
02
หญิงงามในสวนท้อ
สามวันหลังจากจากรับด่าน์ องค์หญิงแห่งแดนประจิมจึงลืมตาตื่นนางหลับไปสามวันสามคืนเต็มๆ อาการาเ็และาแต่างๆสมานตัวหายไปอย่างไร้ร่องรอยนี่ช่างเป็เื่ที่สร้างความประหลาดใจให้แก่เผ่าัขาว
หรือจะเป็เพราะไข่มุกัเหมันต์ที่ติดตัวนางมาแต่กำเนิด เนื่องด้วยมันมีฤทธิ์รักษาอาการเจ็บป่วยได้ทุกโรค
าาไป๋หลงครุ่นคิดอย่างหนัก เดิมทีบุตรีของเขากำเนิดมาก็เกิดปรากฏการณ์มากมายเหล่าวิหค์ร่วมยินดี หมู่มัจฉาแหวกว่ายร่ายระบำต้อนรับ แผ่นฟ้าผืนดินะเืเลื่อนลั่น มือข้างหนึ่งกำไข่มุกัเหมันต์ เพียงเปล่งเสียงร้องออกมาครั้งแรกก็เรียกกระบี่ไป๋เจี้ยนออกมาได้นับว่าเป็ผู้มีบุญญาธิการสูง
“ท่านพ่อ ท่านจำที่ข้าเคยขอเมื่อสามวันก่อนได้หรือไม่? ”ไป๋จูเอ่ยถามในตอนที่บิดามาเยี่ยมอาการาเ็ของนาง
“จูเอ๋อร์ ภายนอกล้วนอันตราย แม้แต่แดนประจิมที่เ้าเกิดก็ใช่ว่าปลอดภัยไปเสียทุกที่ขอเ้าทบทวนให้ดีเสียก่อน” าาไป๋หลงกล่าวอย่างอดกังวลไม่ได้นับแต่เกิดมาบุตรีของเขาไม่เคยออกไปนอกทะเลชิไห่สี่ทะเลแปดดินแดนนี้มีอันตรายอยู่มาก เขาเป็กังวลนักว่าบุตรีจะพลาดพลั้งเสียที
“หากเป็เช่นท่านพ่อกล่าว ข้ายิ่งต้องออกไปเพื่อคืนความสงบสุขให้แก่ราษฎรแดนประจิม”ไป๋จูเอ่ยอย่างตั้งมั่น ในวันนี้นางเติบโตขึ้นมากบัดนี้นางผ่านด่าน์จนได้เป็เซียนชั้นสูงแถมนางยังมีอาวุธวิเศษอย่างกระบี่ไป๋เจี้ยนนางเป็ชาวเผ่า์ แล้วใยนางต้องกลัวพวกอธรรม มันไม่ใช่หน้าที่ของนางหรือที่ต้องปราบปรามคืนความสงบให้แก่สี่ทะเลแปดดินแดน
“จูเอ๋อร์ ภายนอกนั้นอันตรายมากกว่าที่เ้าจะคาดคิดทั้งหมู่มารปีศาจ สัตว์อสูรที่ร้ายกาจ ไหนจะพวกมนุษย์แสนโลภ” คราวนี้เป็ราชินีแดนประจิมที่เอื้อนเอ่ย
“แล้วกักข้าไว้แต่ในทะเลชิไห่ ข้าจะรู้ซึ้งถึงอันตรายที่พวกท่านกล่าวหรือเกิดมาก็ต้องหัดเรียนรู้ หัดเผชิญโลกกว้าง แก้ไขสถานการณ์ เอาตัวรอดได้ด้วยตนเองมิใช่ท่านพ่อกับท่านแม่หรอกหรือที่กรอกหูข้ามาั้แ่เยาว์วัย”
“เ้านี่มันโตแต่ตัวความดื้อเพ่งของเ้าไม่ได้ลดลงไปเลย” าาไป๋หลงเอ่ยอย่างไม่พอใจนักเมื่อเป็เด็กนางทั้งซนทั้งดื้อจนเขาต้องกักบริเวณไว้สามหมื่นปีผ่านมาถึงสามหมื่นปีนางก็ยังคงดื้อรั้น เพิ่มระดับมากกว่าวัยเยาว์เสียอีกนางสรรหาเหตุผลมารองรับได้อย่างพอดิบพอดีจนน่าเจ็บใจ
“กระบี่ไป๋เจี้ยนเป็อาวุธวิเศษที่ถูกสร้างมาให้มีอานุภาพทำลายล้างเป็กระบี่ใช้กำจัดหมู่มารและความอยุติธรรม การที่กระบี่เลือกข้านั้นแปลว่า้าให้ข้าเป็ผู้ขจัดความชั่วร้ายแล้วใยาาและราชินีแห่งแดนประจิมจึ่งไม่สนับสนุนข้าเล่า”
“...” เสียงถอดถอนหายใจและการไม่เอ่ยโต้แย้งของบิดาและมารดาทำให้ไป๋จูแอบอมยิ้มเกลี่ยกล่อมอีกหน่อยพวกท่านต้องคล้อยตามแน่
“ข้าถือกำเนิดมาพร้อมกับหน้าที่จาก์ให้ผดุงธรรมท่านพ่อและท่านแม่โปรดอย่าขัดขวางหน้าที่ของข้าเลย” สิ้นประโยคของผู้เยาว์กว่าสองผู้สูงศักดิ์ต่างมองหน้ากันคล้ายกำลังปรึกษากันทางสายตาสิ่งที่นางเอ่ยล้วนมีเหตุผลและเห็นจะเป็จริง าาไป๋หลงนึกย้อนไปในวันที่เทพบิดรมอบกระบี่ไป๋เจี้ยนให้แก่เผ่าัขาวท่านรับสั่งไว้หนึ่งประโยค
‘กระบี่ปราบมารรอเ้าของเพื่อคืนความสงบสุขแก่สี่ทะเลแปดดินแดน’
เ้าของในประโยคนั้นเป็บุตรีของเขาไม่ผิดเพี้ยน ตอนนางถือกำเนิดเทพชะตาจากแดน์ชั้นเก้าฟ้าเคยลงมาดูชะตาให้กับนางและบอกกับทุกคนว่านางมีชะตากรรมอันยิ่งใหญ่และมีเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวงถึงแก่ชีวิตที่ต้องผจญเช่นกัน
เหตุนี้เองที่ทำให้าาและราชินีแดนประจิมเป็กังวลและเลือกกักบุตรีไว้แต่ในทะเลชิไห่กลัวเหลือเกินว่าจะเสียบุตรีอันเป็ที่รักไป
“ในเมื่อเป็ลิขิตแห่ง์ เราไม่ควรเข้าขัดขวาง”ไป๋อวี้ที่ยืนแอบฟังมาพักใหญ่ก้าวเดินออกมาจากหลังบานประตูห้องบานใหญ่เอ่ยขึ้นตลอดระยะเวลาสามหมื่นปีที่เขาพร่ำสั่งสอนวิชาแก่น้องสาวเขารับรู้ได้ว่านางมีพร์ในการต่อสู้มากกว่าใครในเผ่าัขาวที่ไม่ถนัดด้านบู๊หรือแม้แต่เผ่า์เองก็ตามเป็เพียงสตรีแต่กลับแข็งแกร่ง เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงได้อย่างว่องไวเห็นทีเสี่ยวจูของเขาคงเกิดมาตามลิขิตแห่ง์เพื่อใช้กระบี่ไป๋เจี้ยนผดุงธรรมตามที่นางกล่าวไว้
“แม้แต่เ้าเองยังเอ่ยเช่นนั้นข้าคงหมดปัญญาจะปกป้องโชคชะตาของจูเอ๋อร์แล้ว” าาไป๋หลงเอ่ยอย่างหมดหวังในขณะที่ราชินีแดนประจิมเข้าตระกองกอดบุตรสาวไว้แนบอกอย่างนึกใจหายนางมีความรู้สึกว่าการปล่อยไป๋จูออกไปเผชิญโลกกว้างคราวนี้นางอาจสูญเสียบุตรีไปเป็ที่แน่นอน
“กาลเวลาแปรผัน โชคชะตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงขอท่านพ่อและท่านแม่อย่าได้กังวล” ไป๋อวี้เอ่ยอย่าง้าปลอบใจบิดาและมารดาทั้งที่ตัวเขาเองก็รู้ดีแก่ใจว่าโชคชะตาเป็ลิขิตแห่ง์กำหนดไม่มีวันแปรเปลี่ยน และสิ่งนี้ทั่วทั้งสี่ทะเลแปดดินแดนรับรู้ดี
“เอาล่ะจูเอ๋อร์ ตามพ่อไปที่คลังเก็บอาวุธถึงเวลาที่ต้องส่งคืนกระบี่ไป๋เจี้ยนแก่เ้าของ” สิ้นคำของบิดาไป๋จูก็ผลิยิ้มออกมาอย่างดีใจ ในที่สุดนางก็จะได้ใช้งานอาวุธวิเศษของนางสักที
ไป๋จูเดินตามบิดามายังคลังเก็บอาวุธที่นางเคยแอบย่องมาเมื่อสามหมื่นปีก่อนที่นี่ยังคงเหมือนเดิม มีทหารยามเฝ้าประตูด้วยท่าทางองอาจเมื่อเห็นาาไป๋หลงเดินเข้าไปใกล้ก็รีบทำความเคารพอย่างยำเกรงนางเดินตามหลังบิดาไม่ให้พลาดแม้ครึ่งก้าวผ่านหน้าทหารยามที่อยู่ในท่าเคารพเข้ามาภายในคลังเก็บอาวุธวิเศษ
“ไป๋เจี้ยน...” กระบี่ตรงหน้าส่องรัศมีสว่างไสวเหมือน้าบอกเป็นัยๆว่าถึงเวลาที่จะมอบมันให้แก่ผู้เป็เ้าของที่แท้จริงแล้ว ไป๋จูเอื้อมมือเข้าไปหาครั้งนี้นางไม่ถูกอาคมของกระบี่ดีดออกมาเหมือนสามหมื่นปีก่อนน่าอัศจรรย์ที่กระบี่วิเศษลอยมาอยู่บนฝ่ามือของนางเองราวกับเต็มใจ
“จงใช้มันขจัดอธรรม นำความสุขสงบสู่สี่ทะเลแปดดินแดน”
“ลูกรับบัญชาท่านพ่อ” ไป๋จูรับคำบิดาก่อนจะนั่งลงทำความเคารพภายในใจมีความปิติยินดีอัดแน่น ในที่สุดวันเวลาที่นางรอคอยก็มาถึง
“การผจญโลกในครั้งนี้พ่อจะให้หลี่หลงร่วมเดินทางไปกับเ้าด้วย” เมื่อฟังคำสั่งจากบิดาหูนางก็ผึ่งขึ้นมาทันที
“บุตรคนโตของเผ่าปลาันั่นน่ะหรือ แต่ท่านพ่อลูกไปคนเดียวได้” ไป๋จูหวนนึกไปถึงใบหน้าที่ถือว่างดงามเกินชายของบุรุษคนดังกล่าวพักนี้ท่านแม่ก็ชอบเอ่ยถึงหลี่หลงบ่อยๆแถมตัวหลี่หลงเองก็ชอบมาทำตาหวานเชื่อมใส่นางทุกวันนับแต่นางถูกปลดปล่อยจากการกักบริเวณแล้วมาวันนี้ท่านพ่อยังจะให้เขาตามไปผจญโลกกับนาง แค่คิดก็แทบอยากจะชิงหนีไปเสียเดี๋ยวนี้
“พ่อจะยอมให้เ้าออกไปผจญโลกภายนอกแต่จะมิยอมให้เ้าไปเพียงลำพัง” สิ้นคำกล่าวใบหน้าของาาไป๋หลงก็แสดงความขึงเครียดทันตาอ่า...ดูท่านางจะขัดความ้าของบิดาไม่ได้เสียแล้ว หากเื่มากเกินไปบิดาอาจจะเปลี่ยนใจไม่ยอมให้นางออกไปผจญโลก
“เช่นนั้นก็ได้ หากแต่เขาชักช้าไม่ทันการจะมาโทษว่าลูกไม่รั้งรอไม่ได้” ไป๋จูเอ่ยพลางคิดในใจหลี่หลงผู้นี้ดูเป็บุรุษอ้อนแอ้น จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวดูเชื่องช้านุ่มนิ่มไม่แน่ว่าป่านนี้อาจจะเพิ่งพับผ้าทีละชิ้นใส่ย่าม
“อย่าห่วงเลยบุตรีของข้า หลี่หลงได้มายืนรอเ้าอยู่ที่หน้าประตูคลังอาวุธมาพักใหญ่แล้ว”สิ้นคำบิดาไป๋จุหันกลับไปทางประตูก็พบกับร่างสูงสง่าที่ดูบอบบางกว่าบุรุษทั่วไปเขากำลังยืนยิ้มอยู่หน้าประตูภายใต้เสื้อผ้าที่ดูแปลกตาไปจากเดิมอืม...เ้าหลี่หลงในวันนี้ดูเป็บุรุษที่สมบุรุษขึ้นมานิดหน่อย
“หลี่หลงมีวิชาความรู้มากนักเขาจะช่วยเหลือเ้าได้ในภายภาคหน้า” ไป๋จูหันกลับไปมองบิดาอีกคราก่อนจะส่งยิ้มแหยๆกลับไปให้โดยไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด
แม้ว่าในใจตอนนี้จะกู่ร้องว่า ‘ข้าดูแลตัวเองได้! ’
“เสี่ยวจูเ้าคิดไว้หรือยังว่าจะออกเดินทางไปที่ใด” ไป๋จูหันกลับไปมองบุรุษที่เดินตามหลังอยู่อย่างอืดอาดแสลงหูนักที่ถูกเขาเรียกว่าเสี่ยวจู บังอาจ เ้าคนบังอาจ
“เ้าต้องเรียกข้าว่าไป๋จูนอกจากไป๋อวี้พี่ชายข้าแล้ว ข้าไม่อนุญาตให้ใครเรียกข้าว่าเสี่ยวจู” หลังจากล่ำลาบิดามารดาและพี่ชาย ไป๋จูและหลี่หลงก็ออกเดินทางจากทะเลชิไห่ขึ้นสู่แผ่นดิน
“ทำไมถึงเรียกเช่นนั้นไม่ได้พ่อกับแม่ของเ้าอยากให้เราปรองดองกัน ภายภาคหน้าเ้าอาจต้องแต่งเข้าวังของข้า”สองเท้าของไป๋จูชะงักกึกก่อนที่นางจะหันขวับกลับไปมองอีกหนึ่งบุรุษที่ยืนยิ้มอย่างไม่รู้สึกรู้สาความโมโหโกรธาถูกกระตุ้นขึ้นด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำไอัรุนแรงแผ่ออกมาจากร่างข่มขวัญบุรุษตรงหน้า
“ข้าเป็ธิดาแห่งาาั์ไป๋หลงผู้ปกครองแดนประจิมส่วนเ้าเป็บุตรแห่งหัวหน้าเผ่าปลาัที่อาศัยในทะเลสาบเล็กๆภายใต้การปกครองของบิดาข้า...ไม่คิดว่าตนเองใฝ่สูงเกินไปรึที่จะแต่งั์เข้าเป็ภรรยาเ้าไม่รู้สึกว่าตนเองช่างต่ำต้อยบ้างเลยรึ หลี่หลง ” แรงกดดันจากไอัที่รุนแรงทำเอาหลี่หลงทรงตัวยืนไว้ไม่อยู่ โลหิตหลั่งไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดเขารู้สึกมือไม้อ่อนแรงและกลายเป็เด็กหนุ่มตัวกระจ้อยร่อย
“ขะ...ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว”ไป๋จูนั้นไม่ใช่คนเ้าคิดเ้าแค้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสำนึกได้นางก็หันหลังกลับและออกเดินทางต่อโดยไม่ได้หันมาสนใจหลี่หลงอีก
โลกภายนอกนี้มีอะไรให้นางสนใจมากกว่าเ้าปลาัทึ่มอย่างหลี่หลง!
“เขาลูกนั้นมันอะไรกันมีไอั์เต็มไปหมด...” ไป๋จูมองตรงไปยังูเาสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าหากจำไม่ผิด เหมือนในตำราที่ไป่อวี้เคยให้ท่องจำจะระบุชื่อของเขาลูกนี้เอาไว้นางคลับคล้ายคลับคลาจะจำชื่อได้แต่กลับติดอยู่ที่ปลายลิ้น
“เขาคุนหลุน เป็ที่ตั้งของสำนักคุนหลุนที่เหล่าเทพเซียนหลายท่านเคยเป็ศิษย์ว่ากันว่าตำหนักที่ประทับของเทียนโฮวองค์ก่อนก็อยู่ที่นี่” น้ำเสียงนุ่มนวลของหลี่หลงที่เดินตามมาดังขึ้น
“ใช่ๆ เขาคุนหลุน! เทียนโฮวองค์ก่อน...หมายถึงตี้โฮวเหยาฉือจวินเยว่เหรอ? ” ไป๋จูหันกลับไปถามคนที่ไม่รู้ว่าเดินมายืนเคียงข้างนางั้แ่เมื่อใด สายตาคู่สวยเฝ้ารอคำตอบอย่างใจจดจ่อ
“ถูกแล้วพระนางประทับอยู่บนเขากั่วซานยอดเขาสูงสุดของคุนหลุนท่ามกลางสวนท้อ์”
“ทำไมพระนางไม่ประทับอยู่บน์ชั้นเก้าฟ้าเหมือนเทพชั้นสูงองค์อื่น”ไป๋จูเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ ในตำราบอกเพียงแต่ว่าตี้โฮวปลีกวิเวกแต่ไม่ได้บันทึกถึงเหตุผล หรือไม่นางอาจจะอ่านข้ามเนื้อหาในตอนใดไปโธ่...ตำราของไป๋อวี้มีมากนัก อ่านอีกสามแสนปีก็คงไม่หมด
“นับแต่เทียนจวินองค์ก่อนดวงจิตแตกดับกลับคืนสู่กระแสธาริญญา พระนางก็แต่งตั้งเทียนจวินองค์ปัจจุบันขึ้นเป็าา์ก่อนที่จะปลีกวิเวกถือสันโดษอยู่ที่ตำหนักสวนท้อบนเขากั่วซาน...น้อยครั้งที่จะปรากฏกายต่อหน้าชาวเผ่า์แม้แต่จะเข้าพบยังนับว่ายากนัก” หลี่หลงเอ่ยตอบอย่างภูมิใจในความรู้ของตนยิ่งใบหน้างดงามที่จับจ้องมาอย่างใคร่รู้นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกภูมิใจ ที่อย่างน้อยก็สามารถทำให้นางหันกลับมามองเขาอย่างเต็มใจได้
“ฟังดูแล้วช่างเป็เื่ที่แสนเศร้า...”น้ำเสียงของไป๋จูเศร้าสร้อยลงถนัดตา หากจำเื่ราวในตำราไม่ผิดเทียนจวินองค์ก่อนสละตนปกป้องสี่ทะเลแปดดินแดนในาเผ่ามาร นับแสนปีก่อนนางจะถือกำเนิด“ตี้โฮวใช้ชีวิตอย่างเดียวดายมานับแสนปีแล้วสินะ”
“ตี้โฮวเป็เทพาท่านย่อมต้องสละซึ่งความรู้สึกโศกเศร้าได้แน่นอน เ้าอย่าเศร้าใจไปเลย”
“เทพาแล้วอย่างไรต้องเห็นคนรักตายจากไป ต่อให้เป็มนุษย์หรือเทพเซียนล้วนไม่อาจทำใจได้ทั้งสิ้น”ใครเป็คนกำหนดกฎเกณฑ์กันว่าเทพยุคาต้องไร้ซึ่งความรู้สึกทั้งปวง์กำหนดไว้อย่างนั้นน่ะหรือ
“ไป๋จูเ้าเอ่ยราวกับเ้าเคยมีความรัก” หลี่หลงเอ่ยขัดอย่างตะขิดตะขวงใจใยสตรีผู้งดงามในดวงใจจึ่งตัดพ้อต่อว่าราวกับเคยผจญกับความรักมาก่อนจะเป็ไปได้หรือ? ในเมื่อนางถูกกักบริเวณอยู่แต่ในตำหนักจูหลงมาสามหมื่นปีมีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าไปเยี่ยมเยียนและเล่นกับนางบ่อยๆ
“มีสิ ข้ามีความรักมาั้แ่ถือกำเนิดข้ารักบิดา มารดาและพี่ชายของข้า ข้ารักเหล่าราษฎรแดนประจิมข้ารักทุกสรรพสิ่งในสี่ทะเลแปดดินแดนนี้” หลี่หลงยิ้มแห้ง ที่แท้เป็เขาที่คิดมากไปเสี่ยวจูยังไม่รู้จักความรักระหว่างชายหญิง นั่นนับว่าเป็เื่ดีหรือไม่?หลี่หลงใคร่ครวญซ้ำๆ แต่เขาก็เป็หนึ่งในราษฎรแดนประจิมเป็สรรพสิ่งในสี่ทะเลแปดดินแดน อย่างน้อยเขาก็ได้รับความรักจากนางแล้ว
ั้แ่เด็กนางไม่ยอมให้เขาเรียกว่าองค์หญิงเพราะนับว่าเขาเป็สหายคนหนึ่งน่าเสียดายที่เขาไม่ได้คิดเช่นนั้น คิดแล้วก็เวทนาตนเองนัก เป็แค่บุตรชายเผ่าปลาับังอาจมีใจรักองค์หญิงแห่งแดนประจิม บุตรีาาัไป๋หลง ัขาวแห่งเผ่า์
“ข้าว่าเราออกเดินทางไปแดนมนุษย์เถิดที่นั่นคงมีเื่ราวมากมายให้เ้าช่วยเหลือ” หลี่หลงชี้แนะเมื่อเห็นว่าไป๋จูเอาแต่เพ่งมองไปยังเขาคุนหลุนที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
“ไม่ ข้าจะขึ้นไปบนคุนหลุนก่อนข้าอยากไปเยือนสำนักคุนหลุนสักครั้งในชีวิต” ไป๋จูเอ่ยอย่างแน่วแน่ไหนๆ ก็ผ่านมาแล้ว เข้าไปสำรวจสักนิดจะเป็ไรไป ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่า์เชียวนะ
“ที่นั่นมีแต่บุรุษ เ้าเป็สตรีมันไม่ควร” หลี่หลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใยถึงแม้ว่าต่อให้นางดื้อเพ่งจะขึ้นไป เขาก็พร้อมร่วมเดินทางไปกับนางอยู่ดีแต่เขาไม่อยากให้บุรุษใดเห็นใบหน้าอันงดงามของนาง เขาคิดอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนี้นางรู้เข้าคงเกลียดเขาเป็แน่
“บุรุษ สตรีแล้วมันเป็อย่างไรเล่า“
“ก็...” หลี่หลงทำได้เพียงแต่มองใบหน้าของนางด้วยท่าทีที่อ้ำอึ้ง
“...” ไป๋จูเพ่งมองบุรุษตรงหน้าด้วยความแคลงใจแค่นางอยากจะแวะขึ้นไปทำความเคารพผู้าุโแห่งคุนหลุน มันจะเป็ไรไป ทำไมหลี่หลงต้องห้ามนางแล้วทำไมเขาจะต้องหน้าแดงซ่านราวสตรีแรกแย้มเช่นนั้นเห็นทีสหายผู้นี้อาจมีใจไม่เหมือนบุรุษโดยทั่วไป ทั้งกิริยาวาจาที่อ่อนหวานกว่าไหนจะรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้นนั่นอีกเล่า งดงามเสียยิ่งกว่าสตรีหลายนางแถม่วัยเยาว์ก็ชอบมาคลุกคลีเล่นกับนาง ไม่มีเด็กผู้ชายที่ไหนชอบเล่นกับเด็กผู้หญิงหรอก
อืม...แต่ละเหตุผลช่างดูส่งเสริม
ใช่แล้ว...ใช่แล้วหลี่หลงคงเปรียบดั่งขันธีในพระตำหนักฝ่ายในของแดนมนุษย์
บุรุษผู้มิได้มีใจใฝ่หาสตรีเช่นนั้นแล
“ใยเ้าทำหน้าเช่นนั้นข้ารู้สึกเสียวสันหลังชอบกล” หลี่หลงรู้สึกได้ว่าองค์หญิงแห่งแดนประจิมกำลังคิดเื่พิเรนทร์สักเื่เกี่ยวกับเขาอยู่แน่นอนจากสีหน้าเ้าเล่ห์ของนางในตอนนี้ เป็เครื่องยืนยันชั้นดีว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง
“ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลเพียงแต่ข้าเข้าใจหัวจิตหัวใจของเ้าอย่างท่องแท้แล้วเพียงเท่านั้น” ไป๋จูอมยิ้ม ความหนักใจที่อาจจะถูกบิดายกให้หลี่หลงเป็อันคลี่คลาย “เราขึ้นไปบนคุนหลุนกันเถอะ...หลงเอ๋อร์”
“ละ...หลงเอ๋อร์? ” หลี่หลงตื่นตระหนกกับสรรพนามที่นางในดวงใจใช้เรียกตนใยนางทำน้ำเสียงเอ็นดูเช่นนั้นเล่าหรือว่าความรู้สึกของนางที่มีต่อเขากำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงขึ้นมาบางแล้ว? “รอข้าด้วยไป๋จู! ”
ไป๋จูเหลียวหลังกลับไปมองบุรุษอ้อนแอ้นที่กำลังวิ่งตามหลังมาอย่างรีบร้อนใบหน้าของเขาดูเบิกบานยิ้มแย้มสงสัยสรรพนามใหม่ที่นางใช้ขานเรียกจะถูกอกถูกใจไม่น้อยแต่ตอนนี้เื่ที่ควรจดจ่อก็คือการเดินทางขึ้นไปยังเขาคุนหลุนเส้นทางล้วนมีอุปสรรคและค่ายกลนับไม่ถ้วน
สมแล้วที่เป็แดนศักดิ์สิทธิ์การป้องกันคุ้มครองช่างแ่า แต่ก็ไม่ได้คณามือของนางหรอก
“หยุดอยู่ตรงนั้น พวกเ้าเป็ใครบังอาจรุกล้ำแดนศักดิ์สิทธิ์! ” บุรุษชุดขาวจำนวนมาก วิ่งกรูเข้ามารายล้อมนางและหลี่หลงในจังหวะที่ประตูทางเข้าของสำนักคุนหลุนตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
นี่คงจะเป็เหล่าเทพเซียนที่เป็ศิษย์แห่งสำนักคุนหลุนกระมังดูแล้วเป็พวกเคร่งอยู่ในกฎระเบียบอย่างไม่ต้องสงสัยเห็นอย่างนี้แล้วนับว่าเป็ของแสลงสำหรับพวกชอบแหกกฎฟ้ากฎ์เช่นนาง
“นะ...นี่พวกเ้า อย่าเสียมารยาทนะ!” หลี่หลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะยืดตัวขึ้นทำท่าราวกับกำลังปกป้องนาง ไป๋จูเห็นดังนั้นก็รู้สึกสะท้อนใจนักนางจะปล่อยให้บุรุษตัวน้อยแสนบอบบางออกโรงปกป้องได้อย่างไร
“เซียนทุกท่านโปรดระงับโทสะข้าน้อยมีนามว่าไป๋จู เป็บุตรีแห่งาาัไป๋หลง ข้าและสหายเดินทางผ่านมา มีเจตนาเพียงแค่อยากมาทำความเคารพผู้าุโแห่งคุนหลุนไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินแต่อย่างใด”
“ที่แท้เป็องค์หญิงไป๋จูพวกข้าต้องขออภัยที่เสียมารยาท” ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาด้านหน้าพลางทำท่าทางเคารพนางดูจากท่าทางแล้ว น่าจะเป็พี่ใหญ่ของบุรุษกลุ่มนี้ “อีกอย่างตอนนี้ท่านอาจารย์ไม่ได้อยู่ที่คุนหลุนแต่ไปหารือกับเทียนจวินยัง์เก้าชั้นฟ้า”
“มาเสียเที่ยวหรือนี่...” ไป๋จูพึมพำเบาๆ อย่างแสนเสียดาย “เช่นนั้นข้าและสหายก็ไม่ขอรบกวนเวลาฝึกตนของเหล่าเซียนแล้ว ขอลา”
ไป๋จูเอ่ยอย่างนอบน้อมสายตาก็เหลือบมองประตูทางเข้าของสำนักคุนหลุนอย่างนึกอาลัย
“เราจะเดินทางไปที่ใดต่อหรือ”หลี่หลงที่เงียบมานานจนนางนึกว่าหนีกลับทะเลชิไห่ไปแล้วก็เอ่ยถามขึ้น
“เขากั่วซาน” นางเอ่ยอย่างมาดมั่น สายตามองตรงไปยังยอดเขาที่ตั้งตระหง่าน
“หะ...หา! นั่นเป็เขตหวงห้ามเป็ที่ประทับของเหยาฉือจวินเยว่ หากไม่ได้รับอนุญาตจะต้องทัณฑ์อัสนี์แปดสิบสายนะ ไม่ได้ อย่างไรก็ไม่ได้” หลี่หลงเอ่ยอย่างร้อนรนบัดนี้ในสายตาของไป๋จู เขาช่างเป็บุรุษน้อยที่ชอบตื่นตระหนกยิ่งนัก
“ข้าแค่จะไปทำความเคารพตี้โฮวไม่ได้ก่อเื่เสียหน่อย เ้ากลัวสิ่งใด” นางว่าพลางก้าวขายาวๆเดินหน้าไปยังเป้าหมายอย่างไม่ลังเลต่างจากปลาัหนุ่มที่หันรีหันขวางอย่างตัดสินใจไม่ถูกแต่จนแล้วจนรอดก็รีบก้าวตามนางมาจนได้ เสียดายก็แต่ปากยังคงพร่ำบ่นไม่หยุด
“ไป๋จู ์ชั้นเก้าฟ้ามิได้อิสรเสรีอย่างแดนบูรพากฏเกณฑ์ล้วนเข้มงวดยิ่ง ต้องโทษแล้วมิอาจละเว้นได้ เ้าใคร่ครวญอีกครั้งเถิด”ไป๋จูปรายตามองหนุ่มอ้อนแอ้นที่จ้ำเท้าอยู่ข้างๆ อย่างนึกรำคาญใจ
“หลี่หลงเ้ารู้ไหมว่าเ้าหัวหดเสียยิ่งกว่าพวกเต่า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นๆ“และข้าเกลียดคนนิสัยเช่นนี้นัก”
“...” ปลาัหนุ่มหุบปากลงทันใดรู้ดีแก่ใจว่าตนไม่สามารถห้ามหญิงสาวได้เขาคงทำได้เพียงร่วมเป็ร่วมตายไปกับนางเท่านั้นความรักที่เขามีให้องค์หญิงแห่งเผ่าัขาวนั้น ล้ำลึกเกินกว่านางจะคาดเดาได้แต่เขาก็คาดหวังว่าสักวันหนึ่งนางจะรับรู้ถึงหัวใจที่เขามีต่อนาง
“สวนท้อสวยเหลือเกิน...” ไป๋จูพึมพำออกมาแ่เบา เมื่อสองเท้าเหยียบย่างล่วงล้ำเข้ามายังพื้นที่ที่มีต้นท้อเรียงรายละลานตาทุกต้นล้วนออกดอกบานสะพรั่ง ส่วนหลี่หลงนั้นยังคงมีท่าทีกล้าๆ กลัวๆ เช่นเคย แต่กลับไม่ปริปากพร่ำบ่นเช่นก่อนหน้านี้
“ใครกัน อาจหาญบุกรุกสวนท้อ์ของข้า...”
สองเท้าที่ก้าวเดินเป็อันชะงักอยู่กับที่น้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ลอยมากับสายลม ทำให้ไป๋จูหันมองรอบตัวกระแสเสียงฟังดูเยือกเย็น และให้ความรู้สึกที่ว่างเปล่า
“แย่แล้วไป๋จูพวกเราเห็นทีจะต้องโทษสถานหนักเป็แน่” คราวนี้หลี่หลงจอมทึ่มที่เงียบมาตลอดทางเริ่มแสดงท่าทีลนลานอีกครั้ง พร้อมกับเข้ามาเขย่าแขนนางด้วยใบหน้าซีดเผือดไป๋จูปรายตามองเพื่อนร่วมทางอย่างไม่ชอบใจก่อนจะชักแขนข้างนั้นออกจากการเกาะกุมที่นางไม่ได้อนุญาตพลางสายตาคู่สวยก็กวาดตามองทั่วป่าท้อเพื่อหาต้นตอของเสียง ก่อนที่จะเหลือบขึ้นไปมองบนต้นท้อที่นางยืนอยู่ใกล้ที่สุด
นั่นปะไร!
สายตาของนางปะทะเข้ากับร่างของหญิงสาวนางหนึ่งซึ่งกำลังทอดกายอยู่บนกิ่งใหญ่ของต้นท้อ เรือนผมสีขาวที่พลิ้วไหวตามแรงลมอาภรณ์สีแดงสดที่ถูกสวมทับด้วยเสื้อนอกสีขาวสะอาดตาใบหน้านั้นงดงามสะกดตาอย่างที่ไม่เคยได้พบเห็นมาก่อนในมือของนางมีไหเหล้าใบเล็กที่ถูกนางยกขึ้นจิบเป็ระยะอยู่หนึ่งใบ
นี่เทพเซียนจาก์ชั้นไหนกัน...งดงามเสียจนสตรีอย่างข้าก็อดตะลึงตาค้างไม่ได้!
ไป๋จูพร่ำบ่นกับตัวเองดวงตายังคงนิ่งค้างอยู่กับร่างบนกิ่งต้นท้อไม่ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายของเ้าปลาัข้างกายแต่อย่างใด
เ้าของเรือนร่างงดงามนั้นหลุบตาลงต่ำเพื่อประสานสายตาเข้ากับนาง ไป๋จูตะลึงงันราวกับต้องมนต์สะกดความสวยงามในโลกหล้านี้ ไป๋จูคิดว่าได้มารวมอยู่บนกายของสตรีนางนี้จนหมดสิ้นแล้ว
เมื่อไร้สัญญาณตอบกลับจากผู้บุกรุกตรงหน้าร่างงดงามบนต้นท้อนั้น ก็ค่อยๆหย่อนกายลงมายังพื้นเบื้องล่างด้วยท่าทีงามสง่าอย่างหาใดเปรียบ
“พวกเ้ายังไม่ได้ตอบคำถามของข้า”น้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ดังอยู่ใกล้ๆ ทำให้ไป๋จูตื่นจากภวังค์
“ขะ...ข้าชื่อไป๋จูบุตรีของาาไป๋หลงแห่งแดนบูรพา” นางเอ่ยพลางหลบตาสตรีตรงหน้าความรู้สึกนี้มันอะไรกัน แปลกประหลาดเสียจริง เป็สตรีเฉกเช่นเดียวกันแท้ๆ “ส่วนนี่หลี่หลง สหายของข้า...”
“ที่แท้ก็ลูกสาวของท่านไป๋หลงเช่นนั้นเ้ามาทำอะไรที่เขากั่วซาน…” สายตาคู่สวยจับจ้องมายังไป๋จูเพื่อรอฟังคำตอบใบหน้างดงามของสตรีอ่อนเยาว์ตรงหน้า ทำให้นึกเอ็นดูนักผ่านมานานเท่าใดแล้วที่นางไม่ได้เสวนากับผู้คน
“พวกข้าเดินทางผ่านมาได้ยินว่าตี้โฮวทรงประทับอยู่ที่นี่ จึงอยากเข้ามาคารวะผู้าุโ” ไป๋จูเอ่ยด้วยวาจาที่ฉะฉานกว่าเมื่อครู่หรือแม่นางผู้นี้ก็คิดจะขวางทางนางไว้ด้วยอีกคน
“กล้าหาญไม่เบาเมื่อรู้ว่าเป็ที่ประทับของตี้โฮว ก็คงรู้กระมังว่าเป็เขตหวงห้ามแล้วทำไมยังบุกรุกขึ้นมาเล่า” นางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มพลางมือก็ยกไหเหล้ากรอกเข้าปาก
“นั่นสิไป๋จูเรารีบออกไปจากที่นี่เถอะ...” หลี่หลงส่งเสียงกระซิบอยู่ด้านหลังไป๋จูเหลือบตาไปมองก็เห็นเพียงแต่ใบหน้าขาวซีดเป็เนื้อปลาต้ม
“นั่นเพราะข้าคิดว่าข้าแค่อยากมาทำความเคารพผู้ใหญ่ ทำไมจะต้องกลัวโทษทัณฑ์ด้วยเล่าผู้น้อยอย่างข้าทำผิดหลักประการใด” ไป๋จูคิดว่า หาก์จะลงโทษนางด้วยเหตุนี้ก็ออกจะเกินไปกระมัง
“เสด็จย่า...” ก่อนจะมีใครได้เอ่ยสิ่งใดต่อน้ำเสียงทุ้มชวนฟังของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแหวกอากาศมาจากทางด้านหลังของไป๋จู “ขออภัย ข้าไม่รู้ว่าท่านมีแขก”
“เฟยิของย่าเองหรือวันนี้ครึกครื้นเสียจริง” สตรีตรงหน้าเอ่ยขึ้นใบหน้าของนางยามนี้ยิ้มแย้มแววตาที่ทอดมองผู้มาใหม่ช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนนั่นทำให้ไป๋จูอดคิดถึงผู้เป็มารดาของตนไม่ได้ป่านนี้จะกำลังคิดมากเื่ของนางอยู่หรือไม่นะ
“หละ...หลี่หลง คารวะองค์ไท่จื่อ!” เสียงตื่นตระหนกของหลี่หลงดังขึ้น ก่อนที่ร่างบอบบางนั่นจะคุกเข่าในท่าทำความเคารพไป๋จูมองภาพนั้นด้วยความใ นางเลื่อนสายตาจากหลี่หลงหันกลับไปยังผู้มาใหม่ที่อยู่ด้านหลัง
ร่างสูงสง่าใบหน้างดงามราวกับถอดมาจากสตรีก่อนหน้านี้ ั์ตาสีทองอร่าม ไอัแผ่อยู่รอบๆตัว บุคลิกท่าทางองอาจน่ายำเกรง เป็องค์รัชทายาทเฟยิของเผ่า์ไม่ผิดแน่
“คารวะองค์ไท่จื่อ” เฟยิเลื่อนสายตาจากผู้เป็ย่ามายังสตรีนางหนึ่งที่กำลังทำท่าเคารพตนเองอยู่ประเมินด้วยสายตา นางงดงามหมดจด ในสามโลกนี้คงเป็รองเพียงเสด็จย่าของเขาเท่านั้นไอัรอบกายนาง บ่งบอกให้รู้ว่านางคือเผ่าัไม่ผิดเพี้ยนแต่องค์รัชทายาทแห่งเผ่า์กลับไม่เคยเห็นหน้าของสตรีผู้นี้มาก่อนหรือจะเป็เซียนรับใช้ใหม่ที่เสด็จย่าของเขาเรียกมากันนะ
ไม่ถูกต้อง...เผ่าัถือเป็เผ่า์ชั้นสูงไม่มีทางเป็เซียนรับใช้อย่างแน่แท้
แต่เ้าปลาัข้างๆ นั่นมีความเป็ไปได้เสียมากกว่า
“สหายเซียน เชิญทำตัวตามสบายเถิด”รัชทายาทเผ่า์ตรัสเพียงเท่านั้นและไม่ได้ให้ความสนใจกับสาวงามแปลกหน้าอีก จนกระทั่ง...
“ตะ...ตี้โฮว ไป๋จูคารวะตี้โฮว!” ไป๋จูใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่ องค์รัชทายาทเรียกสตรีนางนี้ว่า ‘เสด็จย่า’ ตัวเขาเองเป็บุตรของเทียนจวินองค์ปัจจุบันและเทียนจวินองค์ปัจจุบันก็เป็บุตรชายคนโตของตี้โฮวเหยาฉือจวินเยว่
ไป๋จูนะไป๋จูเ้าช่างมีตาแต่หามีแววไม่!
นางทำได้เพียงคร่ำครวญในใจไม่รู้เมื่อครู่ได้เผลอล่วงเกินสิ่งใดไปบ้างหรือไม่ครั้นสอดส่องสายตาไปยังสหายปลาั กลับปรากฏว่าเขาใจเสาะเป็ลมสลบไสลไปก่อนแล้วเ้าปลาัไร้ประโยชน์เอ้ย!
“เมื่อครู่ผู้น้อยมีตาแต่ไร้แววหากได้บังอาจล่วงเกินตี้โฮว...โปรดอย่าถือโทษผู้น้อยผู้โง่เขลา” ไป๋จูเพิ่งเข้าใจว่าเหงื่อกาฬผุดซึมเป็เช่นไร นางยังคงก้มหน้าในท่าเคารพ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสู้สายตาเทพชั้นสูงทั้งสอง
“องค์หญิงไป๋จูเ้าทำตัวตามสบายเถิด” กระแสเสียงของตี้โฮวฟังแล้วเย็นชโลมใจทำให้หัวใจของัขาววัยแรกแย้มอย่างไป๋จูสงบลงนางเหลือบสายตาขึ้นมองผู้มีศักดิ์ทั้งสองสิ่งที่นางพบคือรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนของตี้โฮว
งดงามนักเป็สตรีที่งดงามไปทุกกิริยา...
“หลานรุดหน้ามาหาย่าถึงเขากั่วซานคงมีเื่สำคัญ” ประโยคนี้ตี้โฮวหันกลับไปถามรัชทายาทเผ่า์ยามทอดมองร่างของทายาทรุ่นหลาน ล้วนเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูทั้งสิ้น
“...” รัชทายาทเฟยิไม่ได้ตอบผู้าุโในทันทีสายตาเลื่อนไปมองยังสตรีแปลกหน้าอีกหน เื่นี้ยังมิควรแพร่งพรายโดยเฉพาะกับคนที่เขาไม่รู้จักเช่นนาง แต่จากที่เสด็จย่าเรียกนางว่าองค์หญิงและมองร่างจริงของนางผ่านเนตรทิพย์ คงเป็องค์หญิงเผ่าัขาวแห่งแดนบูรพาบุตรีของาาัไป๋หลง เมื่อตอนที่เขาอายุได้เจ็ดหมื่นปีนางก็ถือกำเนิดพร้อมปรากฏการณ์อันเป็มงคล เสด็จพ่อ เสด็จแม่เคยพาเขาไปร่วมยินดียังทะเลชิไห่
ในตอนนั้น...
เขาเห็นเพียงว่านางเป็ทารกหน้าตาพอน่าเอ็นดู ในมือของนางกำไข่มุกัเหมันต์ไว้ไม่คลาย
เทพชะตาบอกว่าบุญญาธิการของนางเป็รองเพียงเขาเท่านั้น
โตมาในยามนี้เฟยิกลับมองไม่ออกว่านางมีลักษณะพิเศษอย่างไร
“...” ไป๋จูรู้สึกได้ว่ามีสายตาทรงอำนาจคู่หนึ่งกำลังทิ่มแทงนางอยู่ทางด้านหลังรู้สึกในบัดดลว่าตนเองกลายเป็ส่วนเกินเสียแล้วครั้นมองไปยังร่างของหลี่หลงที่นอนอเนจอนาถอยู่บนพื้นก็ได้แต่ถอดถอนใจ
“ถ้าเช่นนั้นตัวข้าและสหาย...”ครั้นไป๋จูจะเอ่ยคำลา กลับเป็น้ำเสียงของตี้โฮวที่เอ่ยขัดขึ้น
“องค์หญิงพาสหายไปพักที่ตำหนักของข้าก่อนเถิด”ไป๋จูมองผู้าุโอย่างชั่งน้ำหนักในใจจะให้นางแบกหลี่หลงลงเขาก็เกรงว่าจะเหนื่อยตายเสียก่อนจะถึงด้านล่างแม้นางจะบอกว่าหลี่หลงรูปร่างอ้อนแอ้นไม่สมบุรุษแต่เขาก็ตัวใหญ่กว่านางเกือบเท่าตัว
“เป็พระกรุณาเพคะตี้โฮว” ัสาวแรกแย้มทำท่าเคารพอีกครั้งก่อนจะก้มลงไปพยุงสหายขึ้นมาอย่างทุลักทุเล คอยดูเถิดนะหลี่หลงยามใดที่เ้าตื่นขึ้นมา ข้าจะให้เ้าชดใช้ความอับอายนี้ให้สาสม!
“ส่งเขามาให้ข้าเถิด” มือใหญ่ของรัชทายาทเฟยิเอื้อมไปช่วยพยุงบุรุษหนุ่มผู้ที่ยังคงไม่ได้สติรูปร่างบอบบางเช่นนี้คำนวณดูแล้วเขาคงแบกไปถึงตำหนักของเสด็จย่าได้โดยไม่เหนื่อยเท่าใด
“อะ...ปะ...เป็พระกรุณาเพคะองค์ไท่จื่อ...”ไป๋จูทำได้เพียงมองไปยังบุคคลเบื้องหน้าอย่างตะลึงงันภาพของบุรุษร่างสูงที่แบกบุรุษร่างบางอีกคนพาดบ่าไว้นั้น ช่างเป็ภาพที่...อ่ารักใคร่ปรองดอง
“หนุ่มสาวนี่ดีเสียจริง” ตี้โฮวเหยาฉือจวินเยว่เอ่ย พลางยกไหเหล้าใบน้อยขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดีก่อนจะเดินมุ่งหน้ากลับตำหนักที่ประทับของตน
นี่ข้า...ไป๋จูผู้นี้กำลังจะได้ไปเยือนตำหนักของตี้โฮวเหยาฉือจวินเยว่ผู้ปลีกวิเวกเื่นี้นับว่าเอาไปคุยโวได้ทั่วสี่ทะเลแปดดินแดนเชียวนะ
แม้แต่ไป๋อวี้ก็ต้องอิจฉาข้าแน่!