริงๆหรือว่าช่วยจอมเวทขี้แพ้กลับไปได้หนึ่งคนแล้วจะช่วยให้ท่านชนะสงคราม”

             

            “ฮ่าๆๆ ปากร้ายไม่เบานะเดี๋ยวนี้ ข้าจะช่วยสักอย่างเจ้ามีอะไรหรือเปล่าแน่จริงก็ท้าข้าคนนี้สิ เจ้ากล้ารึเปล่า ท้าสิ ท้าสิ”

             

            แพททริคพูดขึ้นเสียงดังด้วยท่าทางที่ไม่สมกับวัยของตนเลยสักนิดซีโร่ที่เห็นท่าทางของแพททริคได้แต่หรี่ตาเขามองมหาจอมเวทผู้เก๋าเกมที่ยืนอยู่บนกำแพงพร้อมกับทำท่ากวนประสาทสักพักเขาก็ยิ้มขึ้นที่มุมปากพร้อมกับเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆอีกครั้งว่า

             

            “ไม่ดีกว่า...พอดีข้าพึ่งนึกออกว่าท่านไม่เคยสนศักดิ์ศรีอยู่แล้วนี่ท่านคิดว่าข้าจะหลงกลจริงๆ งั้นเหรอไม่ว่าจะในลีกหรือในเกมท่านก็ยังคงเป็นคุณลุงหน้าไม่อายเสมอเลยนะ”

             

            “ชิชะ ไอ้หนูกลัวก็บอกว่ากลัว ตาแก่อย่างข้ามันก็แค่ไม้ผุๆ เท่านั้นเจ้าไม่ต้องชมข้ามากนักหรอก ฮ่าๆๆๆ” แพททริค หัวเราะอย่างหน้าไม่อาย

             

            “ลุง! นี่เขากำลังด่าลุงนะ หัดวางมาดให้สมกับจอมเวทบ้างเถอะ!”นูย่าที่กำลังพยุงน้องของเธอให้ยืนขึ้น อดหันมาตำหนิหัวหน้าของตนไม่ได้

             

            “มหาจอมเวทผู้ใช้ศาสตร์มืดนูย่า...เธอก็รู้นี่ว่าหัวหน้าของเธอขึ้นชื่อเรื่องหน้าไม่อายที่สุดในลีกเอ๊ยบางทีอาจจะที่สุดในโลกเลยมั้ง” ซีโร่ ตอกย้ำไปอีกครั้ง

             

            “ฮ่าๆๆ ไม่สู้ก็แยกย้าย กลับไปๆ ชิ่วๆไม่ต้องมาเอ่ยคำชมข้าจนออกนอกหน้ามากนัก ข้าแก่แล้วรับไม่ไหวจริงๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”ปากเอ่ยไล่อีกฝ่ายคล้ายกับไม่อยากคุยด้วย แต่ตัวเองกลับยืนหัวเราะเสียงดังไม่ขึ้นจะขยับไปไหน

             

            “งั้นลาละ มัตสึฮิเดะกลับ!” ซีโร่ ควบม้ากลับค่ายทหาร โดยไม่หันมามองอีกเพราะหากช้าแม้สักนิดเขาอาจไม่มีโอกาสกลับถึงค่ายอย่างแน่นอนเพราะในเวลานี้พื้นดินรอบตัวของเขาคล้ายกับกำลังขยับไปมา

             

            ‘โธ่...อีกนิดเดียวแท้ๆ’ แพททริค ที่เห็นว่าเวทย์ที่ตัวเองแอบร่ายในระหว่างที่ยืนคุยนั้นไม่สามารถใช้งานได้ทันจึงได้แต่คิดอย่างเสียดาย

             

            “กลับมาได้แล้ว พาอุลย่าไปรักษาเร็วๆ” แพททริค กล่าวจบก็กลับไปยังที่ทำการของเมืองเพื่อวางแผนรับมือกับสงครามที่จะเริ่มในวันพรุ่งนี้สงครามที่แท้จริง

             

            ......

             

             

            เมืองเย่อิง

             

            ‘สมาพันธ์กิลเมืองเย่อิง’ ประกอบไปด้วยกิลขนาดกลางทั้งหมด 3 กิลและกิลขนาดเล็กอีก 2 กิลเนื่องจากกลางเดือนที่ผ่านมาในช่วงคืนจันทร์เต็มดวงสมาพันธ์ได้มีเรื่องกับกิลหนึ่งกิลที่หวังจะฆ่าบอสที่สมาพันธ์ดูแลอยู่

             

            สมาพันธ์กิลเมืองเย่อิงนั้นได้ตั้งกฎเอาไว้เมื่อนานมาแล้วคือให้กิลที่ต้องการฆ่าบอสลับ ‘หมาป่ากลืนจันทร์’ ที่จะเกิดแค่เดือนละ 1ครั้งโดยการสลับกันฆ่า

             

            แต่กิลตำหนักเซียนที่ฆ่าบอสไปแล้วหนึ่งครั้งด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็จงใจในเดือนที่แล้วนั้นปรากฏว่าเดือนนี้ยังคงเดินทางกลับมาที่เมืองเย่อิงหวังจะฆ่าบอสลับอีกครั้งทางสมาพันธ์จึงไม่อาจทนการกระทำที่ขัดต่อกฎของเมืองจึงระดมพลออกมาสู้กับกิลตำหนักเซียนการต่อสู้ที่ดุเดือดดำเนินอยู่เกือบ 2 อาทิตย์ก็จบลงชัยชนะตกเป็นของกิลตำหนักเซียน กิลที่เคยติดอันดับ 10 ของทวีปตะวันออกมาก่อนโดยที่สมาพันธ์ต้องยุบตัวลงและปล่อยให้เมืองเย่อิงตกอยู่ในการครอบครองของกิลตำหนักเซียน

             

            แต่ทว่าเว็บบอร์ดและผู้เล่นกลับมีเพียงไม่กี่คนที่ทราบข่าวซึ่งคนที่ทราบข่าวส่วนมากถ้าไม่นับคนในสมาพันธ์กับคนในกิลตำหนักเซียนก็มีเพียงผู้เล่นบางส่วนที่เดินทางผ่านเมืองเย่อิงในเวลานั้นหรืออาศัยอยู่ในเมืองเย่อิงเท่านั้น

             

            สาเหตุมาจากกุนซือของกิลตำหนักเซียนที่พยายามปิดข่าว โดยระหว่างการต่อสู้กุนซือมักส่งหน่วยเล็กๆ คอยกันพื้นที่โดยรอบและยังปล่อยข่าวลือมั่วๆ ออกไปหลายข่าวทำให้ผู้คนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่เข้าใจว่ากิลไหนกำลังสู้กับสมาพันธ์อยู่กันแน่และกุนซือผู้นี้ยังจงใจลงมือในเวลาที่ทั้งโลกกำลังจับตามองกิลโอเอซิสและกิลอดาเลียซึ่งแผนของกุนซือคนนี้ประสบผลสำเร็จอย่างงดงามเพราะในเวลานี้กิลตำหนักเซียนยึดเมืองเย่อิงไปแล้วอย่างเงียบๆเพียงแค่รอเวลาให้ชาวบ้านในเมืองเย่อิงยอมรับถึง 50% ระบบจะทำการโอนสิทธิ์ครอบครองให้เองโดยอัตโนมัตินี่ถือว่าเป็นการยึดเมืองที่คล้ายกับการทำสงครามแบบเต็มรูปแบบและยังกระทำได้โดยที่ทั่วโลกไม่รับรู้

             

            และในเวลานี้หลังจากที่จัดระเบียบให้กับเมืองเย่อิงเรียบร้อยแล้วปรากฏกองทัพขึ้นที่ด้านทิศใต้ของเมือง ซึ่งมีจำนวนกว่า 2,000คน ทั้งหมดนั้นคือทหารและสมาชิกของกิลตำหนักเซียน

             

            “ชนา ทุกอย่างพร้อมแล้วสามารถเดินทัพได้เลย” แอช เอ่ยขึ้น

             

            “เดินทางอีกแล้วเหรอ เหนื่อยจังนี่เราพึ่งยึดเมืองได้เองนะไม่คิดจะอยู่ฉลองสักหน่อยเหรอ”จูลี่ พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยๆ

             

            “ทนหน่อยน่าจูลี่ พวกเราใกล้จะได้พักแล้วละแต่คราวนี้อาจต้องเดินทางไกลสักหน่อยคงหลายวันกว่าจะถึง” ชนาหันมาตอบพร้อมกับยิ้มให้

             

            “ข้าต้องขอโทษเพื่อนของคุณหนูด้วยนะขอรับ ที่ทำให้ลำบาก” กุนซือ ขอตำหนักเซียนหันมาพูดกับจูลี่พร้อมกับค้อมตัวคำนับ

             

            “ท่านกุนซือ! ไม่ต้องๆ ท่านอายุมากกว่าข้าตั้งเยอะ ไม่ต้องมาคำนับข้าหรอก” จูลี่รีบพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปหาอีกฝ่ายและพยายามดันให้อีกฝ่ายยืดตัวขึ้น

             

            “มิได้ขอรับ ท่านจูลี่เป็นถึงเพื่อนสนิทของคุณหนูข้าต้องให้ความเคารพขอรับ” กุนซือยังคงยืนกราน

             

            “ออกเดินทางกันเถอะ ว่าแต่ทำไมถึงต้องเปลี่ยนแผนละเมืองที่เรากำลังจะไปมีอะไรสำคัญกว่างั้นหรือ” ชนา หันมาถามกุนซือของเขา

             

            “เพราะเมืองนั้นจะกลายเป็นประตูที่สำคัญในอนาคตขอรับ” กุนซือเอ่ย

             

            “แล้วทำไมตอนที่กิลอดาเลียยึด เจ้าถึงไม่ส่งทัพไปขวางละตอนนั้นพวกเราเองก็มีกำลังพอที่จะต่อกรกับกิลอดาเลียอยู่แล้ว” ชนาถามต่ออย่างสงสัย

             

            “เพราะในเวลานั้นพวกเรายังมิสมควรแสดงพลังมากนักแต่ในเวลานี้โลกกำลังจะเปลี่ยนแปลง พวกเราย่อมต้องโอนอ่อนตามโลกให้ทัน” กุนซือพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า แล้วคิดในใจ

             

            ‘และลางสังหรณ์ของข้าที่บอกว่า ณที่แห่งนั้นกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทวีปนี้ซึ่งข้าเองได้แต่หวังว่ามันจะเป็นเพียงลางสังหรณ์’

             

            ชนาที่เห็นท่าทางกุนซือของตนคล้ายกับมีอะไรบางอย่างในใจ ตัวเขาจึงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดแต่ในขณะนั้นเองเสียงของแอชก็พูดขึ้นซะก่อน

             

            “พูดให้เข้าใจยากอีกแล้ว เอาเป็นว่าพวกเราไปถึงน่าจะรู้เองสินะ”

             

            ‘โลกกำลังจะเปลี่ยนต้องโอนอ่อนตามโลกงั้นเหรอ’ มิลลาที่ฟังอยู่เงียบๆคิดตาม คล้ายกับกำลังเข้าใจอะไรบางอย่าง

             

            ชนาที่ได้ยินแอชเอ่ยจึงเลิกสนใจเพราะคงเป็นตามที่เพื่อนของเขาพูดนั่นแหละว่าไปถึงคงทราบเองแต่ทว่าอารมณ์หงุดหงิดกลับไม่สงบลงง่ายๆ เขาจึงหันไปพูดกับกุนซือของตนอีกครั้ง

             

            “เอาเถอะแต่ข้าเตือนไว้ก่อนนะถ้าเจ้าทำให้กิลตำหนักเซียนลำบากละก็...อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าก็แล้วกัน”

             

            ชนาพูดจบก็แผ่รังสีของปราณที่เข้มข้นออกมาเป็นรังสีที่น่ากลัวและอำมหิตอย่างมาก รังสีได้พุ่งเข้ากดดันกุนซือของเขาจนกุนซือต้องถอยหลังไป2 ก้าวพลางก้มหน้าลง

             

            “ข...ข้าจะไม่พลาด แน่นอนขอรับ...นายท่าน”

             

            ‘เขาเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือว่าเรื่องของคนคนนั้นจะมีอะไรซ่อนอยู่จริงๆ งั้นหรือ’ มิลลา มองไปที่คนรักของเธอพร้อมกับคิดถึงคนคนหนึ่ง

             

            “เคลื่อนทัพ!” แอช ตะโกนออกคำสั่ง

             

            ทหารและสมาชิกกิลตำหนักเซียนก็เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองที่จะเป็นประตูในอนาคตตามคำบอกของกุนซือของพวกเขา

             

            กิลตำหนักเซียนนั้นเคยขึ้นไปอยู่อันดับ10 ของโลกแต่ทว่าจู่ๆ ก็หล่นหายไปอย่างเงียบๆ ผู้คนต่างสงสัยเพราะสำหรับสมาชิกกิลตำหนักเซียนนั้นมีผู้เล่นติดอันดับจำนวนมากโดยเฉพาะชนา มิลลาและจูลี่ ที่ติดอันดับบอร์ดเลเวลและบอร์ดชื่อเสียงโดย

            ชนาผู้เล่นติดอันดับเลเวลสูงสุดอันดับที่ 21 เลเวล 257

            มิลลาผู้เล่นติดอันดับเลเวลสูงสุดอันดับที่ 261 เลเวล 216 และบอร์ดชื่อเสียงอันดับที่ 75

            จูลี่ผู้เล่นติดอันดับเลเวลสูงสุดอันดับที่ 262 เลเวลอ 215 และบอร์ดชื่อเสียงอันดับที่ 78

             

            เหตุผลเพราะหลังจากที่กิลกำลังเริ่มโด่งดังจนติดอันดับ10 อยู่นั้นในเวลานั้นเองชนาได้พบกับกุนซือวัยกลางคนรูปร่างผอมคนหนึ่ง ที่มีผมสีดำและผมขาวแซมอยู่เต็มหัวคล้ายกับคนที่ชอบคิดมากเพราะถ้าดูจากอายุน่าจะยังไม่มากนัก แต่กลับเริ่มมีผมหงอกขาวขึ้นเต็มหัวเขาเป็นกุนซือที่มีมารยาทเรียบร้อยท่าทางดูคล้ายกับคนทั่วไปไม่มีสง่าราศีอย่างที่กุนซือคนอื่นๆมีแม้แต่น้อย หลังจากที่เขาเข้าร่วมเป็นกุนซือให้กับกิลตำหนักเซียนเขาก็เสนอแผนการต่างๆ ออกมา

             

            แผนของกุนซือคนนี้มักจะดูเรียบง่ายเสมอศึกใดไม่ชนะเขาจะไม่ให้กิลตำหนักเซียนลงมืออย่างเด็ดขาดกิลตำหนักเซียนยอมทิ้งเมืองที่ตัวเองครอบครองอยู่ 2 เมืองตามคำของกุนซือผู้นี้จนอันดับตกลงจากบอร์ด

             

            ต่อมากิลตำหนักเซียนก็ยึดเมืองอื่นกลับคืนเพียงแต่ว่าการยึดเมืองต่อจากนี้ทำตามแผนของกุนซือซึ่งมีลักษณะการยึดเมืองแบบสงครามเต็บรูปแบบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปิดข่าวส่งสายลับ หรือแม้กระทั่งปล่อยข่าวลือจนทำให้คนทั้งโลกไม่เคยพบเห็นพลังที่แท้จริงของกิลตำหนักเซียนจึงทำให้ค่าชื่อเสียงของกิลเพิ่มขึ้นเพียงน้อยนิดเท่านั้น

             

            แต่แผนของกุนซือผู้นี้ไม่เคยผิดพลาดมาก่อนเลยสักครั้งกิลตำหนักเซียนดำเนินตามแผนของกุนซือผู้นี้มาแล้วกว่า 3 ปี จนในเวลานี้กิลตำหนักเซียนมีเมืองในครอบครองถึง 5 เมือง โดยมีเมืองขนาดกลาง 2 เมือง และเมืองขนาดเล็ก 3เมือง อาจจะดูน้อยกว่ากิลที่ติด 10 อันดับแรกของทวีปก็จริงแต่ทว่าเมืองที่ครอบครองกับยึดจุดยุทศาสตร์ชั้นเลิศแทบทั้งสิ้นเช่นเมืองที่มีดินอุดมสมบูรณ์เหมาะสมแก่การเพาะปลูกเมืองที่มีจุดยุทศาสตร์ทางทหารในด้านการป้องกันหรือเมืองเย่อิงที่พึ่งยึดได้ก็อยู่ติดกับป่าเงาจันทร์ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บเลเวลชั้นดีสำหรับทหารและสมาชิกกิลและยังมีบอสลับอย่างหมาป่ากลืนจันทร์ให้ออกล่าหาของแรร์อีกต่างหาก

             

            แผนของกุนซือคนนี้ครอบคลุมทุกขั้นตอนโดยมักเล็งไปถึงผลลัพธ์และความสำเร็จมากกว่าชื่อเสียงเสมอและนี่คือเหตุผลที่ชนายินยอมให้กิลตำหนักเซียนตกลงจากบอร์ด 10 อันดับแรก และทำตัวเองให้กลายเป็นเงามืดที่คอยกลืนกินแผ่นดินทีละนิดแต่ทว่าในครั้งนี้กุนซือที่ปกติมักจะดำเนินตามแผนการด้วยความสงบนิ่งกับเร่งรัดให้จัดทัพอีกครั้ง

             

            ซึ่งชนาเองก็แปลกใจว่าเหตุใดถึงมีการเปลี่ยนแผนไม่เหมือนที่ผ่านมาที่ไม่เคยเปลี่ยนแผนสักครั้งเดียวในความเป็นจริงแผนของกุนซือคนนี้คือยึดเมืองที่อยู่ถัดจากเมืองเย่อิงเพื่อสร้างจุดยุทศาสตร์แต่ในเวลานี้กลับบอกให้เดินทางข้ามเมืองถึง 3 เมืองเพื่อไปยึดเมืองที่บอกเพียงแค่ว่าจะกลายเป็นประตูสำคัญในอนาคต

             

            แต่ชนาเองไม่เอ่ยห้ามเพราะเขาอยากจะรู้เช่นกันว่าใครกันที่ทำให้ ‘สุมาอี้’ ยอดกุนซือที่ขงเบ้งยังไม่สามารถเอาชนะได้ต้องเปลี่ยนแผน ทั้งๆที่ยังไม่เคยพบหน้ากับอีกฝ่ายด้วยซ้ำ

    คล้ายกับเรื่องLegendary Combination การผสมผสานของตำนาน ที่คุณอ่าน