“ก็ได้”
ถึงแม้ว่าไส้จะเหม็น แต่ไส้กรอกที่แขวนตากไว้ดูแล้วน่าจะอร่อยมาก ๆ แล้วงานในบ้านจะให้ผู้หญิงแค่คนเดียวเป็นคนทำได้ไง เจ้าหนูโหย่วหยูเองก็เป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน งานสกปรก งานหนัก ควรให้เขาเป็นคนทำ
ด้วยความมีจิตสำนึก เจ้าหนูโหย่วหยูจึงหิ้วเอาไส้เป็ดไปที่ริมน้ำตื้น ๆ นั่งยองลงไปแล้วใช้โคลนในแม่น้ำถูล้างไส้ไปหนึ่งรอบ หลังจากนั้นก็ใช้ขี้เถ้าถูล้างฝ่ามือตัวเองจนสะอาด เมื่อไส้เป็ดล้างสะอาด ตอนนี้ก็เริ่มสายแล้ว
ฝ่ามือของเจ้าหนูโหย่วหยูมีกลิ่นเหม็นติดจาง ๆ จะล้างยังไงก็ล้างไม่ออก เขาเกลียดจริง ๆ เมื่อก่อนก็ไม่เป็นปัญหาอะไร ตอนนี้ที่บ้านดีขึ้นแล้ว เขาจึงสนใจเรื่องสุขอนามัยขึ้นมา ฝ่ามือมีกลิ่นเหม็นแบบนี้จึงทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
หนิงเยี่ยนปรุงอาหารเสร็จแล้ว เดินออกมาจากครัว เห็นเจ้าหนูน้อยโหย่วหยูยืนล้างมือครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ที่ริมแม่น้ำ ล้างเสร็จก็เอาไปใกล้จมูกดมแล้วดมอีก
“วันหลังจะซื้อสบู่หอมกลับมาให้สักก้อนนะ เอาไว้ให้เจ้าใช้ล้างมือโดยเฉพาะ” หนิงเยี่ยนเอ่ย
“สบู่หอมเหรอ?” เจ้าหนูน้อยว่า พลางทำตาโต
“ใช่แล้ว สบู่หอม”
“งั้นซื้อมาสักก้อนนะ”
เจ้าหนูน้อยพยักหน้าแบบสุดแรง
โอ๊ะโอ...เจ้าเด็กหวงเงินคนนี้เต็มใจจะใช้เงินแล้วสิ เป็นไปดังที่คิดไว้สภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนคน เจ้าหนุ่มน้อยที่แต่ก่อนแม้แต่เนื้อยังตัดใจกินไม่ลงตอนนี้รู้จักซื้อสบู่แล้ว
สบู่หอมในยุคนี้ทำมาจากตับอ่อนของหมู ของสิ่งนี้ในอนาคตก็เป็นสบู่ธรรมดานี่ล่ะ เพียงแต่สบู่ในอนาคตถูกทำเป็นแบบดอกไม้ รูปทรงแบบไหนกลิ่นแบบไหนก็มีหมด ไม่เหมือนตอนนี้มีแต่แบบสีดำ ๆ แบบเดียว
พูดถึงสบู่หนิงเยี่ยนก็คิดถึงเซฟการ์ดขึ้นมา ไม่ว่าจะมีสบู่มากมายแค่ไหน หนิงเยี่ยนก็ชอบแค่สบู่เซฟการ์ด เพราะสบู่นี้จะกี่สิบปีผ่านไป กลิ่นหอม ๆ ก็ยังคงเหมือนเดิม
ถ้าหากมีเวลา เธอจะต้องทำสบู่ที่มีกลิ่นแบบสบู่เซฟการ์ดออกมาแน่ ๆ หลังจากตัดสินใจแล้ว หนิงเยี่ยนจึงเริ่มใช้เครื่องยัดไส้เครื่องใหม่ยัดไส้กรอก
หนิงเยี่ยนเอาเนื้อที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในเครื่องแล้วใช้เครื่องยัดไส้ ยัดลงไปในไส้เป็ด หลังจากทำเสร็จ ก็เอาแท่งไม้ไผ่เสียบไส้กรอก วางลงไปบนตะแกรงย่าง
ไม่นานกลิ่นหอม ๆ ก็ลอยฟุ้งขึ้นมาจากไส้กรอกทันที ทาซอสลงไป โรยเครื่องปรุงลงไป หนิงเยี่ยนที่กำลังถูกเจ้าหนูโหย่วหยูจ้องก็เอาไส้กรอกเข้าปาก กัดไปคำหนึ่ง
“ใช้ได้นะ”
หนิงเยี่ยนว่าจบ ก้มหัวมองลงไปที่ตะแกรงย่างพบว่าไส้กรอกย่างหายไปสองแท่ง
เงยหน้าขึ้นไปเห็นลู่หานจางยืนอยู่หน้าตะแกรงย่างหยิบไส้กรอกไปหนึ่งแท่ง เลียนแบบที่เธอทำ โรยเครื่องปรุงลงไปบนไส้กรอก
“ใช้ได้”
ลู่หานจางกินไส้กรอกหมดแท่งแล้วมองไปยังหนิงเยี่ยนด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น วิธีทำเนื้อย่างแบบนี้หายากมากจริง ๆ แม้แต่ในปักกิ่งก็ไม่มีคนทำแบบนี้ ผู้หญิงคนนี้มักจะทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่ได้เสมอ
ในตอนแรกคิดว่าถ้าให้ผู้หญิงคนนี้ไปเป็นเมียหลวงของตระกูลลู่ คงจะทำให้ตระกูลลู่ของเขามีแต่ผลเสีย แต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่า.....
ถ้าหากคนแบบนี้เป็นเมียหลวงไม่ได้ เกรงว่าก็คงจะไม่มีใครเหมาะสมได้รับตำแหน่งเมียหลวงของตระกูลลู่แล้วล่ะ
หนิงเยี่ยนมองไส้กรอกในมือของลู่หานจาง เธอรู้สึกปวดใจเบา ๆ ของพวกนี้ใช้เนื้อทำทั้งนั้น ผู้ชายคนนี้ไม่มีท่าทีของคนนอกเลยแม้แต่นิดเดียว ทำเหมือนที่นี่กลายเป็นบ้านของตัวเองไปแล้ว ทั้งวี่ทั้งวัน กินเสร็จแล้วก็หายหัวไปเลย
แต่ก่อนยังรู้จักสอนหนังสือให้กับเจ้าหนูโหย่วหยู แต่ช่วงนี้แม้แต่เงายังไม่เห็น ที่แท้ก็เลี้ยงพวกเกาะกินฟรีเอาไว้ หนิงเยี่ยนจึงเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
“พรุ่งนี้ต้องใส่ปุ๋ยให้ต้นฝ้าย ยกให้ท่านทำแล้วกันนะ”
หนิงเยี่ยนเป็นคนใจกว้าง แต่ทั้งวันกิน ๆ นอน ๆ ไม่ทำอะไร จะไม่ให้ถือสาก็ไม่ได้ ดังนั้นต้องหางานให้ลู่หานจางทำสักเรื่อง
“ใส่ปุ๋ย? ใส่ยังไง?” ลู่หานจางถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เก็บมูลสัตว์ แล้วใส่ลงไปบนพื้น เกลี่ยให้ห่าง ๆ อย่าใส่ใกล้โคนต้นฝ้ายมากล่ะ”
“เจ้าแน่ใจเหรอว่าใช้ถูกคน?”
ลู่หานจางเอาไส้กรอกในมือที่กินเหลือครึ่งหนึ่งวางลงบนตะแกรงย่างอีกครั้ง
“ก็ท่านนะสิ ถ้าท่านไม่ทำใครจะทำล่ะ?”
“......”
ลู่หานจางพูดไม่ออก จะให้เขาไล่ผู้หญิงไปใส่ปุ๋ยเองก็พูดไม่ออก แต่บ้านหลังนี้นอกจากผู้หญิงคนนี้ก็มีแค่เขากับเด็กน้อยอีกหนึ่งคน
แล้วทำไมไม่ให้เจ้าหนูโหย่วหยูทำล่ะ?
ลู่หานจางไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงรับงานใส่ปุ๋ยมา
มองใบหน้าที่อารมณ์เสียภายใต้แสงจันทร์ของผู้ชายคนนี้ หนิงเยี่ยนก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที เธอเอาไส้กรอกที่เหลือครึ่งหนึ่งของลู่หานจางยัดใส่มือของหนิงโหย่วหยู
หนิงโหย่วหยูเองก็ไม่รังเกียจไส้กรอกที่คนอื่นกินเหลือ
อย่างไรเสีย.....
ครอบครัวของเขาก็เพิ่งหลุดพ้นจากความจนได้ไม่นาน เรื่องใช้เงินก็ค่อย ๆ ใจกว้างขึ้นทีละนิด แต่เรื่องการกินยังไงก็ต้องรู้คุณค่าของอาหาร เพราะเคยทุกข์ทรมานจากการอดอยากหิวโหย เพราะฉะนั้นจึงเห็นความสำคัญของอาหารอย่างมาก
หลังจากมื้ออาหารผ่านไป ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง
หมาทิเบตในลานบ้านปีนออกจากคอกอย่างกะทันหัน ยังไม่เริ่มส่งเสียงเห่า มันก็หมดสติล้มลงข้างบ้านหมา ลู่หานจางที่ยืนอยู่ใต้ต้นฮวายฉู้ มองไปยังองครักษ์สองคนที่กำลังเดินเข้ามา แล้วจึงถามขึ้น
“สถานการณ์ที่เมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้าง?”
“องค์จักรพรรดิทรงยินยอมให้ท่านตามหาหมอเทวดาซวีต่อไป เรื่องของราชสำนัก องค์จักรพรรดิจะจัดการด้วยตัวเอง”
“อืม”
ลู่หานจางพยักหน้า สักพักก็ถามขึ้นอีก
“เจ้าสองคนทำงานสวนเป็นไหม?”
“…..”
องครักษ์ทั้งสองหันไปสบตากัน แล้วส่ายหัวให้ลู่หานจาง
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ พรุ่งนี้ก็จะได้เรียนรู้แล้วล่ะว่างานสวนทำยังไง” ลู่หานจางว่า
“?”
องครักษ์ทั้งสองยังคงสับสนมึนงงไปหมด
ลู่หานจางเองก็ไม่ได้อธิบายว่าหมายความว่าอะไร เขาหมุนตัวแล้วกลับไปที่ห้อง ยืนหน้ากระจก มองหนวดเคราบนหน้า สีหน้าค่อนข้างอ่านยาก หลังจากนั้นไม่นานก็หยิบกล่องเครื่องเคลือบสีขาวอันเล็กออกมา เปิดกล่องออกล้วงเอาเนื้อครีมในนั้นใส่ลงไปในน้ำ แล้วควักเอาน้ำในอ่างใส่หน้า หนวดเหนียว ๆ ที่ติดอยู่บนปากก็ตกลงมา จากนั้นเขาจึงหยิบเอาผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าจนสะอาด
ลู่หานจางยืนอยู่ที่หน้ากระจก จ้องเงาที่สะท้อนอยู่ในกระจกเป็นเวลานานแสนนานแล้วก็ปิดตาลง จากนั้นจึงกระโดดออกไปนอกหน้าต่างแล้วกลับมาอีกครั้งพร้อมถือผมในมือกลับมาด้วยหนึ่งช่อ
วันต่อมา....
เสียงของคนในเมืองถงเซียนต่างร้องอุทานขึ้น
“โจรที่ไหนมันมาโกนผมของข้ากัน!!”
นับตั้งแต่นั้นมา ผู้คนในเมืองถงเซียนมักตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับผมที่ถูกขโมยไป ยังไม่มีใครสามารถหาเบาะแสของหัวขโมยได้
ความลึกลับของเมืองถงเซียน เริ่มขึ้น ณ บัดนั้น แต่เรื่องเหล่านี้หนิงเยี่ยนกลับไม่รู้เลย
หลังจากพักได้หนึ่งวัน หนิงเยี่ยนจึงกลับเข้าไปในเมือง ในเมืองมีร้านแล้วต้องเข้าไปปรับปรุงหน่อย เธอเอาเจ้าหนูน้อยไปด้วย ทั้งสองออกจากหมู่บ้านตั้งแต่เช้าตรู่
ทันทีที่หนิงเยี่ยนออกไป บ้านของเธอก็มีคนเพิ่มมาสองคน
“ที่ดินตรงนั้นน่ะ อย่าลืมเอาปุ๋ยคอกไปโรยให้ทั่ว ๆ อย่าโรยโดนรากต้นฝ้าย”
หลังจากเอาคำสั่งของหนิงเยี่ยนบอกให้องครักษ์ทั้งสองฟังแล้ว ลู่หานจางจึงเดินออกไปจากลานบ้าน
เขาหยุดฝีเท้าลง มองเห็นบ้านของท่านอาจารย์ซวีปิดประตูใหญ่เอาไว้ เขาสูดลมหายใจแล้วกระโดดเข้าไปในลานบ้านของท่านอาจารย์ซวี
“ท่านอาจารย์ทราบปัญหาหรือยัง?” ลู่หานจางเอ่ย
“รีบถึงเพียงนั้นเชียว”
ท่านอาจารย์ยิ้มอย่างอบอุ่นขณะพูด
รอยยิ้มแบบนี้หากอยู่บนใบหน้าของพวกปัญญาชนคงเหมาะสม แต่มาประดับบนหน้าของหมอเทวดาเช่นนี้ดูแปลกตาจริง ๆ
ลู่หานจางรู้สึกหนาวที่ต้นคอขึ้นมาทันที จากนั้นท่านหมอเทวดาซวีจึงพูดต่อ
“หากแขนขาอยู่เหนือการควบคุมคงมีปัญหามาจากกะโหลกศีรษะ ถ้าหากข้าบอกว่าต้องตัดเปิดกะโหลกเพื่อเอาเศษซากในนั้นออกมาจึงจะรักษาได้ ท่านนายพลลู่กล้าลองไหมล่ะ?”
“กะโหลกศีรษะ?”
ลู่หานจางไม่เคยคิดว่าปัญหาจะมาจากที่หัวของเขา เขามองไปยังท่านหมอเทวดาซวีก็ยิ่งรู้สึกเย็นเยียบ
“เปิดกะโหลกศีรษะ?”
“ถูก ท่านนายพลลู่กล้าหรือไม่?” ท่านอาจารย์ซวีเอ่ยตอบ
“ไม่กล้า”
ลู่หานจางมีประสบการณ์ในสนามรบมากมาย แต่ขั้นตอนการรักษาแบบนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาวางแก้วในมือลงแล้วจึงขอตัวกลับไป
หมอเทวดาซวีก็คือหมอเทวดาคงไม่กล้าหลอกลวงเขา แต่เรื่องเปิดสมองออกมา....แค่คิดก็เย็นวาบต้นคอไปหมด มิน่าล่ะตอนที่เขาเข้าไปในบ้านของท่านอาจารย์ซวีถึงรู้สึกทะแม่ง ๆ
................