ลมยามค่ำพัดผ่านสวนไผ่ เสียงใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ คล้ายเสียงดนตรีอ่อนโยน เทียนในโคมแก้วสั่นไหว เงาของสองบุรุษสะท้อนบนพื้นหินอ่อนยามค่ำ ชิวลู่เสียนกับชิวจิ้นอันทั้งสองนั่งตรงข้ามกัน ข้างหน้ามีเพียงถ้วยชาอุ่นสองถ้วยและกาน้ำชาที่ควันยังลอยออกมาเบา ๆ
“ไม่ได้ดื่มชากับเจ้าเช่นนี้มานานเท่าใดแล้วนะ...อาจิ้น”
ชิวอ๋องกล่าวพลางยกถ้วยขึ้นจิบ ช้า ๆ แต่สายตาอ่อนโยนจนผิดกับข่าวลือเรื่องความโหดเหี้ยม แม้สองพ่อลูกจะสนิทกันแต่ก็มิได้คุยกันมากเท่าใด ชิวจิ้นอันวางถ้วยลงเบา ๆ
“เกือบปีแล้วพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่ข้าถูกสั่งให้กลับมาเมืองหลวง และอีกหลายปีในสนามรบดินแดนเหนือ”
“นานเกินไปจริง ๆ ...”
ชิวลู่เสียนพยักหน้าเบา ๆ แม้ตอนนี้ดินแดนทางเหนือจะสงบลงแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ ลมหายใจที่เป่าผ่านขอบถ้วยชาเหมือนมีความคิดมากมายที่ไม่ได้พูดออกมา
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าภูมิใจในตัวเจ้ามาก”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนเจ้าถูกส่งไปสนามรบครั้งแรก ตอนนั้นข้ายังจำได้ดี เจ้าพูดกับข้าว่า ‘ลูกจะไม่กลับมา หากยังไม่มีชัยชนะในมือ’ ”
ชิวอ๋องยิ้มอ่อน ขณะมองลูกชาย
“ตอนนั้นข้ายังคิดว่าเจ้าอวดดี...แต่พอได้เห็นเจ้านำทัพกลับมาพร้อมธงแห่งชัยชนะ ข้าถึงรู้ว่าข้ามีลูกชายที่ยิ่งใหญ่กว่าใคร”
ชิวจิ้นอันนิ่งไปชั่วขณะ คำพูดเรียบง่ายแต่หนักแน่นนั้น ทำให้หัวใจที่แข็งกร้าวในสนามรบอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
“ที่ลูกทำทั้งหมด...ก็เพื่อไม่ให้ท่านผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งเรื่องความสามารถก็ล้วนแล้วได้รับสืบทอดจากท่านพ่อทั้งนั้น”
“เจ้าลูกโง่เอ๋ย ข้าไม่ต้องการชัยชนะจากเจ้าเท่านั้นหรอกนะ ข้าเพียงต้องการให้เจ้าแข็งแรงและมีความสุขต่างหาก”
อ๋องวางถ้วยชา แล้วหัวเราะในลำคอ
“และดูเหมือนครั้งนี้ เจ้าจะหาความสุขของตนเจอเสียที”
ชิวจิ้นอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ท่านพ่อหมายถึง...เถียนเถียน”
“อืม ข้าเห็นสายตาเจ้าที่มองนาง ข้าไม่ต้องถามอะไรก็รู้ อีกทั้งเรื่องอาการของเจ้าเฉาหรงได้บอกข้าหมดแล้ว ตอนนี้เจ้ารู้สึกรักนางยิ่งกว่าชีวิตตัวเองใช่หรือไม่”
แม่ทัพหนุ่มไม่ตอบทันทีเขายกถ้วยชาขึ้นแนบริมฝีปากดื่มเพียงเล็กน้อยก่อนวางลง
“หากไร้นาง ข้าก็เหมือนไร้หัวใจพ่ะย่ะค่ะ”
ชิวอ๋องหัวเราะเบา ๆ
“เจ้ากลายเป็นคนอ่อนโยนได้เพราะนาง ข้าชอบเถียนเถียนก็เพราะนางทำให้เจ้ากลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง และยังสามารถบรรเทาอาการของเจ้าได้อย่างประหลาด”
ชิวอ๋องเอนตัวพิงพนักไม้ไผ่พลางครุ่นคิดเล็กน้อย เสียงลมพัดเข้ามาอ่อนโยน
“อาจิ้น...”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อ”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าในวันที่เจ้ากลับจากสงคราม ข้าแทบจำลูกชายคนเดิมของข้าไม่ได้ ในสายตาเจ้ามีแต่เลือดและความเย็นชา ไม่มีรอยยิ้ม ไร้ซึ่งหัวใจ ตอนนั้นข้ากลัวเหลือเกิน กลัวว่าวันหนึ่งเจ้าจะกลายเป็นเหมือนข้าในอดีตที่มีแต่อำนาจแต่ไม่มีหัวใจ ยิ่งเมื่ออาการเจ้ากำเริบความเป็นคนของเจ้าก็แทบจะ....ไม่มีเหลือ”
คำพูดนั้นทำให้ชิวจิ้นอันเงียบไป มือใหญ่ที่เคยถือคมดาบในสนามรบวางบนโต๊ะชาอย่างช้า ๆ
“แต่ตอนนี้...”
ชิวอ๋องเอ่ยยิ้ม ๆ
“ข้าเห็นเจ้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เถียนเถียนทำให้เจ้ายิ้มได้อีก...เพียงเท่านี้ข้าก็พอแล้ว”
“ท่านพ่อ...”
ชิวจิ้นอันเอ่ยเสียงแผ่ว ดวงตาเข้มที่เคยเย็นชากลับมีประกายอบอุ่น
“ข้าขอบคุณท่านที่ไม่เคยทอดทิ้งข้า แม้ข้าจะเป็นบุตรที่ไม่รู้จักพูดดี”
“บุตรข้า ผู้นำทัพพันนายไม่เคยยอมใคร...กลับขอบคุณข้า ฮ่า ๆ ๆ”
ชิวอ๋องหัวเราะอย่างเอ็นดู ก่อนจะวางมือลงบนไหล่ลูกชาย
“ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เจ้าก็ยังเป็นเด็กน้อยที่ชอบขี่ม้าตามข้าในวันที่หิมะตกนั่นแหละ”
คำพูดเรียบง่าย แต่ชิวจิ้นอันกลับหัวเราะออกมาอย่างไม่อาย
“หากวันนั้นข้าไม่ดื้อจนม้าลื่นหิมะตกลงไปในลำธาร ท่านก็คงไม่ต้องกระโดดลงไปช่วย”
“ข้าเกือบแข็งตายเพราะเจ้า แต่พอมาคิดอีกที...ก็คุ้ม”
ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกันเสียงหัวเราะนั้นก้องสะท้อนในยามราตรี ก่อนแยกจากกันชิวอ๋องเอ่ยพูดเสียงเบา
“อาจิ้น...อย่าลืมว่าข้าจะอยู่ข้างเจ้าเสมอแต่หากเจ้าทำให้เถียนเถียนร้องไห้...อย่าหวังว่าข้าจะเข้าข้างเจ้า”
แม่ทัพหนุ่มชะงัก ก่อนจะยิ้มอย่างจนใจ
“ท่านพ่อช่างลำเอียงยิ่งกว่าใครในแผ่นดิน”
“ก็เพราะข้าเห็นสะใภ้ของข้าดีที่สุดในใต้หล้าอย่างไรล่ะ ฮ่า ๆ ๆ!”
เสียงหัวเราะของชิวลู่เสียนดังท่ามกลางสายลม ส่วนชิวจิ้นอันนั้นได้แต่นั่งยิ้ม เงยหน้ามองท้องฟ้าคิดเพียงว่า ‘คืนนี้...ช่างอบอุ่นเหมือนตอนเด็กจริง ๆ’
ยามรุ่งสาง หมอกบางลอยบางเบาทั่วสวนหลังเรือน แสงแดดแรกของวันแตะต้องใบไม้ที่ยังมีหยดน้ำค้างพราวระยับ กลิ่นหอมของข้าวต้มขาวผสมกลิ่นขิงอ่อนลอยอบอวลไปทั่วครัว เฉินฟางซินในชุดผ้าฝ้ายสีอ่อน ผมถักขึ้นอย่างเรียบง่ายมือข้างหนึ่งถือทัพพี อีกข้างคอยพัดไฟไม่ให้ดับ นางยืนอยู่หน้าเตาไม้ ข้างหม้อโจ๊กที่เดือดปุด ๆ ด้วยใบหน้าสงบ
“โจ๊กขิงหมูสับ...ของโปรดอาอิง” นางพึมพำเบา ๆ พลางยิ้มบาง ๆ ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักของชิวจิ้นอันได้ดังเข้ามา ชายร่างสูงในชุดลำลองยามเช้าเดินเข้าครัวด้วยสีหน้าเบิกบานใจ
“เจ้าตื่นเช้าเสียจนข้าเกือบคิดว่าเจ้าเป็นแม่ครัวคนใหม่ในจวน” “เจ้าก็รู้ว่าข้าจะไม่ยอมให้คนอื่นแตะต้องของกินเจ้า”
เฉินฟางซินเอ่ยพลางตักโจ๊กลงถ้วย
“อย่าพูดมาก มาชิมสิ ข้าใส่ขิงน้อยหน่อยตามที่เจ้าชอบ”
ชิวจิ้นอันมองคนตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนลง มือใหญ่รับถ้วยจากนางแล้วชิมคำแรกอยู่เงียบ ๆ ความร้อนจากโจ๊กแล่นผ่านลำคอจนถึงหัวใจ...ทั้งเพราะรสชาติและเพราะคนทำ ไม่ทันไรเสียงหัวเราะได้ดังขึ้นจากด้านนอก
“โจ๊กหอมเช่นนี้ เห็นทีข้าจะคงต้องขอร่วมโต๊ะด้วยแล้วล่ะ!”
เสียงนั้นดังมาจากชิวลู่เสียน ชิวอ๋องก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ใบหน้าอบอุ่นกว่าทุกครั้งที่ลูกชายเคยเห็น
“ท่านพ่อ...ตื่นเช้าเสียจริง” “เมื่อวานเจ้าสะใภ้ของข้ารับปากว่าจะทำอาหารเอง มีหรือข้าจะพลาด!”
เฉินฟางซินรีบยกมือคารวะ
“เชิญท่านพ่อนั่งเจ้าค่ะ ข้าต้มเพิ่มไว้แล้ว”
ชิวอ๋องหัวเราะเบา ๆ
“ดูสิ ยังเรียกข้าว่าท่านพ่ออย่างสนิทปากเสียด้วย ข้าล่ะชอบจริง ๆ”
ไม่นาน ทั้งสามก็นั่งพร้อมหน้า บนโต๊ะมีเพียงโจ๊กหอมกรุ่น ถั่วลิสงทอด และผักดองเล็กน้อย แต่อุณหภูมิรอบโต๊ะกลับอบอุ่นราวกับแสงแดดแรกของวัน ชิวลู่เสียนตักโจ๊กขึ้นคำหนึ่งแม้รสชาติจะเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความใส่ใจ เขาหลับตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวางช้อนลงอย่างช้า ๆ
“รสชาติแบบนี้...ช่างเหมือนเมื่อก่อนเสียจริง”
เสียงของเขาเบาแต่เต็มไปด้วยแววคิดถึง ทั้งเฉินฟางซินและชิวจิ้นอันเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย
“เมื่อก่อน...มารดาของเจ้าชอบทำโจ๊กแบบนี้ให้ข้ายามหน้าหนาวนางใส่ขิงเล็กน้อย หมูสับละเอียด รสไม่จัด...แต่หอมจนข้ากินได้ทุกวัน”
แววตาอ๋องสั่นไหวเล็กน้อย ขณะมองไอร้อนที่ลอยจากถ้วย
“ตั้งแต่นางจากไป ข้าก็ไม่เคยกินโจ๊กที่มีรสชาติแบบนี้อีกเลย...ไม่สิ...ต้องบอกว่าไม่มีใครทำโจ๊กได้อร่อยเหมือนนางอีกเลย”
ชิวจิ้นอันวางช้อนลงอย่างเงียบงันเขาไม่ค่อยเห็นบิดาเอ่ยถึงมารดาเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้แต่รู้ว่า...ท่านรักมารดามากจนไม่เคยมองหญิงใดอีก เฉินฟางซินสบตาชายมากอายุก่อนพูดเสียงอ่อนโยน
“ข้าเคยได้ยินมาว่า...หากคนเรายังจำรสมือของใครได้อยู่แปลว่ารักนั้นยังไม่เคยจาง”
ชิวอ๋องหันมามองนางดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้ง
“เจ้านี่ช่างพูดจาเหมือนนางไม่มีผิด...”
เขาหัวเราะเบา ๆ พลางยกช้อนตักโจ๊กอีกคำ
“ข้าคงต้องขอบใจเจ้ามากจริง ๆ เถียนเถียน เจ้าทำให้ข้าได้กลิ่นไอของบ้าน...อีกครั้ง”
หลังมื้อเช้า ชิวลู่เสียนลุกขึ้น เดินไปยังระเบียงมองทิวทัศน์เบื้องหน้า สายลมอ่อนพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นข้าวหอม
“ชีวิตข้า ผ่านศึก ผ่านเลือด ผ่านลมหนาวมามาก...แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้ข้ารู้สึกเหมือน ‘บ้าน’ ได้เท่าตอนนี้เลย”
เฉินฟางซินกับชิวจิ้นอันเดินเข้ามาเคียงข้าง ชิวอ๋องหันมามองทั้งสองคนก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน
“จงรักษากันไว้ให้ดีนะ ความรักที่แท้จริง...ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาแต่คือการไม่ปล่อยมือกัน แม้ในวันที่เหน็บหนาวที่สุด”