Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 35 ขี่ม้าทางไกล

    จอมยุทธทุกคนต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปแต่มีเป้าหมายเดียวกันคือตำแหน่งบู๊ซิ่วไฉระดับอำเภอ แต่ละคนก็ต่างเดินทางไปเพียงลำพัง ยกเว้นพี่ใหญ่หวงที่ต้องเดินทางไปพร้อมกันกับหยางไค จึงทำให้ทั้งสองรู้สึกผ่อนคลายความว้าเหว่อยู่บ้าง และนอกจากเจ้านายทั้งสองคนที่ต้องร่วมทางกันแล้ว ก็ยังมีม้าอีกสองตัวซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเดินทางไกลในครั้งนี้......กุบ ๆ ๆ ม้าขาวและม้าดำวิ่งไปบนทางหลวงด้วยความรวดเร็ว คล้ายพวกมันกำลังแข่งขันประชันอะไรสักอย่าง หรือแค่เพียงเพราะรู้สึกอัดอั้นที่มิได้มีโอกาสวิ่งเต็มฝีเท้าเมื่ออยู่ในราชธานีก็ไม่ทราบได้ ฮี้ ๆ ๆม้าดำซึ่งถูกขี่ด้วยทักษะขี่ม้าระดับที่ 3 ภายใต้ลมปราณมังกรไฟ ร่างกายมันย่อมจะได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพลังวัตรจากขอบเขต [พลังก่อกำเนิด] ซึ่งหยางรุ่นชิง พี่ใหญ่แห่งหอรบสงครามได้ครอบครองอยู่อีกด้วย ขนสีดำจึงคล้ายกับมีรัศมีสีแดงสดเปล่งประกายอยู่ อันเป็นลักษณะเด่นจากทักษะขี่ม้าของลมปราณชนิดนี้ ที่ม้าดำตัวนี้สุดแสนแสนจะภาคภูมิใจเมื่อมีมัน เพราะแม้ภูมิอากาศภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก หรือต่อให้หนาวเย็นแค่ไหนมันก็ไม่เคยเกรงกลัว และแม้เวลากลางคืนที่ไร้แสงจากตะวัน แต่มันก็สามารถวิ่งไปข้างหน้าได้ เพราะมีประกายแสงจากตัวมันคอยส่องทางไว้ให้อย่างสะดวกสบายนัก ส่วนพละกำลังที่มีพลังวัตรจากขุมพลังระดับ 3 หล่อเลี้ยงทุกลมหายใจเข้าออกนั้น ย่อมไม่อาจเป็นสองรองใครเป็นอันขาด !!แต่อนิจจา  ณ บัดนี้ มันต้องตกอกตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ เนื่องด้วยม้าสีขาวซึ่งวิ่งอยู่ข้าง ๆ นั้น ช่างก้าวย่างอย่างสบายใจนัก หน้าตาท่าทางก็ยังดูดีมีความสุข คล้ายยังกับการวิ่งอยู่บนทุ่งหญ้าลาเวนเดอร์  ที่ตรงข้ามกับมันซึ่งได้รับความยากลำบากโดยสิ้นเชิง เพราะจะต้องคอยรักษาความเร็วระดับสูงสุดไว้เช่นนี้นานกว่า 2 ชั่วยาม (4 ชั่วโมง) ที่ผ่านมา..จนในที่สุดก็ถึงจุดพักม้าสักที  แฮก ๆ ๆ ๆมันไม่เคยเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต ทั้งเหงื่อกาฬก็หลั่งไหลลงมาทั่วรั้งกายไม่ต่างจากสายน้ำ จึงจำเป็นต้องรีบดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณมาก ๆ เพื่อชดเชย จากนั้นก็รีบกินหญ้าอัดเข้าไป เพื่อเสริมกำลัง ส่วนม้าตัวสีขาวนั้นเล่าเหตุใดจึงดีสบายตัวสบายใจยิ่ง หรือว่ามันมิได้ออกแรงเต็มที่ในการวิ่งที่สุดแสนหฤโหดนั่น ?ทั้งกินเพียงน้ำและหญ้าอยู่ไม่กี่คำ ก็แอบงีบหลับไปประหนึ่งว่ามันเป็นจ้าวแห่งความขี้เกียจตัวหนึ่ง ส่วนเจ้านายของพวกมันทั้งสอง ต่างก็ดื่มกินกันในร้านอย่างสบายอารมณ์นัก พอผ่านไปครึ่งชั่วยามเจ้านายของม้าขาวก็ออกมาที่คอกม้า ฝ่ายเจ้าขาวก็รีบลุกขึ้นแล้วทำทีกุลีกุจอ ดังว่ากำลังยุ่งยากลำบากกับอะไรสักอย่างที่ไม่มีอยู่จริง จนเจ้านายผู้แสนซื่อก็ได้ล้วงผลไม้ออกมา 1 ผลเพื่อส่งให้มันกินเพื่อปลอบใจ สิ่งคือผลของมะเขือเทศสีแดงฉ่ำน้ำ ซึ่งดูน่ารับประทานเป็นที่สุด จนมันเองก็อดที่จะกลืนน้ำลายคำโตเป็นไม่ได้ และคงเพราะเสียงกลืนน้ำลายครั้งนี้จะดังมากพอที่จะทำให้เด็กหนุ่มหันมามองมันด้วยความเอ็นดู จากนั้นจึงส่งผลมะเขือเทศอีกลูกให้มันกินกับมือ งึบ ๆ ๆ ๆรสชาติช่างสุดแสนจะเอร็ดอร่อยอย่างที่สุดเพราะไม่เปรี้ยวเกินไป หนำซ้ำยังมีความหวานแทรกอยู่ในเนื้อมะเขือเทศอย่างลงตัว แต่ครั้นมันกลืนลงคอไปแล้ว จึงพบกับความอัศจรรย์ที่คาดไม่ถึง!! พลังวัตรจำนวนมหาศาลนั้นแผ่ซ่านกระเซ็นไปทั่วทั้งร่างกายกำยำของมันในทันที แต่เท่านั้นยังไม่พอ พลังเหล่านี้ยังคงอยู่จนผ่านไปถึงกระเพาะอาหารแล้ว ก็ยังคงมีฤทธิ์ในด้านเสริมกำลังคงอยู่อย่างไม่น่าเป็นไปได้!และด้วยพลังที่เอ่อล้นพ้นถึงปานนี้ เมื่อเจ้านายของมันขึ้นมาที่หลังแล้วอัดน่องเข้าไป ม้าดำก็เผ่นโผนออกไปประหนึ่งลูกเกาฑัณฑ์ กุบ ๆ ๆ ๆ เฟี้ยววว ...ช่างเป็นความรู้สึกสุดยอดของม้าที่ได้วิ่งออกไปอย่างเต็มกำลังเช่นนี้ ทั้งความเร็วก็เพิ่มมากขึ้นไปอีกขั้นจนมันมั่นใจว่าจะสามารถทิ้งห่างม้าขาวด้วยความเร็วที่มันเองก็ยังไม่เคยสัมผัสถึงมาก่อนเช่นนี้ได้ อย่างแน่นอน และการมองเห็นของม้านั้นมีองศาที่กว้างกว่ามนุษย์มาก จึงทำให้มันสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลังมันได้โดยง่าย แต่ก็ปราศจากม้าขาวตัวนั้นแต่ประการใด ? แต่เมื่อมองไปข้าง ๆ กลับพบว่าม้าผู้ดีที่มีกล้ามมัดกล้ามเนื้อขนาดมหึมาตัวนั้น ก็กำลังวิ่งด้วยความเร็วที่เท่าเทียมกับมันอยู่ชัด ๆ ทั้งยังวิ่งสบาย ๆ ไม่มีอาการหอบเหนื่อยปรากฏให้เห็นเลย การเปรียบเทียบระหว่างตนเองและผู้อื่นเช่นนี้ ย่อมเป็นการสร้างทุกข์ให้กับตนเองโดยใช่เหตุ มันจึงไม่เร่งความเร็วมากไปกว่านี้ ทั้งยังรักษากำลังเอาไว้ มิให้เหน็ดเหนื่อยเจียนตายเช่นครั้งก่อนก็พอจนต่างมาถึงที่พักในเวลาเย็นก็กินหญ้าสดแล้วรีบเข้านอนเพื่อรักษากำลัง พอตอนเช้าก็ออกวิ่งจนถึงเที่ยง ซึ่งมันสังเกตได้ว่าเจ้านายของม้าขาวจะนำผลมะเขือเทศมาป้อนให้ในเวลานี้ทุกครั้งไป และมันซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับม้าขาวนั้น ก็พลอยได้รับอานิสงส์ตรงนี้ไปด้วย จึงทำให้พละกำลังของมันจึงค่อย ๆ พัฒนาขึ้นในทุกวัน ๆ เช่นเดียวกัน แม้มันจะไม่มีนิ้วมือเอาไว้ดีดลูกคิดคำนวณ แต่ย่อมทราบได้เองว่าตลอดการเดินทางนี้ แม้พละกำลังของมันจะไม่อาจเทียบได้กับม้าขาวได้แต่หากเทียบกับม้าตัวอื่น ๆ แล้ว มันย่อมอยู่เหนือกว่าม้าทั้งปวงอย่างมั่นใจ.......ด้วยระยะทางที่ห่างไกลกันนักระหว่างเมืองเป่ยจิง ซึ่งอยู่ในมณฑลเหอเป่ย์กับเมืองจี่หนาน มณฑลชานตง หากเดินทางด้วยเท้า หยางไคกับหยางรุ่นชิงต้องใช้เวลา ราว ๆ 15 วัน แต่หากใช้ม้า สามารถลดเวลาเหลือเพียง 4 วัน เท่านั้น สำหรับ 2 วันแรกที่ผ่านมานั้นการเดินทางเป็นไปโดยสะดวก เพราะเป็นพื้นราบจึงทำให้การสัญจรจึงสะดวกสบายนัก อีกทั้งระยะทางยังใกล้กับราชธานีเป่ยจิง จึงพอมีร้านรวงและที่พักรายทางให้อาศัยหลับนอนได้อย่างปลอดภัย แต่พอถึงวันที่ 3 ในวันนี้ กลับเกิดความลำบากขึ้นมาบ้าง เพราะพวกเขาจำเป็นต้องผ่านภูเขาสำคัญลูกหนึ่ง ชื่อว่าเขาไท่ซานที่สูงชัน อันเป็นถิ่นกำเนิดของท่านบรมครูขงจื๊อ ซึ่งการข้ามเขาสูงย่อมเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง ทั้งอันตรายอย่างเหลือแสน กระทั่งมีคำกล่าวที่ว่า"เมื่ออยู่ยอดเขาไท่ซัน ขุนเขาอื่นช่างเตี้ยลงถนัดตา"  error loadedเขาไท่ซาน ด้วยความสูงชันแล้วอันตรายเช่นนี้เอง พวกเขาทั้งสองคนจึงตัดสินใจจะเดินทางผ่านช่องเขาไท่ซานไปตามแนวเขาและร่องน้ำ จากนั้นขึ้นแพไม้ที่มีไว้ให้บริการ ณ ทะเลสาบฉุ้ยเหยีย เพื่อข้ามไปถึงมณฑลชานตงในอีกสองวันข้างหน้านี้...