คนเหล่านี้เมื่อได้ยินกังหลงและนางงามทั้งสองที่ติดตามมาด้านหลังกังหลงกล่าวทราบว่าทั้งสองเป็นสหายหญิงของเจ้าขยะที่ทุกคนต่างเย้ยหยันความริษยาได้พลั่งพรูออกจากทางสายตาจนมิอาจปิดบังได้ ต่างนึกสาปแช่งในวาสนาทางสตรีของเจ้าขยะของตระกูลผู้นี้เป็นยิ่งนัก
ทุกคนต่างตั้งมั่นในใจไว้หากเจ้าขยะผู้นี้ยังมิเจียมตนคิดเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ด้วยอีกพวกตนจะใช้โอกาสนี้ทำลายเจ้าขยะผู้น่าขยะแขยงผู้นี้ให้ย่อยยับจนมิอาจเผยอหน้ากล้ามาพบเจอผู้คนได้อีกต่อไปบางคนถึงกับคิดว่าจะสร้างความอับอายให้เจ้าขยะผู้นี้จนสตรีงามทั้งสองหลีกหนีจากเจ้าขยะมาสนใจในความเก่งกล้าของพวกตนแทน
กังหลงนั้นสังเกตุได้ถึงสายตาหยามเหยียดของผู้คนทั้งหลายที่เพ่งมองมายังตน ทั้งสายอิจฉาริษยาของบุรุษหนุ่มมากมายที่มองมายังตนและสายตาลุ่มหลงงมงายกับสายตาที่เต็มไปด้วยประกายราคะที่มองไปยังสตรีงามทั้งสามข้างกายตนเมื่อได้ฟังคำพูดด้วยความห่วงใยขอผู้เป็นบิดา ที่พูดออกมาในสภาพที่จำใจต้องยอมรับความอ่อนด้อยของตนพลันสงบอารมณ์เผยอยิ้มกล่าวอย่างมิอนาทรร้อนใจว่า
"ท่านพ่อมิต้องกังวลลูกของท่านมิอาจจะเป็นสวะไปตลอดกาลได้ย่อมมีสักวันที่จะผงาดให้ผู้คนได้แหงนมองบ้างวันนี้ข้าจะขอลงประลองศึกในครั้งนี้และจะทำให้ดีที่สุด"
"ดูเจ้าขยะนั่นพูดระดับปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุด แม้เพียงข้าผายลมโดน เจ้าขยะนั่นก็คงมิอาจจะท้านทานได้แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า.."
"ฮี่ ฮี่ฮี่..มีใครจะพนันกับข้าบ้างว่าเจ้าขยะกังหลงสามารถทนทานได้กี่กระบวนท่า..?"
"โอ๊ะ..เจ้าหนุ่มนั่นรึเป็นบุตรของผู้นำตระกูลกังบุตรของกังหยาง..? เหตุใดถึงมีระดับพลังเพียงปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดเท่านั้น..!!..หากลงแข่งขันก็เท่ากับเข้าไปตายเท่านั้น"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..ข้าพนันด้วย ข้าเสนอ เจ้าขยะนั่นมิอาจรับมือเกินสิบกระบวนท่ารับแทงหนึ่งจ่ายสิบ หากรับได้เกินสิบกระบวนท่าจะจ่ายสิบเท่า..!!"
"............."
เสียงพูดคุยดังสนั่น เกี่ยวกับกังหลงการพนักขันต่อเริ่มเกิดขึ้นและกระจายไปทั่วสนามอย่างรวดเร็ว กังหลงนั่งสงบนิ่งมิสนใจเสียงใดๆ เพียงแย้มยิ้มอย่างสบายอารมณ์คล้ายเรื่องราว ต่าง ๆที่เกิดขึ้นมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนแม้แต่น้อย แต่เยี่ยนฟางเมื่อได้ยินผู้คนกล่าวถึงพี่ชายดุจคนไร้ค่าถึงกับมีโทสะจนหน้าบึ้งตึงคิดจะกล่าวคำใดออกมา
นงคราญสุรางสวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์เห็นเช่นนั้นจึงรีบกระซิบบอกเยี่ยนฟางทำให้นางถึงกับตะลึงงันไปครู่หนึ่งแล้วหันไปมองพี่ชายตนเองอย่างมิใคร่เชื่อกับคำกล่าวของสตรีทั้งสองหลังจากซุบซิบกันชั่วครู่หยางเสี่ยวเอ๋อร์และนงคราญสุรางสวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะได้เดินตรงไปหากลุ่มของผู้ที่กำลังตั้งวงพนันการต่อสู้พร้อมกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันไพเราะอ่อนหวาน
"ข้าขอพนันด้วยได้รึไม่ ..!!"
"ข้าก็เช่นกันขอพนันด้วยด้วยคน.มิทราบจะรับเดิมพันได้แค่ไหน.!!"
เมื่อสตรีงามทั้งสองเข้ามาร่วมเล่นพนันด้วยวงพนันยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเพื่อใจสตรีงามทั้งสองวงพนันจึงเปิดให้รับพนันอย่างเต็มที่สตรีทั้งสองทุ่มเทเงินทั้งหมดคนละหนึ่งหมื่นเหรียญทองที่มีเล่นฝ่ายกังหลงว่าสามารถรับมือได้เกินสิบกระบวนท่า
แม้หลายคนจะสงสัยแต่เนื่องด้วยสามารถสัมผัสพลังของสตรีทั้งสองได้เพียงพลังปราณขุนพลระดับสองและระดับสามเท่านั้นจึงต่างลงความเห็นว่าสตรีงามทั้งสองนี้คงด้อยประสบการณ์และเพิ่งออกท่องเที่ยวภายนอกคราแรกเป็นแน่ส่วนกังหลงนั้นมีแค่พลังปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดแมัจะคิดพลิกตลบยังไงก็มิมีทางที่จะเป็นไปได้ที่จะต้านทานรับมือคู่ต่อสู้ทั้งสามที่ระดับพลังห่างกันถึงสามช่วงชั้นย่อยได้เกินสิบกระบวนท่าเมื่อสตรีงามทั้งสองถึงกับเอาเงินถึงสองหมื่นเหรียญทองมาโปรยเล่นทุกผู้คนต่างกระหยิ่มยิ้มย่องในใจหวังรอรับผลกำไรที่จะเกิดขึ้นหลังจบการประลอง
การแลกเปลี่ยนฝีมือระหว่างกังมู่อันหลงกับกังเฉินกังได้จบลงแล้วเป็นไปตามคาด กังเฉินกังฝีมือกล้าแข็งกังเฉินกังได้อาศัยจังหวะหนึ่งโจมตีด้วยท่าไม้ตาย ปฐพีกำสรวญ ฟาดฝ่ามือกระแทกจนกังมู่อันหลงกระเด็นตกเวทีรับบาดเจ็บบอบช้ำเล็กน้อยเนื่องจากกังเฉินกังได้มีเมตตารั้งพลังกลับมาครึ่งหนึ่งมิเช่นนั้นหากกังเฉินกังใช้พลังทั้งหมดโจมตีออกไป กังมู่อันหลงต้องได้รับบอบช้ำสาหัสจนลุกจากเตียงมิได้เป็นแรมเดือนแน่เสียงระฆังได้ดังขึ้นพร้อมเสียงของผู้อาวุโสสูงสุดผู้ดำเนินการประลองกล่าว
"แก๊ง แก๊ง แก๊ง..!!
"บัดนี้ถึงเวลาการประลองช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลครั้งต่อไปแล้วขอเชิญผู้ที่ต้องการช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลเสนอบุคคลผู้เป็นตัวแทนเข้าประลองมาคุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถเข้าร่วมประลองนั้นคิดว่าทุกท่านคงทราบเป็นอย่างดีแต่ข้าจะบ่งบอกอีกครั้งเพื่อกันปัญหาการถกเถียงอันจะเกิดขึ้นในภายหลัง "
"ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าช่วงชิงต้องส่งบุตรชายหรือหลานชายในสายเลือดมิว่าชั้นใดหรือบุตรบุญธรรมที่ได้เลี้ยงดูมาแต่ทารกเยาว์วัยที่ปัจจุบันอายุมิเกินยี่สิบปีโดยผู้แข่งขันทุกคนจะพบเจอกันทั้งหมดผู้ที่สามารถชนะมากที่สุดและยืนอยู่เป็นคนสุดท้ายได้ถือเป็นผู้ชนะ ผู้ใดหลุดออกจากเวทีประลองถือว่าพ่ายแพ้ผู้ใดมิสามารถต่อสู้ได้อีกถือว่าพ่ายแพ้ ผู้ใดยกมือยอมแพ้ถือว่าพ่ายแพ้ การประลองอาจมีบาดเจ็บแต่ห้ามมีเจตนาสังหารผู้อื่นจนตกตายผู้ใดเข้าใจกฎกติกาแล้วเชิญเสนอรายชื่อผู้เข้าร่วมประลองได้..ส่วนตัวข้าผู้อาวุโสสูงสุดนั้นมิมีบุตรหลานและมิมีเจตนาจะเป็นผู้นำตระกูลจึงขอสละสิทธิ์ก่อน..!!"
"ข้าผู้อาวุโสหนึ่งขอเสนอกังหลางบุตรของตัวเองอายุสิบแปดปีเข้าช่วงชิง.."
"ข้าผู้อาวุโสสองขอเสนอกังหลิวอายุสิบเจ็ดปีหลานชายเข้าช่วงชิง.."
"ข้าผู้อาวุโสสามขอเสนอกังเหยาหลานชายอายุสิบแปดปีเข้าช่วงชิง.."
"........."
"ท่านผู้นำตระกูลท่านจะส่งตัวแทนเข้าช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลครั้งนี้รึไม่ ?"
ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวถามกังหยางเมื่อเห็นกังหยางขมวดคิ้วลังเลในการตัดสินใจและยังมิได้กล่าวใดๆ ออกมา กังหยางนั้นสำรวจดูแล้วผู้เป็นตัวแทนเข้าประลองทุกคนต่างมีระดับปราณเหนือล้ำกว่ากังหลงถึงสามขั้นย่อยขึ้นไปทั้งสิ้นแม้แต่ตัวกังหยางเองซึ่งปัจจุบันได้ทอดทิ้งการฝึกปรือไปจนระดับพลังหยุดอยู่เพียงแค่ปราณขุนพลระดับหกห่างจากบุรุษเยาว์วัยทั้งสามแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นมองว่าเป็นการยากที่บุตรชายของตนจะมีโอกาสชนะได้ จึงลังเลไม่กล้าตัดสินใจว่าจะส่งกังหลงเข้าร่วมประลองดีหรือไม่
เมื่อได้ยินผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวถามเลยยากจะตัดสินใจนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนมองไปที่กังหลงแล้วส่ายหน้าบ่งบอกว่ามิต้องการช่วงชิง กังหลงเห็นเช่นนั้นจึงรีบกล่าวก่อนที่กังหยางจะพูดในทันที
"ข้ากังหลงอายุสิบหกปีเป็นบุตรของผู้นำตระกูลกังกังหยาง ขอเป็นตัวแทนเข้าประลองช่วงชิงตำแหน่งตระกูลให้แก่บิดา..!!"
"กังยี้..!!"
"กังเอ๋อร์..!!"
"อะ...เอ่อ..ครานี้มีผู้เข้าประลองทั้งสิ้นสี่คน ต่อไปจะเป็นการจับฉลากเพื่อเลือกคู่ประลองผู้ที่จับได้หมายเลขลำดับต้นจะสามารถเลือกคู่ประลองว่าเป็นผู้ใดก็ได้ผู้ที่สามารถยืนอยู่เป็นคนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ บัดนี้ให้ทุกคนมาจับฉลากได้"
ผู้อาวุโสสูงสุดนำกล่องไม้สีทึบออกใช้พลังปราณส่งกล่องให้ลอยระดับศีรษะเบื้องหน้าคนทั้งสี่ทั้งสามรีบเข้าไปล้วงหมายเลขจากกล่องในทันที กังหลงมิได้สนใจในลำดับหมายเลขคิดว่าแม้จะเป็นผู้ใดมาเจอตนก็มิอาจมาสะกิดให้ตนต้องระคายผิวได้หลังจากทั้งสามเลือกเสร็จกังหลงหยิบฉลากใบสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่คลี่มอง
"สี่.."
"..............."