ด้านในถ้ำแห่งหนึ่ง มิติด้านในถ้ำสั่นะเืขึ้นอย่างแ่เบา จากนั้นร่างโปร่งแสงและร่างของไป๋ชิงอวิ๋นก็ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางระลอกคลื่นของมิติ
เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งตะลึงค้าง ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาอธิบายความสงสัยภายในใจที่ผุดขึ้นมา ตอนนี้ตัวเขายิ่งสับสนหนักขึ้นกว่าเดิมมาก ตัวเองถูกยิงตายแล้วมาอยู่ที่นี่และยังดูเหมือนว่าได้เข้ามาแทนที่เ้าของร่างนี้อีกด้วย
ความมหัศจรรย์พันธุ์ลึกไม่ได้หมดอยู่แค่ที่ตรงนี้ เด็กหนุ่มเชื่อว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากที่สุดก็คือร่างโปร่งแสงที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเขาร่างนั้น ถึงแม้ว่ารูปร่างจะดูเหมือนคน แต่คนที่ไหนจะมีร่างกายที่โปร่งแสงเช่นนี้ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ตัวตนที่เห็นอยู่นี้ฉีกทุกกฏทุกตำราเรียนที่เขาเคยศึกษา
นี่มันอะเมซิ่งมากเกินไปแล้ว ในระหว่างที่สมองกำลังเกิดความคิดฟุ้งซ่านมากมาย เด็กหนุ่มก็ได้ยินเสียงสื่อสารจากร่างเงาโปร่งแสง
"ยังสับสนอยู่หรือ? หากยังสับสนอยู่ก็นั่งลงแล้วค่อยๆคิด รวบรวมสติของตัวเองให้ดีและจงพินิจอยู่กับปัจจุบัน"
"?"
เด็กหนุ่มทำสีหน้าตั้งคำถาม จากนั้นจึงเริ่มได้สติกลับมา เขานั่งลงขัดสมาธิมือสองข้างวางไว้บนหน้าตักในลักษณะหงายขึ้น ทบทวนและเรียบเรียงความคิดเกี่ยวกับเื่ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่เชื่อว่าจะมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นจริงๆ แต่เมื่อได้ััและได้พบเห็นกับตาตัวเองเช่นนี้ก็ทำได้เพียงต้องเชื่อเท่านั้น
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นพินิจดูร่างกายนี้อย่างละเอียด มือทั้งสองข้างนี้แตกต่างไปจากมือของเขาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็ผิวพรรณ ขนแขน เล็บมือ ลายนิ้วมือ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ทำให้แปลกประหลาดใจได้ทั้งสิ้น เมื่อพินิจดูร่างกายของตนเองไปทีละส่วนอย่างละเอียด เด็กหนุ่มก็หลับตาลงอีกครั้ง
ร่างโปร่งแสงจ้องมองดูร่างของไป๋ชิงอวิ๋นอย่างรอคอย
หลังจากได้เรียบเรียงความคิดที่กระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง เด็กหนุ่มก็นึกคิดถึงความทรงจำในอดีตของเ้าของร่าง เื่ราวเริ่มขึ้นั้แ่เขาจำความได้ เ้าของร่างชื่อไป๋ชิงอวิ๋นเป็คนของตระกูลไป๋แห่งเมืองจินหยาง ไป๋ชิงอวิ๋นเป็ลูกของอนุภรรยา มารดาของเขาเป็สตรีที่งดงามจนยากจะหาใครเทียบได้ ตอนเขาอายุได้สิบขวบมารดาของเขาก็จากไปเพราะโรคร้าย เนื่องจากมารดาของเขาเป็อนุภรรยา ถึงแม้ว่ามารดาจะป่วยหนักแต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากตระกูล
และสาเหตุทั้งหมดก็เป็เพราะไป๋ชิงอวิ๋น เขาไม่มีรากฐานชีพจรลมปราณ ไม่มีรากฐานิญญา ไม่อาจฝึกฝนวรยุทธใดๆได้เลย เป็เพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ตลอดสิบปีที่ผ่านมาสองแม่ลูกใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก อยู่ในตระกูลผู้ฝึกฝนวรยุทธ์ สำหรับผู้ที่ฝึกยุทธ์ไม่ได้ ที่แห่งนี้ไม่ต่างจากนรกบนดิน
หลังจากสูญเสียมารดาไป ไป๋ชิงอวิ๋นก็พยายามฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก อีกทั้งยังตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชาหลายๆแขนงไม่ว่าจะเป็ ฉิน หมากล้อม เขียนอักษร และ ภาพวาด ฝึกฝนอยู่หลายปีกลับคืบหน้าไปเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น ความพยายามทั้งหมดของเขาประหนึ่งตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเสียมากกว่าได้
แต่ถึงอย่างนั้นไป๋ชิงอวิ๋นก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้อะไรกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เขาเริ่มศึกษาสิ่งอื่นเพิ่มเติมแต่ทุกอย่างก็ฝืดเคืองติดขัดไปหมด เรียกได้ว่าความตั้งใจกับผลลัพธ์สวนทางกับความพยายามอย่างเห็นได้ชัด ไป๋ชิงอวิ๋นรู้สึกหดหู่กับชีวิตของตน แต่เขาก็ไม่อยากยอมแพ้ถึงแม้มันจะยากลำบาก เขาก็กัดฟันดิ้นรนสู้เรื่อยมา
สุดท้ายตอนอายุสิบห้าปีเขาได้เข้าศึกษาในสำนักจินหยาง แต่หลังจากนั้นครึ่งปีเขาก็ถูกขับไล่ออกจากสำนัก ซึ่งเหตุผลที่ถูกไล่ออกก็คือเขาเป็เพียงคนธรรมดาไม่มีรากฐานวรยุทธ ไม่มีรากฐานิญญา เป็เพียงคนธรรมดาที่ฝึกยุทธ์บำเพ็ญตนไม่ได้ สำนักจินหยางเพราะเห็นแก่หน้าของตระกูลไป๋ จึงตัดสินใจรับไป๋ชิงอวิ๋นเข้าเป็ศิษย์
ถึงแม้ว่าการสอบเข้าสำนักจินหยางไป๋ชิงอวิ๋นจะใช้ความสามารถของตัวเอง แต่ถึงยังไงเขาก็เป็คนของตระกูลไป๋ สำนักจินหยางถึงอย่างไรก็ต้องเห็นแก่หน้าของตระกูลไป๋บ้าง สำนักจินหยางไม่รับคนธรรมดาแต่ก็ยังรับไป๋ชิงอวิ๋นมาเป็กรณีพิเศษ แต่สุดท้ายคนธรรมดาก็เป็ได้แค่คนธรรมดาเมื่อไร้พร์ในด้านการฝึกยุทธ์ ก็ต้องถูกขับออกจากสำนัก
ไป๋ชิงอวิ๋นที่เผชิญหน้ากับมรสุมชีวิตอย่างหนัก ตอนนี้เขารู้สึกท้อแท้กับชีวิตแล้วจริงๆ เขาไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ความพยายามและความตั้งใจของเขาทุกสิ่งทุกอย่างทุ่มเทให้กับการฝึกฝน แต่ผลลัพธ์ทั้งหมดล้วนตรงกันข้ามกับความพยายาม เื่นี้น่าเศร้าใจและน่าเห็นใจเป็อย่างมาก
ไป๋ชิงอวิ๋นที่ท้อแท้โซซัดโซเซออกจากสำนักจินหยาง เขาซมซานกลับไปที่ตระกูลไป๋ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถก้าวข้ามธรณีประตูของตระกูลไป๋เข้าไปได้ เขาถูกคนรับใช้ขับไล่ออกไปเหมือนหมูเหมือนหมา ในระหว่างที่คิดว่าชีวิตถึงจุดตกต่ำที่สุดและคิดว่าคืนนี้คงจะหนาวตายอยู่ด้านนอกเป็แน่ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีหลงเหลืออยู่บ้าง
ไป๋ชิงอวิ๋นได้พบเจอกับสหายที่เคยเล่นด้วยกันเมื่อครั้งยังเยาว์ สหายของเขาคนนี้เป็คนขี้โรคเขาเหมือนจะป่วยอยู่ตลอดเวลา สหายคนนี้แซ่หยางชื่อหยางเฉินด้านหลังของเขายังมีคนอีกสองคน คนทางขวาแซ่กู่ชื่อกู่หวงเขามีร่างกายกำยำบึกบึน คนด้านซ้ายมองดูก็รู้ว่าเป็คนขี้โรคอีกคนหนึ่งคนคนนี้แซ่มู่ชื่อมู่ปิงเฟิง สองคนขี้โรคอ่อนแอ หนึ่งคนเป็คนธรรมดาไร้กำลัง และอีกคนที่ร่างกายกำยำมีกำลังมหาศาลแต่ฝึกยุทธ์ไม่ได้
สมัยเด็กทั้งสี่เคยวิ่งเล่นด้วยกันและอาจจะเป็เพราะทั้งสี่คนฝึกฝนวรยุทธ์ไม่ได้ จึงทำให้พวกเขาสนิทสนมกันดั่งพี่น้อง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาล้วนแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เรียกได้ว่ามีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ทั่วทั้งเมืองจินหยางผู้คนต่างรู้จักคนทั้งสี่คนนี้ในสมญานาม สี่บุคคลไร้ประโยชน์แห่งเมืองจินหยาง และจุดที่เหมือนกันของพวกเขาก็คือพวกเขาทั้งสี่เป็บุตรของอนุภรรยาเหมือนกัน
ค่ำคืนนั้นไป๋ชิงอวิ๋นก็บอกเล่าความอัดอั้นตันใจของเขาให้กับเหล่าสหายฟัง เขาระบายมันออกมาทั้งหมดและขณะนี้น้ำตาก็เจิ่งนองเต็มใบหน้าของเขาแล้ว สหายทั้งสามรับฟังความลำบากของไป๋ชิงอวิ๋น แต่ก็จนปัญญาเพราะไม่รู้จะช่วยอย่างไร แค่ลำพังตัวเองก็ยังเอาแทบจะไม่รอด ไม่ต้องพูดถึงช่วยเหลือคนอื่น เพราะแค่ช่วยเหลือตัวเองก็ไม่เหลือกำลังไปช่วยใครเพิ่มแล้ว
ถัดจากนั้นสามปีก็มีข่าวว่าเทพธิดาแห่งสำนักจินหยางหลี่หยุนเอ๋อร์เกิดหลงใหลในรูปร่างหน้าตาของไป๋ชิงอวิ๋นแพร่กระจายออกไป ข่าวลือนี้ไม่รู้ว่ามีต้นตอมาจากไหน ไป๋ชิงอวิ๋นผู้ไม่รู้เื่รู้ราวก็ได้พบเจอกับเื่ราวสุดเลวร้าย จากนั้นก็มีจุดจบอย่างที่เห็นอยู่ตอนนี้
"ชีวิตของคนผู้นี้ไม่อนาถเกินไปหน่อยเหรอ?" เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
"เฮ่อ~ ชีวิตเ้าสิ้นสุด แต่ชีวิตข้าได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ช่วยไม่ได้หลังจากนี้คงต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ดีเผื่อในส่วนของไป๋ชิงอวิ๋นด้วย และหลังจากนี้เราจะใช้ชีวิตในฐานะของไป๋ชิงอวิ๋น และนี่อาจจะเป็โอกาสที่์ประทานให้ เพื่อให้เราได้เป็จอมยุทธท่องเที่ยวไปในยุทธภพ"
เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นตอนนี้ความสับสนผ่อนคลายลงแล้ว ความคิดไม่ได้อยู่ในสภาวะสับสนอีกต่อไปแล้ว
"ิญญาหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์ นี่ถือเป็การเกิดใหม่" ร่างโปร่งแสงเอ่ยขึ้นขณะที่จับจ้องร่างของไป๋ชิงอวิ๋น "รู้สึกยังไงบ้างหลังจากได้เกิดใหม่" ร่างโปร่งแสงถาม
"เอ่อ~~ ท่านเป็อะไรกันแน่ทั้งที่มีรูปร่างเหมือนคน แต่ทำไมตัวถึงโปร่งแสงล่ะ?" ไป๋ชิงอวิ๋นเอยถามอย่างสงสัยเื่นี้ติดค้างอยู่ในใจของเขามาได้สักพักแล้ว
ร่างโปร่งแสงแววตาสงบนิ่งแล้วเอ่ยขึ้น "ในอดีตข้าก็เคยเป็คน มีเืมีเนื้อมีชีวิตไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่ว่าข้าตายจากการต่อสู้ที่รุนแรง ตอนนี้เหลือเพียงแค่เศษเสี้ยวของจิติญญาเท่านั้น"
ไป๋ชิงอวิ๋นรับฟังด้วยใบหน้าตื่นตะลึง แต่ในส่วนลึกของแววตากลับเปล่งประกายแล้วตื่นเต้น
ร่างโปร่งแสงยิ้มอ่อนโยนกล่าวขึ้นว่า "ตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา ข้าพยายามตามหาผู้สืบทอดพลังเวทย์ต่อจากข้ามาโดยตลอด สุดท้ายก็ได้พบเจอกับเ้า นับว่าโชคชะตายังไม่ทอดทิ้งข้า"
ไป๋ชิงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงขึ้นอีกหนึ่งคำรบ วันนี้ดูเหมือนว่าจะใมากซะจนตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมายังเทียบไม่ได้ แต่ที่มากกว่าความใก็คืออาการตื่นเต้นดีใจ เขาแทบจะควบคุมความตื่นเต้นนี้ไม่ได้ ฉากแบบนี้เขาเคยอ่านเจอในมังงะ อนิเมะ และนิยายกำลังภายใน เขาไม่เคยคิดเลยว่าเื่เหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเขา
"ขอถามผู้าุโ หากสืบทอดพลังเวทย์ของท่าน ในโลกใบนี้ข้าจะแข็งแกร่งเป็อันดับที่เท่าไหร่?" ไป๋ชิงอวิ๋นเอ่ยถาม ขณะเดียวกันก็รอคอย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
"กับโลกที่อ่อนแอเช่นนี้ ไม่ควรค่าพอให้เปรียบเทียบ หากอยากจะเปรียบเทียบก็ต้องใช้ทั้งจักรวาลมาเปรียบเทียบถึงจะได้ หลังจากสืบทอดพลังจากข้า หากเ้าเรียกตัวเองว่าที่สอง ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ก็จะไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่าที่หนึ่ง" ร่างโปร่งแสงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบขณะเดียวกันก็หยิ่งทะนงน่าเกรงขาม ทุกคำพูดเหมือนจะสั่นคลอนจักรวาลได้จริงๆ แม้แต่กฎเกณฑ์ภายในถ้ำยังแปรปรวนไปอย่างเห็นได้ชัด อากาศรอบด้านยังคงะเือยู่เลย
ไป๋ชิงอวิ๋นแววตายิ่งเป็ประกายมากยิ่งขึ้น เขาไม่มีความลังเลใดๆเลยตอบรับไปในทันที เพราะร่างของไป๋ชิงอวิ๋นแต่เดิมก็เป็คนธรรมดาไร้กำลังไม่อาจฝึกฝนวรยุทธ์ได้อยู่แล้ว
ไป๋ชิงอวิ๋นยืนขึ้นแล้วโค้งกายคารวะแบบจอมยุทธ์จากนั้นจึงกล่าว "ผู้น้อยยินดีรับสืบทอดพลังเวทย์ต่อจากผู้าุโ"
ร่างโปร่งแสงยิ้มอย่างอบอุ่นและเป็มิตรกล่าวขึ้นว่า "ตัดสินใจได้รวดเร็วเช่นนี้ย่อมเป็เื่ที่ดี แต่พลังที่ยิ่งใหญ่ ก็มาพร้อมกับภาระอันใหญ่ยิ่ง"
มุมปากของไป๋ชิงอวิ๋นยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ประโยคนี้ถือเป็ประโยคเด็ดจากเื่สไปเดอร์แมนไม่ใช่หรือยังไง ไม่คิดเลยว่าจะได้มาฟังบทพูดที่แสนจะลิเกเช่นนี้ ฟังแล้วรู้สึกใกล้ชิดจริงๆ
"คิดอะไรอยู่ ข้าไม่ได้ล้อเ้าเล่นหรอกนะ" น้ำเสียงของร่างโปร่งแสงเริ่มเข้มขึ้น
"เปล่าขอรับ ข้าแค่รู้สึกใกล้ชิดกับคำพูดของผู้าุโ เพราะประโยคนี้ข้าเคยได้ยินมาก่อน"
ร่างโปร่งแสงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยขึ้น "เคยได้ยินจากที่ไหน?"
"อย่าใส่ใจเลยขอรับ ก็แค่เคยได้ยินมาจากหนังเท่านั้นเอง ไม่ทราบว่าผู้าุโจะถ่ายทอดพลังเวทย์ให้ข้าตอนนี้ได้เลยหรือไม่ขอรับ"
"เื่นี้ยังไม่รีบ ให้เ้าเตรียมใจก่อนสักหนึ่งพันปี เชื่อว่าถึงตอนนั้นเ้าก็คงพร้อมแล้ว"
ไป๋ชิงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง หนึ่งพันปี อย่าว่าแต่หนึ่งพันปีเลย แค่หนึ่งร้อยปีเขาก็ไปคุยกับรากมะม่วงแล้ว เขาไม่คิดว่าตัวเองจะมีชีวิตถึงหนึ่งพันปีอย่างแน่นอน เหมือนผู้าุโท่านนี้จะล้อเขาเล่นเสียแล้ว
"ไม่ต้องใไป พันปีก็แค่ชั่วพริบตาเท่านั้น อีกอย่างก็ไม่ได้จะให้เ้าฝึกพันปีจริงๆสักหน่อย ตอนนี้จิตเดิมของข้าใกล้จะแหลกสลายเต็มทน จะรอเ้าถึงหนึ่งพันปีได้ยังไง ข้าย่อมมีวิธีการพิเศษ แน่นอนว่าเป็วิธีการที่พิเศษอย่างยิ่งและมันก็ใช้ได้แค่ครั้งเดียว" กล่าวจบมือซ้ายของร่างโปร่งแสงก็สะบัดหนังสือเล่มหนาเตอะออกไปเบื้องหน้าเบาๆ
หนังสือลอยไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าของไป๋ชิงอวิ๋น
"หนังสือเล่มนี้เป็ความรู้ทั้งชีวิตของข้า และของเหล่าสหายข้า บัดนี้ขอมอบให้เ้า ทันทีที่เ้าเปิดมันกาลเวลาที่ล้อมรอบร่างกายของเ้าจะไหลช้าลงมากจนเหมือนว่าจะหยุดนิ่ง ทันทีที่เ้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เ้าจะรับรู้ได้ว่าเวลาผ่านไปนับพันปี แต่จริงๆแล้วด้านนอกเพิ่งผ่านไปเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้นเอง เอาล่ะอย่าคิดฟุ้งซ่าน นั่งลงแล้วสงบสติอารมณ์ตัวเองให้ดี เมื่อสติมั่นคงแล้วค่อยเปิดหนังสือ เพราะการชะลอกาลเวลานี้สามารถทำได้แค่ตอนเปิดหนังสือครั้งแรก หากเปิดอีกในครั้งถัดไป เ้าคงต้องพยายามศึกษามันด้วยความสามารถของตัวเองแล้ว"
ไป๋ชิงอวิ๋นรับฟังอย่างตั้งใจ เขานั่งลงในท่าขัดสมาธิและหลับตาลงเพื่อสงบจิตใจ เมื่อจิตใจเริ่มนิ่งความคิดไม่ฟุ้งซ่านเขาก็เปิดหนังสือเล่มนั้นออก ซึ่งหน้าปกของมันเขียนไว้ว่า คัมภีร์หมื่นสรรพสิ่ง