ก่อนที่บุคคลปริศนาจะปรากฏตัวที่ทางเข้าหน้าเรือนรอยยิ้มของลู่เฉินก็ขยายกว้างยิ่งขึ้น เพราะรู้ว่าเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินเข้ามาเป็ของลู่เทียนซิงท่านปู่สามนั่นเอง
เพราะบ้านของเขา มีเพียงลู่เทียนซิงเท่านั้นที่มาเยือน
ในตระกูลลู่ ลู่เฉินดั่งคนไร้ตัวตนที่ถูกลืมเลือนแทบไม่มีใครหรือผู้ฝึกตนคนไหนมาหาเขา
“ท่านปู่สาม!”
เด็กหนุ่มรีบเดินออกจากห้องพอเห็นลู่เทียนซิงก้าวเข้ามา จึงทักทายเสียงดัง
“อืม...ลู่เฉิน”
เมื่อท่านผู้เฒ่าพบเขารอยยิ้มก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันเหี่ยวย่น
“หืม?”
ทันใดนั้น ลู่เทียนซิงพลันสาวเท้าเร็วขึ้นเพราะรู้สึกได้ว่าลู่เฉินเปลี่ยนไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ หากไม่รู้จักอีกฝ่ายดีคงแยกไม่ออกแต่ลู่เทียนซิงเลี้ยงดูหลานคนนี้มานาน ย่อมรับรู้ได้ แต่หากจะให้ชี้ชัดว่ามีสิ่งใดผิดปกติเขากลับยากจะบอกได้
“ท่านปู่สามมาหาข้ามีธุระอันใดหรือขอรับ?” ลู่เฉินกะพริบตาหันมาถามเสียงสงสัย
“ไม่มีสิ่งใดเป็พิเศษแค่นำเงินมาให้เ้า” ลู่เทียนซิงเหลือบมองหลานชายแล้วส่ายศีรษะพลางหยิบถุงเงินมายื่นให้ “ในนี้มีสองร้อยเหรียญทอง น่าจะพอให้เ้าปรุงยาอายุวัฒนะกายเบาได้สองครั้งเฮ้อ... ่นี้เ้าไม่มีเงินแล้ว ใช่หรือไม่?”
ทว่า ลู่เฉินมิได้ยื่นมือออกมารับอย่างคราก่อน “ท่านปู่สาม…”
พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่รับถุงเงินลู่เทียนซิงก็ขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยถาม “เป็อะไรหรือ?”
“ต่อไป ท่านปู่สามไม่ต้องให้เงินข้าแล้วนะขอรับเก็บเอาไว้ใช้เถอะ!” ลู่เฉินพูดเสียงเคร่งขรึม
เขาเคยผลาญเงินทองของท่านปู่สามไปมากแต่ตอนนี้ไม่ต้องแล้ว ในมือของเขายังมีโอสถชั้นดีเจ็ดขวดและขั้นสามัญอีกสี่ขวด หากเอามันไปขายย่อมต้องได้เงินอย่างน้อยหลายพันเหรียญทอง
แม้ลู่เทียนซิงจะเป็ถึงผู้าุโลำดับที่สามของตระกูลลู่แต่ความจริงหาได้มีทรัพย์สินมากนัก เพราะต้องฝึกพลัง ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรเป็จำนวนมากเช่นกันที่เขามอบเหรียญทองพร้อมข้าวของอื่นๆ ให้ลู่เฉินไปนั้น ก็มาจากการปันส่วนของตัวเองทั้งสิ้น
ลู่เทียนซิงไม่อาจใช้อำนาจส่วนตัวมอบของจากกองกลางให้ลู่เฉินได้ตามอำเภอใจ ขืนทำแบบนั้น คนในตระกูลลู่คงไม่นิ่งเฉย และะโออกมากล่าวหาเขาเป็แน่
“อะไรกัน! เ้าจะยอมแพ้แล้วหรือ?”
พอได้ยินคำพูดของลู่เฉินลู่เทียนซิงก็คิดได้เพียงอย่างเดียว ว่าเ้าเด็กน้อยผู้นี้จะล้มเลิกการเป็หมอยาระดับกลางแล้ว
ชายชราขมวดคิ้ว แม้จะเข้าใจดีว่าความปรารถนาที่จะเป็หมอยาระดับกลางนั้นแทบไม่มีทางเป็ไปได้เลย แต่ก็ไม่อยากเห็นลู่เฉินยอมแพ้เพราะนี่คือความฝันของเขา
“มิใช่ขอรับท่านปู่ข้ามีเงิน ท่านปู่ไม่ต้องให้ข้าก็ได้” ลู่เฉินหัวเราะร่า มีเพียงต่อหน้าท่านปู่สามเท่านั้นที่เขาจะยอมถอดเปลือกนอกของตัวเองทิ้งไป
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”ลู่เทียนซิงไม่เข้าใจ
“ท่านปู่รอข้าสักครู่!” ลู่เฉินพูด พลางหันหลังเดินผลุนผลันเข้าไปในห้องก่อนออกมาพร้อมกับขวดยาในมือ
“ฮ่าๆ...ลู่เฉิน หรือว่าโอสถเหล่านี้จะเป็ยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกที่เ้าปรุงทั้งหมด?”
ลู่เทียนซิงกวาดตามองแล้วหัวเราะเสียงดังมองแค่แวบเดียว ก็รู้ว่าหลานชายมีโอสถสิบเอ็ดขวดในมือ หากเป็โอสถหลอมกระดูกทั้งหมดมูลค่าของมันย่อมมากกว่าสามร้อยเหรียญทอง
“ท่านปู่ลองดูยาพวกนี้ก่อนเถิด” ลู่เฉินฉีกยิ้มเ้าเล่ห์ มิได้บอกอีกฝ่ายว่าโอสถเหล่านี้มิใช่ยาอายุวัฒนะหลอมกระดูก แต่เป็โอสถกายเบา
“หืม?”ลู่เทียนซิงรับยามาดู ถึงไม่รู้ว่าหลานชายหมายถึงสิ่งใด แต่เมื่อลู่เฉินบอกให้ดูย่อมต้องมีเหตุผล
“หรือจะเป็ยาอายุวัฒนะกายเบา?” ลู่เทียนซิงมีสีหน้าเปลี่ยนไป
เดิมที ยังคิดว่าโอสถในขวดเป็ยาอายุวัฒนะหลอมกระดูกแต่ตอนนี้กลับพบว่ามันเป็โอสถกายเบา ยาทั้งสองมีมูลค่าต่างกันมาก ขนาดยาอายุวัฒนะกายเบาขั้นสามัญยังมีราคาสูงถึงเกือบสองร้อยเหรียญทอง
หากขวดกระเบื้องทั้งสิบเอ็ดใบตรงหน้าเป็โอสถกายเบาจริง มูลค่ารวมย่อมสูงถึงสองพันเหรียญทอง
“ลู่เฉินเ้าไปเอายาพวกนี้มาจากไหน?”
ลู่เทียนซิงไม่คิดว่าโอสถเหล่านี้จะเป็ฝีมือของลู่เฉินเมื่อตรวจดูอีกครั้งแล้วพบว่าเป็ยาอายุวัฒนะกายเบาจริง จึงเอ่ยถาม พลางเปิดขวดกระเบื้องที่เหลือเร็วขึ้น
“โอสถกายเบาอีกแล้ว!”
“นี่... เป็ยาอายุวัฒนะกายเบาทั้งหมดเลยหรือ?”
“ลู่เฉินเ้าไปเอาโอสถกายเบาเหล่านี้มาจากไหน?”
“หืม… ขวดนี้ก็เป็ยาอายุวัฒนะกายเบา โอ้… นี่มันโอสถชั้นดีมิใช่หรือ!” ดวงตาของลู่เทียนซิงเบิกกว้าง
จากนั้นจึงตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อยืนยันว่าเป็ยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นดีจริงๆ
“อืม…มีโอสถชั้นดีเจ็ดขวด! ลู่เฉิน เ้า… ยาพวกนี้มิได้ขโมยมาจากหอสมบัติของตระกูลใช่หรือไม่?” ใบหน้าของลู่เทียนซิงเริ่มเคร่งเครียด
หากลู่เฉินขโมยยามาจากหอสมบัติจริงๆเขาคงรับมิได้เป็แน่!
ตระกูลลู่มีหมอยาระดับสูงเพียงคนเดียวเท่านั้นที่หลอมโอสถคุณภาพดีได้ และแม้แต่คนผู้นั้น ก็ยังหลอมยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นดีออกมาได้เพียงบางครั้งเท่านั้น
โอสถกายเบาชั้นดีจึงถือเป็ทรัพยากรสำคัญของตระกูลที่ต้องมีการจดบันทึกเอาไว้ หากหายไปสักขวด ทางตระกูลย่อมทำการสืบสวนเป็แน่
ถ้าพบว่าลู่เฉินขโมยมันมาจากหอสมบัติเขาคงไม่อาจปกป้องหลานชายไว้ได้!
“ท่านปู่ยาพวกนี้ข้าเป็คนหลอมเองขอรับ” ลู่เฉินกล่าว
ตอนนี้ คนในตระกูลที่เขาสนิทสนมที่สุดก็คือลู่เทียนซิงเด็กหนุ่มจึงเชื่อใจอีกฝ่าย และนำยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นดีที่ตนหลอมได้ ออกมาให้เขาดูโดยไม่ปิดบัง
“อะไรนะ?”พอลู่เทียนซิงได้ยินคำตอบของลู่เฉิน พลันตื่นตะลึง
หากหลานชายไม่บอก ตนคงไม่คิดว่ายาเหล่านี้เป็ของผลงานของเขา
แต่... จะเป็ไปได้อย่างไร?
หากจะปรุงยาอายุวัฒนะคุณภาพเยี่ยมอย่างน้อยเ้าก็ต้องเป็หมอยาระดับสูง แล้วลู่เฉินจะทำได้หรือ? ซ้ำยังเป็โอสถชั้นดีอีกต่างหาก!
แค่จะเลื่อนขั้นเป็หมอยาระดับกลางยังมีโอกาสเพียงน้อยนิด แล้วนับประสาอันใดกับหมอยาระดับสูง
แต่ลู่เทียนซิงรู้ว่าหลานชายไม่โกหกแน่ดังนั้นหากลู่เฉินพูดว่ายาพวกนี้เขาเป็ผู้หลอมขึ้นมา ก็น่าจะเป็ฝีมือของเขาจริงๆ
“เฮือก…”ลู่เทียนซิงสูดหายใจลึก ก่อนจ้องไปยังลู่เฉิน
“ท่านปู่แม้ข้าจะหลอมโอสถชั้นดีออกมาได้ แต่ก็ยังเป็แค่หมอยาระดับกลางเท่านั้น เพราะยังปรุงยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกไม่สำเร็จขอรับ”ลู่เฉินมองท่าทางของลู่เทียนซิง ก่อนพูดเสียงจริงจัง
ตอนแรก ยังคิดจะบอกท่านปู่ว่าตนปรุงโอสถหลอมกระดูกชั้นเลิศได้แต่ตอนนี้คงต้องเก็บเอาไว้ก่อน
ด้วยยาอายุวัฒนะชั้นเลิศนั้นล้ำค่านักจึงเป็การดีกว่าที่จะไม่พูดออกมาในตอนนี้ เพราะยังไม่อยากให้ผู้ฝึกตนทั้งเมืองชิงเฟิงล่วงรู้ถึงความสามารถของตน
“ฮ่าๆๆ…”ลู่เทียนซิงหัวเราะอย่างพึงพอใจ
“ดี!”
“สมเป็หลานชายข้าลู่เฉิน ข้ารู้ว่าเ้าต้องไม่ธรรมดาทีนี้ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าไล่เ้าออกจากตระกูลแล้ว!” ลู่เทียนซิงเอ่ย
เขามิได้ถามเด็กหนุ่ม ว่าหลอมโอสถชั้นดีขึ้นมาได้อย่างไรเพราะไม่จำเป็ต้องรู้ ขอแค่อีกฝ่ายทำได้ก็พอ ตอนนี้ลู่เฉินเป็หมอยาระดับกลางแล้วโอกาสที่จะเป็หมอยาระดับสูงในอนาคตย่อมเป็ไปได้
“ลู่เฉินข้าไม่กวนแล้ว เ้าไปฝึกต่อเถอะ ฮ่าๆ!” ลู่เทียนซิงหัวเราะ แล้วเดินออกจากลานบ้านไป
เดิมที ลู่เฉินคิดจะบอกท่านปู่เื่ที่ตนฝึกพลังได้แต่ลู่เทียนซิงกลับเดินจากไปเสียก่อน เขาจึงไม่มีโอกาสพูด
“ช่างเถอะเดี๋ยวก็คงรู้เอง”
“เอาละไปหอว่านเป่าดีกว่า ขายยาพวกนี้ แล้วค่อยซื้อวัตถุดิบมาหลอมยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นเลิศจากนั้นค่อยทะลวงขั้นกายเบาในคราเดียว” ดวงตาของลู่เฉินสว่างวาบ
...
ณ ชั้นสองของหอว่านเป่า
“ข้ามาอีกแล้ว”ลู่เฉินพูดกับพนักงานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“คุณชายลู่!”พอพนักงานเห็นลู่เฉินก็ตาวาว เขาค้อมตัวเล็กน้อย และทักทายเสียงสุภาพ
ด้วยครั้งก่อน เด็กหนุ่มนำโอสถหลอมกระดูกชั้นดีมาขายสิบห้าขวดเขาจึงให้ความสำคัญกับอีกฝ่ายมากขึ้น เพราะไม่ว่าลู่เฉินจะได้ยามาจากที่ใดก็ตาม แต่อย่างน้อยก็สามารถหายาคุณภาพดีได้
ลู่เฉินโบกมือเป็เชิงบอกปัดว่าไม่ต้องมากพิธีแล้วเข้าเื่อย่างรวดเร็ว “ข้านำยามาขาย”
“คุณชายลู่ท่านจะขายยาชั้นดีอีกหรือไม่ขอรับ?” พนักงานถามอย่างไม่แน่ใจ
“มีทั้งชั้นดีและขั้นสามัญ”ลู่เฉินพยักหน้า
พนักงานตาเป็ประกาย ทันใดนั้นก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าผู้ดูแลร้านเคยกำชับเอาไว้ ว่าหากลู่เฉินนำโอสถชั้นดีมาขายอีก ให้รีบแจ้งนางทันที
“คุณชายลู่คราวนี้อาจต้องใช้เวลาหน่อยนะขอรับ เพราะผู้ดูแลร้านของเรา้าพบ หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ”พนักงานกล่าวยิ้มๆ
“หืม?”ลู่เฉินเลิกคิ้ว
แม้จะไม่อยากพบผู้ดูแลกิจการหอว่านเป่าแต่สถานการณ์ในยามนี้ จำเป็ต้องเจอจริงๆ
“ได้!” เขาคิดครู่หนึ่ง ก่อนผงกศีรษะ
ต่อไปเขาต้องนำโอสถมาขายอีกการพบปะคู่ค้าย่อมเป็เื่ดี และหากเขามีความสัมพันธ์อันดีกับหอว่านเป่า ก็อาจมีประโยชน์ในอนาคต
อย่างไร เขาก็ต้องนำยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีมาขายแต่ครั้งหน้าคงไม่ต้องมาถึงหน้าโต๊ะเช่นนี้อีก
“คุณชายลู่ตามข้าน้อยมาขอรับ ท่านผู้ดูแลร้านอยู่บนชั้นสาม” พนักงานโค้งคำนับอย่างนอบน้อมแล้วเดินนำไป