เล่มที่ 1 บทที่ 21 ฝูงหมาป่า
เจียงอวิ๋นมุ่งหน้าไปทางยอดเขาร้อยสิงสาภายใต้การนำทางของเด็กหญิง
คงเป็เพราะว่ามีคนยอมช่วยตนในที่สุดทำให้เด็กหญิงอารมณ์ดีขึ้นอย่างมาก ระหว่างทางจึงวิ่งะโหย็องแหย็งๆ จูงมือเจียงอวิ๋นไปพร้อมกับเอ่ยพูดอย่างต่อเนื่องไม่หยุดซึ่งคำพูดของนางก็ทำให้เจียงอวิ๋นเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น
เด็กหญิงคนนี้มีนามว่าลู่เซี่ยวอวี๋ปีนี้เพิ่งจะอายุครบสิบสองขวบ อายุมากกว่าเจียงเยว่โหยวสองปีบัดนี้ระดับเบิกปราณขั้นสองแล้ว
จะว่าไปภูมิหลังของลู่เซี่ยวอวี๋เองก็ค่อนข้างคล้ายคลึงกับเจียงเยว่โหยวพอสมควรเลยเช่นกันบุพการีเสียไปแล้วทั้งคู่ ต้องอาศัยอยู่กับปู่ทว่าตอนที่เจียงอวิ๋นถามเื่คุณปู่กับนาง ลู่เซี่ยวอวี๋กลับอ้ำๆ อึ้งๆ ไปไม่้ากล่าวอะไรมากกว่านี้ กล่าวเพียงว่าเมื่อปู่ส่งนางมายังนิกายแสวงมรรคแล้วก็จากไปทันทีเห็นได้ชัดว่าคงมีความลับอะไรที่ไม่อาจบอกกล่าวได้
เจียงอวิ๋นย่อมไม่จี้ถามไปมากกว่านี้ทว่าภูมิหลังที่คล้ายกันกลับทำให้เจียงอวิ๋นรู้สึกห่วงใยลู่เซี่ยวอวี๋มากขึ้นกว่าเดิมหลายส่วนไปด้วย
เสียดายที่ตัวเจียงอวิ๋นเองยังเป็เพียงศิษย์จิปาถะของนิกายแสวงมรรคเท่านั้นไม่อาจให้ความคุ้มครองอะไรนางได้มากนัก ทำได้เพียงบอกที่พักของตนให้กับนางหากนางมีปัญหาอะไรอีกให้ไปหาเขาได้ เขาจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่
เมื่อได้ยินคำสัญญาของเจียงอวิ๋น ลู่เซี่ยวอวี๋ก็ดีใจจนยิ้มกว้างตาหยีรีบพยักหน้ารับทันที
หลังผ่านไปหนึ่งชั่วยามกว่าในที่สุดทั้งสองก็เข้าใกล้ยอดเขาร้อยสิงสา แต่ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ไปมากกว่านี้ก็ได้ยินเสียงสัตว์ป่าชนิดต่างๆ ส่งเสียงร้องมาจากไกลๆ แล้วทั้งยังได้กลิ่นเหม็นลอยโชยมาด้วย
เจียงอวิ๋นขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ ตอนนี้เขาได้รับรู้ว่าสถานการณ์ของศิษย์จิปาถะในนิกายแสวงมรรคโดยทั่วไปแล้วเป็อย่างไรเทียบกับการดูแลที่พวกเขาได้รับแล้ว เจียงอวิ๋นราวกับได้อยู่ในแดนเซียนก็ไม่ปาน
ลู่เซี่ยวอวี๋เหมือนกลัวว่าเจียงอวิ๋นจะไม่สามารถทนกับสภาพแวดล้อมของที่นี่ได้จึงรีบเอ่ยปากกล่าว “ศิษย์พี่เจียง ที่นี่ค่อนข้างวุ่นวายไปสักหน่อยกลิ่นก็อาจจะเหม็นไปสักเล็กน้อย ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงเองก็ทนไม่ค่อยไหวเหมือนกันแต่เมื่อชินแล้วก็จะไม่รู้สึกอะไรแล้วล่ะ”
เจียงอวิ๋นลอบถอนหายใจเขาไม่มีอะไรที่ทนไม่ได้อยู่แล้ว ตอนอยู่ในูเาหนึ่งแสนไพศาลนั้นเขาเคยใช้ศพของสัตว์ร้ายมาห่มตัวนอนด้วยซ้ำ เขาเพียงรู้สึกปวดใจเท่านั้นเด็กหญิงที่อายุน้อยเพียงนี้ กลับต้องมาอาศัยอยู่ในที่แบบนี้ระยะยาวช่างน่าสงสารจริงๆ
แต่ก็ทำให้เขาตระหนักได้ว่าเส้นทางแห่งการบำเพ็ญมรรค ช่างเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม
“ไม่เป็ไร!” เจียงอวิ๋นยิ้มกล่าว“วงสัตว์ที่เ้ารับผิดชอบอยู่ตรงไหนหรือ?”
ยอดเขาทั้งห้านั้นต่างก็มีมรรคที่เชี่ยวชาญแตกต่างกันไปศิษย์จิปาถะที่สังกัดในแต่ละยอดเขาย่อมมีหน้าที่ไม่เหมือนกันด้วยอย่างศิษย์จิปาถะของยอดเขาร้อยสิงสาหน้าที่ตามปกติของพวกเขาก็คือการเลี้ยงดูสัตว์ร้ายต่างๆโดยแต่ละคนก็จะมีวงสัตว์ที่ต้องดูแลคนละวง
ลู่เซี่ยวอวี๋ชี้นิ้วไปทางกระท่อมอันเรียบง่ายที่ตั้งเรียงรายกันหลายหลังอยู่ตรงตีนเขาพร้อมกล่าวว่า“ที่นั่นก็คือที่พักของพวกเรา เมื่อผ่านเข้าไปก็จะมีหุบเขาอยู่วงสัตว์อยู่ข้างในนั้น”
แม้ว่าวงสัตว์จะเป็สถานที่เลี้ยงดูซึ่งแยกออกจากกันของใครของมันแต่เพราะยอดเขาร้อยสิงสานั้นมีสัตว์ร้ายมากมายเหลือคณนาส่วนใหญ่ล้วนดุร้ายอย่างมาก สำหรับศิษย์จิปาถะที่ไม่รู้ในวิถีแห่งการฝึกสัตว์โดยสิ้นเชิงแล้วการต้องอยู่ร่วมกับพวกมันในระยะยาวจึงเสี่ยงอันตรายสุดขีด เพื่อความปลอดภัยวงสัตว์ทั้งหมดจึงถูกรวบรวมไว้ที่จุดจุดเดียว
บริเวณปากทางเข้าออกของหุบเขาได้ตั้งค่ายกลไว้เช่นนี้แล้ว ต่อให้ฝูงสัตว์เกิดอาละวาดขึ้นมา แม้จะเสียการควบคุมไปแล้วแต่อย่างน้อยพวกมันก็ไม่อาจฝ่าออกมานอกหุบเขาได้
แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นในแต่ละปีก็ยังคงมีศิษย์จิปาถะที่ถูกฆ่าตายด้วยคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายเป็จำนวนไม่น้อยเลยอยู่ดี
เจียงอวิ๋นมายืนอยู่หน้าปากทางเข้าหุบเขาเมื่อมองเข้าไปแล้วก็สูดหายใจเข้าเบาๆ อย่างอดไม่ได้
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเขาเป็หุบเขาขนาดั์ที่มีขนาดพื้นที่อย่างต่ำๆก็หลายร้อยลี้ ภายในหุบเขาเต็มไปด้วยลักษณะภูมิประเทศรูปแบบต่างๆ นานาทั้งพื้นที่ราบ ป่าทึบ ทะเลทราย บึงโคลน มีกระทั่งทะเลสาบขนาดใหญ่พอสมควรอยู่ด้วย
และไม่ว่าจะเป็ใต้ดิน บนต้นไม้ หรือจะในน้ำล้วนมีวงแสงสีเหลืองขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างกระจายอยู่มากมายซึ่งภายในวงแสงเ่าั้ก็จะมีสัตว์ร้ายชนิดต่างๆ อาศัยอยู่
ภายในวงแสงบางวงมีลูกศิษย์ในชุดเครื่องแบบสีเทาหนึ่งคนหรือสองคนกำลังทำงานกันอยู่
กล่าวอย่างง่ายคือ ในสายตาเจียงอวิ๋นแล้วหุบเขาแห่งนี้เหมือนกับเป็ูเาหนึ่งแสนไพศาลขนาดย่อมแยกกันเลี้ยงดูสัตว์ร้ายชนิดต่างๆ ตามสภาพแวดล้อมที่พวกมันคุ้นชิน
“ศิษย์พี่เจียง วงแสงนั่นก็คือวงสัตว์ ว่ากันว่าเป็ศาสตราอาคมชนิดหนึ่งสามารถป้องกันไม่ให้เหล่าสัตว์หลบหนีออกมาได้”
เจียงอวิ๋นพยักหน้ารับ รู้สึกทึ่งเล็กน้อยโลกหล้าอันกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์นานัปการโดยแท้หากมิได้มายังนิกายแสวงมรรคละก็เขาคงจินตนาการไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่ามีคนที่สามารถเลี้ยงดูสัตว์ร้ายด้วยวิธีการเช่นนี้ได้
ทว่าสัตว์ร้ายที่ถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ระยะยาวเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า เกรงว่าความดุร้ายของพวกมันจะค่อยๆ เลือนหายไปเช่นนั้นละก็ แม้ว่านักพรตจะสามารถฝึกฝนบัญชาพวกมันได้ทว่าพวกมันก็จะทำประโยชน์ให้นักพรตได้น้อยลงเช่นกัน
แต่เจียงอวิ๋นไม่มีทางกล่าวความคิดเช่นนี้ของตนออกมาอยู่แล้วเขาละสายตากลับ “พาข้าไปยังวงสัตว์ที่เ้าดูแลเถอะ!”
“อืม ศิษย์พี่เจียงท่านตามข้ามาให้ดีล่ะแม้ค่ายกลเข้าหุบเขาจะไม่ซับซ้อน ทว่าหากหลงทางในนั้นขึ้นมา ข้าเองก็ช่วยท่านออกมาไม่ได้เหมือนกัน”
“ได้!”
เจียงอวิ๋นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับค่ายกลเลยจึงไม่กล้าประมาท ตามหลังลู่เซี่ยวอวี๋ไป ค่อยๆ เดินเข้าสู่หุบเขาหลังจากผ่านวงสัตว์ไปได้หลายวง ในที่สุดก็มาถึงยังวงสัตว์ที่ลู่เซี่ยวอวี๋ดูแล
วงสัตว์วงนี้มีขนาดเพียงราวๆ ร้อยจ้างภายในนี้มีหมาป่าแสงเขียวยี่สิบเอ็ดตัว บ้างนั่งบ้างนอนหมอบอยู่ข้างใน
เมื่อเจียงอวิ๋นปรากฎตัว หมาป่าแสงเขียวส่วนใหญ่ยืนขึ้นทันทีในดวงตาสีเขียวครามมีประกายแสงลี้ลับสว่างวูบวาบ จ้องเขม็งมาทางเจียงอวิ๋นอย่างไม่ละสายตาอ้าปากกว้าง เผยเขี้ยวอันน่าสะพรึงออกมา บนนั้นมีน้ำลายหยดติ๋งๆ
เห็นได้ชัดว่าหมาป่าแสงเขียวเหล่านี้ดูจะสนใจคนแปลกหน้าอย่างเจียงอวิ๋นเป็อย่างมากเลย
ระหว่างทางที่ผ่านมานั้น ลู่เซี่ยวอวี๋ได้กล่าวกับเจียงอวิ๋นด้วยท่าทางภาคภูมิใจเล็กน้อยว่าจำนวนสัตว์ร้ายที่ศิษย์จิปาถะของยอดเขาร้อยสิงสาส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายให้ดูแลจะอยู่ที่สิบตัวแต่เพราะนางมีคุณสมบัติิญญาโดดเด่นทำให้นางถูกมอบหมายให้ดูแลหมาป่าแสงเขียวอายุสิบปีเป็จำนวนยี่สิบตัว
เจียงอวิ๋นย่อมไม่รู้ว่าคุณสมบัติิญญาโดดเด่นหมายความเช่นไรเขารู้เพียงว่า บนร่างของลู่เซี่ยวอวี๋นั้นมีบรรยากาศอันลึกลับมหัศจรรย์บางอย่างแผ่ออกมาทั้งยังผ่านด่านิญญามรรคได้อย่างง่ายดายดังนั้นคุณสมบัติิญญาที่ว่าคงจะเกี่ยวข้องกับิญญามรรค
ในเมื่อตรงหน้านี้มีหมาป่าแสงเขียวอยู่ยี่สิบเอ็ดตัวตัวที่เกินมาย่อมเป็ตัวที่อายุยี่สิบปีแล้ว และขอเพียงเจียงอวิ๋นหามันออกมาได้ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาใหญ่ให้กับลู่เซี่ยวอวี๋ได้แล้ว
เจียงอวิ๋นไม่ได้สนใจสายตาดุร้ายของเหล่าหมาป่าที่จับจ้องมาเลยเขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะละสายตากลับจากนั้นก็มองไปทางกรงสัตว์กรงหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงมุมของวงแสง
กรงสัตว์นั้นสร้างขึ้นมาจากเหล็กบริสุทธิ์ ซี่กรงแต่ละท่อนล้วนหนาเท่าแขนเด็กบริเวณประตูของกรงมีกลอนประตูที่หักเป็สองท่อนแขวนอยู่
ลู่เซี่ยวอวี๋ชี้ไปทางกลอนประตูแล้วกล่าวอย่างเดือดดาลว่า“ไม่รู้ว่าเป็ฝีมือของหมาป่าพวกนี้หรือไม่ ฉวยโอกาสตอนที่ข้าไม่อยู่ยามวิกาลแอบกัดกลอนเหล็กนั่นจนหัก ปล่อยหมาป่าแสงเขียวอายุยี่สิบปีตัวนั้นออกมา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้วเจียงอวิ๋นก็หรี่ตาลงอย่างอดไม่ได้ ในดวงตาพลันมีประกายเย็นเยียบขึ้นมาแวบหนึ่ง
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นไม่กล่าวอะไร ลู่เซี่ยวอวี๋จึงเอ่ยถามว่า“ศิษย์พี่เจียง ท่านจะแยกแยะอายุของหมาป่าพวกนี้อย่างไรหรือต้องเข้าไปข้างในวงสัตว์ด้วยใช่ไหม?”
เจียงอวิ๋นพยักหน้ารับ “อืม ต้องเข้าไปข้างในด้วย!”
ลู่เซี่ยวอวี๋รีบนำถุงหอมออกมาถุงหนึ่งทันทีก่อนจะยื่นให้เจียงอวิ๋น “หากต้องเข้าไปละก็ ต้องพกถุงหอมอันนี้เข้าไปด้วยนะเช่นนี้หมาป่าแสงเขียวก็จะไม่โจมตีใส่ท่านแล้ว แต่ถึงจะพกถุงหอมเข้าไปด้วยทางที่ดีอย่าเข้าใกล้พวกมันมากเกินไปจะดีกว่า และห้ามเกิดการััตัวเด็ดขาดเพราะหากใกล้เกินไป กลิ่นตัวมนุษย์ก็จะกลบกลิ่นของถุงหอมจนหมดจะเป็การกระตุ้นความดุร้ายของหมาป่าแสงเขียวขึ้นมา”
เจียงอวิ๋นมองดูถุงหอมพร้อมกับบังเกิดความคิดแวบหนึ่งเข้ามาในหัวจึงกล่าวโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “ไม่ต้อง เ้าเปิดวงสัตว์ให้ข้าเข้าไปเถอะ!”
เจียงอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง “วางใจเถอะพวกมันยอมรับข้าแน่!”
แต่ไม่ว่าอย่างไรลู่เซี่ยวอวี๋ก็ไม่ยอม ส่ายหน้าปฏิเสธไม่หยุด“ไม่ได้ หากท่านไม่พกถุงหอมเข้าไปด้วย ต่อให้ข้าต้องโดนลงโทษก็ไม่ยอมให้ศิษย์พี่ช่วยข้าแน่”
เมื่อลู่เซี่ยวอวี๋ดึงดันถึงเพียงนี้เจียงอวิ๋นจึงจำใจต้องรับถุงหอมมาอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นก็ก้าวเท้าเข้าไปในวงสัตว์ของหมาป่าแสงเขียว