“ละ…เลือด” เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเหตุให้สายตาของทุกคนจ้องมองไปยังมือที่อาบไปด้วยเลือด
จ้าวลู่ชิงพยายามดิ้นรนจนหลุดออกจากอ้อมแขนที่กอดรัดแน่น นางจึงเห็นว่าบุรุษที่ช่วยนางสวมอาภรณ์สีขาวราวกับเทพเซียน ใบหน้าถูกหน้ากากหยกปิดบังลงมาจนครึ่ง มือด้านซ้ายมีเลือดอาบอยู่เต็ม
“ขอบคุณ คุณชายที่ให้การช่วยเหลือ ท่านโปรดตามข้าเข้าไปทำแผลด้วยเถิด” เรียกสติกลับมาได้ สิ่งสำคัญที่นางควรทำคือการห้ามเลือดที่ไหลออกจากฝ่ามือของบุรุษตรงหน้าจนมันหยดเปรอะเปื้อนถนนบริเวณที่ยืนอยู่
โม่เอินกับซูเซียงรีบวิ่งเข้าไปในภัตตาคารเฟิ่งไหล เพื่อตามหาคนที่มันกล้าโยนกระถางลงมา กระถางใบใหญ่ตั้งอยู่ด้านในภัตตาคารไม่มีทางที่จะตกลงมาเองได้หากไม่ใช่ฝีมือมนุษย์
ประตูห้องรับรองชั้นสองถูกเท้าของโม่เอินถีบอย่างแรง สายตาคมกริบกวาดมองหาสิ่งมีชีวิตในห้องรับรองตรงที่กระถางตกลงไป
ซูเซียงกระชากคอเสื้อเสี่ยวเอ้อ “เมื่อสักครู่ผู้ใดอยู่ในห้องนี้”
“ไม่ทราบขอรับ”
“มีผู้เปิดห้องรับรองเหตุใดเจ้าถึงไม่ทราบ” ขยุ้มคอเสื้อ ตวาดถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ห้องนี้ยังไม่มีลูกค้ามาใช้บริการขอรับ”
“เจ้าจะพูดออกมาหรือให้ข้าง้างปากเจ้าด้วยกริชเล่มนี้” ดึงกริชออกมาข่มขู่ แววตาฉายความโหดเหี้ยมจนเสี่ยวเอ้อมีน้ำอุ่น ๆ ไหลลงตามขา
“คุณชาย คนของข้าทำอันใดผิด เหตุใดท่านถึงได้ข่มขู่ให้เขาหวาดกลัวจนฉี่ราด” หลงจู๊ภัตตาคารเฟิ่งไหลรีบเข้ามาห้ามปราม
“หึ! คนของเจ้าต้องการเอาชีวิตคุณชายข้า”
“ท่านอย่าได้ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น คนของข้าต้องการเอาชีวิตคุณชายของท่านเมื่อไหร่กัน”
“แล้วสิ่งที่เกิดเมื่อสักครู่ล่ะ เจ้าจะอธิบายว่าอย่างไร” น้ำเสียงดุดันกอปรกับสายตากระหายเลือดของซูเซียงทำให้หลงจู๊ภัตตาคารเฟิ่งไหลสั่นแต่ยังควบคุมสติได้
“พวกข้าไม่ทราบว่าผู้ใดลักลอบเข้ามาในห้องนี้จริง ๆ ห้องรับรองห้องนี้ยังไม่มีลูกค้ามาเปิดใช้บริการ”
“ช่างน่าขำ ภัตตาคารของพวกท่านปล่อยให้คนเข้าออกห้องนั้นห้องนี้ตามอำเภอใจ”
“ข้ากล่าวตามความจริง หากคุณชายไม่เชื่อ ข้าก็จนปัญญา”
โม่เอินค้นหาทุกซอกทุกมุมของห้อง ไม่เจอสิ่งมีชีวิตสักตัว ส่งสายตาให้ซูเซียงกลับ
ซูเซียงปล่อยคอเสื้อเสี่ยวเอ้อใจเสาะ ถูกข่มขู่เล็กน้อยฉี่ราดกางเกง
“พวกท่านชักจะรังแกกันมากเกินไปแล้ว”
อ๊าก!
โครม!
หลงจู๊ภัตตาคารเฟิ่งไหลร้องเสียงหลงเมื่อถูกเท้าของซูเซียงถีบจนร่างกระเด็นไปชนโต๊ะล้มระเนระนาด
--------------------------
มือหยาบกระด้างถูกผ้าพันแผลสีขาวสะอาดตาพัน จ้าวลู่ชิงสัมผัสได้ว่าสายตาของบุรุษผู้นี้กำลังจ้องมองนางอยู่ นางแต่งกายเป็นบุรุษยังถูกบุรุษจ้องมองด้วยสายตาร้อนแรงหรือว่าเขาจะเป็นพวกชอบตัดแขนเสื้อ[1]
รีบพันแผลให้เสร็จ จากนั้นก็ล้างมือในอ่างที่ซูเจินเตรียมไว้ให้ รับผ้ามาเช็ดมือจนแห้ง
“ข้าขอขอบคุณ สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้” จ้าวลู่ชิงลุกขึ้นยืนคำนับต่อผู้มีพระคุณ หากไม่ได้เขาป่านนี้ศีรษะนางคงอาบไปด้วยเลือด ด้วยความเร็วของกระถางย่อมไม่มีใครช่วยได้ทันหากไม่เห็นมันหล่นลงมาตั้งแต่เริ่มแรก
“มิทราบว่าผู้มีพระคุณมีนามว่าอย่างไร”
“…………..”
คิ้วงามขมวดจนแทบชนกันเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับ หรือว่าเขาพูดไม่ได้ เงยหน้าขึ้นเพื่อค้นหาคำตอบทว่าดวงตาคมกริบที่จ้องมองทำให้นางต้องเบนสายตาลงเล็กน้อย ผู้ใดจะกล้าสบสายตาเช่นนี้นางไม่วิ่งไปหลบใต้เตียงก็ดีเท่าไหร่แล้ว
“ท่านเห็นหรือไม่ว่ากระถางหล่นลงมาเองหรือมีผู้ตั้งใจโยนลงมา” ลองหยั่งเชิงถามอีกสักคำถาม เพื่อความมั่นใจว่าเขาพูดไม่ได้จริง ๆ หรือไม่อยากสนทนากับนาง
ใบหน้าที่อยู่ภายใต้หน้ากากหยกส่ายไปมา ไม่เปล่งเสียงตอบทำให้จ้าวลู่ชิงค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าเขาน่าจะมีปัญหาด้านการพูด ตั้งแต่ต้นมาจนถึงตอนนี้นางยังไม่ได้ยินเสียงเขาสักแอะ
“แผลบริเวณหน้าอกท่านปริแตก ท่านให้ข้าทำแผลให้เถิดขอรับ” กลิ่นเลือดของเขามันเข้มข้นบ่งบอกว่าแผลเก่าน่าจะปริแตก
มือแกะอาภรณ์ที่สวมใส่ออกอย่างว่าง่าย
จ้าวลู่ชิงนิ่งงันไปชั่วครู่ ภายใต้อาภรณ์เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ผ้าพันแผลสีขาวมีเลือดซึมออกมาเป็นวงกว้าง นางรีบแก้ผ้าพันแผลออก รอยแผลที่เห็นต้องเกิดจากการถูกแทงอย่างแน่นอน รอยกว้างประมาณนี้คงเป็นรอยกระบี่
ยาผงห้ามเลือดถูกโรยลงบนแผลทำให้เลือดหยุดไหล จ้าวลู่ชิงพยายามทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ แผล
นิ้วเรียวของนางแอบกดผ้าลงบนแผลเพื่อทดสอบว่าเขาเป็นใบ้จริงหรือแสแสร้ง ทว่าร่างกายกำยำกลับตั้งตรงไม่ไหวติงราวกับเทือกเขาไท่ซาน ไม่มีอาการกระตุกเหมือนไม่รับรู้ความเจ็บปวด
“เจ้ากำลังทำอันใด” ก้มลงมองนิ้วที่แอบกดบาดแผล
จ้าวลู่ชิงสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าส่งยิ้มให้เมื่อถูกจับได้ ก่อนจะถามออกไปว่า “ท่านมิได้เป็นใบ้หรอกหรือ”
“หากข้าเป็นใบ้จะพูดกับเจ้าได้เยี่ยงไร”
“ข้านึกว่าท่านเป็นใบ้เสียอีก เหตุใดตอนที่ข้าถามท่านถึงไม่ตอบ”
“ข้าพยักหน้าตอบเจ้าแล้วมิใช่หรือ”
จ้าวลู่ชิงขนลุกกับลมหายใจอุ่น ๆ ที่ราดรดศีรษะของนาง มือรีบพันแผลให้เขาแบบเดิม
“เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่” น้ำเสียงทุ้มถามอย่างอ่อนโยน
จ้าวลู่ชิงส่ายหน้า “ข้าต้องขอบคุณที่ท่านเข้ามาช่วยไว้ได้ทันการณ์ มิเช่นนั้นข้าต้องไปเฝ้ายมบาลอยู่ที่ปรโลก” กระถางใบใหญ่เต็มไปด้วยดินตกใส่ศีรษะโอกาสรอดของนางมีน้อยมาก
“เจ้ามิได้เป็นอันใดก็ดีแล้ว คนบอบบางเช่นเจ้าเดินสะดุดขาล้มก็อาจทำให้ตายได้”
“คุณชายดูถูกข้าเกินไปแล้วนะขอรับ แม้ร่างกายจะบอบบางแต่ข้าก็ยังเป็นบุรุษผู้หนึ่ง”
“เจ้าเป็นบุรุษที่มีหน้าอกใหญ่สินะ”
จ้าวลู่ชิงกับซูเจินที่อยู่ในห้องต่างอ้าปากค้างกับประโยคเมื่อสักครู่
“ทะ…ท่านหมายความว่าเช่นไร ข้ามีหน้าอกใหญ่ตั้งแต่เมื่อไหร่” ก้มมองหน้าอกตัวเองที่มันยังเป็นซาลาเปาน้อย นางยังไม่ได้ผ่านพิธีปักปิ่นด้วยซ้ำจะเป็นสาวเกินตัวได้อย่างไร
“ตอนที่ข้าโอบกอดเจ้าไม่ให้กระถางหล่นใส่ศีรษะ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นสตรีหาใช่บุรุษอย่างที่แสดงออกให้ผู้อื่นเห็น”
“ท่าน….” จ้าวลู่ชิงพูดไม่ออก ลุกขึ้นยืนชี้หน้า “ท่านอย่าได้คิดมิดีกับข้า ข้าเป็นสตรีที่มีสัญญาหมั้นหมายแล้ว”
“เจ้ายอมรับแล้วรึว่าตนเองเป็นสตรี”
ดวงหน้าเรียวบึ้งตึงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวช่างน่ามอง เสียงหัวเราะแผ่วเบาทำให้จ้าวลู่ชิงใคร่รู้
“ท่านหัวเราะเพราะเหตุใด”
“ข้าอยากหัวเราะมิได้รึ”
“ข้าขอขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือในครั้งนี้ ท่านต้องการให้ข้าตอบแทนอย่างไรก็กล่าวมาเถิด หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงข้าจะทำตามที่ท่านขอ” นางรีบตัดบทไม่พูดเรื่องเหลวไหล จึงกล่าวถึงการตอบแทนเพราะไม่อยากติดหนี้บุญคุณใคร
“เจ้าอยากตอบแทนข้า?” ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
จ้าวลู่ชิงมองนิ้วเรียวของเขา หากนางไม่ได้สัมผัสและเห็นปุ่มกระด้างบนฝ่ามือคงคิดว่าเขาเป็นคุณชายสำราญถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมผู้หนึ่ง
รอยแผลเป็นจากของมีคมตามลำตัว มือที่บ่งบอกว่าจับกระบี่อยู่เป็นประจำ เขาผู้นี้ต้องไม่ธรรมดา อย่าบอกนะว่าเป็นมือสังหารรับจ้าง เขาคงไม่ให้นางไปสังหารใครสักคนเพื่อตอบแทนหรอกนะ
ยื่นนิ้วมาเคาะหน้าผากของผู้ที่กำลังมีความคิดสับสนอลม่านจนแสดงออกทางสีหน้า
“คุณชาย ท่านอย่าได้เป็นบุรุษที่มือเร็ว คุณหนูของข้ามีคู่หมายแล้ว ท่านไม่ควรแตะเนื้อต้องตัวนาง” ซูเจินขยับเข้ามาใกล้จ้าวลู่ชิง คอยจับตาคุณชายที่มีหน้ากากหยกปิดบังครึ่งใบหน้า
“โอ้! หากข้าต้องการให้เจ้าตอบแทนพระคุณด้วยการทำลายสัญญาณหมั้นหมายกับบุรุษผู้นั้นล่ะ เจ้าทำให้ข้าได้หรือไม่” หาได้สนใจคำขู่และใบหน้าดุร้ายของสาวรับใช้ เขามองเลยไปถามสตรีอีกคน
“ข้าคงทำลายสัญญาหมั้นหมายไม่ได้ แต่ท่านสามารถทำได้”
“ข้าทำได้?” ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความสงสัย
“ใช่ ท่านทำได้”
“ข้าต้องทำอย่างไร”
“ท่านต้องสังหารคู่หมายของข้า”
“คู่หมายของเจ้าเป็นผู้ใด”
“ท่าน!” น้ำเสียงราบเรียบกระชับทำให้ซูเจินตาเบิกกว้างกับคำพูดของคุณหนู
ฉีอ๋องยกยิ้มมุมปาก “เหตุใดถึงได้บอกว่าข้าเป็นคู่หมายของเจ้า”
“สามปีที่แล้วข้าแอบได้ยินท่านพ่อสนทนากับท่านปู่ว่าฉีอ๋องถูกแทงหน้าอกด้านซ้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ท่านมีรอยแผลเป็นอยู่บริเวณหน้าอกด้านซ้ายพอดี และถุงหอมที่ปักดอกไป๋ฉานสีเหลือง” ชี้ไปยังถุงหอมดอกไป๋ฉานที่ควรเป็นสีขาวแต่มันกลับถูกปักด้วยด้ายสีเหลือง
“เจ้ารู้เรื่องดอกไป๋ฉานสีเหลืองได้อย่างไร” คิ้วคมเข้มขมวด
“หึหึ เป็นท่านจริง ๆ สินะ ข้าไม่ได้รู้เรื่องดอกไป๋ฉานสีเหลืองหรอกนะ ข้าแค่มองว่าสีมันแตกต่างจากดอกไป๋ฉานที่ข้ามี หากให้คาดเดาคนที่ปักถุงหอมดอกไป๋ฉานสีเหลืองขึ้นมาคงมีเพียงท่านกับท่านปู่ของข้า”
จ้าวลู่ชิงยกยิ้มมุมปากกับการคาดเดาของตนเอง นางเคยเห็นถุงหอมดอกไป๋ฉานสีเหลืองของท่านปู่ แต่ถุงหอมที่ท่านปู่มอบให้นางเพื่อแสดงตัวต่อหน้าคนของภัตตาคารหย่งเล่อคือสีขาว ผู้ที่สามารถครอบครองสัญลักษณ์ดอกไป๋ฉานสีเหลืองย่อมมิใช่คนธรรมดา
“สมกับเป็นบุตรหลานตระกูลจ้าวอย่างแท้จริง”
“ท่านจะสังหารตนเองได้หรือยัง”
“เหตุใดข้าต้องสังหารตนเอง”
“ท่านบอกว่าจะสังหารคู่หมายของข้ามิใช่หรือ”
“สิ่งที่ข้ากล่าวออกไปมิได้จริงจัง”
“เพิ่งรู้ว่าบุรุษที่คนทั่วแคว้นเรียกขานว่าเทพแห่งสงครามแท้จริงแล้วเป็นคนไม่รักษาสัจจะ”
“เจ้าพูดให้มันน้อย ๆ หน่อย ข้ายังไม่ได้รับปากเลยว่าจะสังหารคู่หมายของเจ้า” ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ย่างกรายมาใกล้สตรีที่แต่งกายเป็นบุรุษ
ซูเจินเห็นสายตาคมกริบตวัดส่งให้จึงก้าวถอยหลังออกจากห้องไปอย่างไม่รู้ตัว พอถึงหน้าห้องนางยกมือขึ้นทาบหน้าอก แววตาที่ท่านอ๋องใช้มองคุณหนูกับผู้อื่นช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ท่านอย่าเข้ามาใกล้ข้าให้มาก ได้กลิ่นเลือดจากตัวท่านแล้วข้าวิงเวียนศีรษะ” ยกมือขึ้นผลักหน้าอกเขาให้ออกห่าง
“เจ้ารังเกียจข้า?”
“อย่าเรียกว่ารังเกียจเลย เรียกว่าไม่อยากเข้าใกล้จะดีกว่า” กลิ่นอายสังหารกับกลิ่นเลือดจากบาดแผลทำให้นางรำคาญใจไม่น้อย
“สักวันหนึ่งเจ้ากับข้าก็ต้องได้ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว”
“ท่านพูดให้มันน้อย ๆ หน่อย ผู้ใดอยากจะใกล้ชิดกับท่าน”
“เจ้าช่างเป็นสตรีปากร้าย” ฉีอ๋องลุกขึ้นเดินไปเปิดหน้าต่าง มองดูความวุ่นวายด้านล่าง
“เหตุใดท่านถึงไม่ได้อยู่ที่โยวโจว ข้าได้ข่าวว่าท่านเพิ่งกรีธาทัพขับไล่พวกทูเจวี๋ยมิใช่หรือ”
“อาชิงเป็นห่วงข้าใช่หรือไม่”
จ้าวลู่ชิงยกมือขึ้นลูบขนแขนที่มันลุกชัน น้ำเสียงบุรุษผู้นี้ช่างมีเสน่ห์เหลือร้าย ชาติที่แล้วนางไม่เคยสัมผัสกับความรักหรือการมีบุรุษมาพูดจาหยอกล้อ พอได้ยินจึงขนลุกชัน
“ท่านต้องการอยู่ที่นี่ต่อก็ตามสบาย ข้ามีสิ่งที่ต้องทำ”
“อาชิงจะไปที่ใด”
“ข้าจะไปร้านหนังสือ”
“ข้าไปกับเจ้าด้วยได้หรือไม่”
“ท่านอ๋อง……….”
“เรียกข้าว่าคุณชาย” น้ำเสียงทุ้มลอยเอื่อย ๆ แต่ฟังแล้วรับรู้ได้ว่าเขาบังคับให้ทำตามคำสั่ง
จ้าวลู่ชิงรู้ได้ทันทีว่าเขาไม่ต้องการให้ใครรู้ตัวตน ผู้บัญชาการแอบออกจากเมืองโดยพลการหากมีใครรู้เข้าต้องรับโทษทัณฑ์
จ๊อกจ๊อก!
เสียงท้องร้องทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องทั้งสองได้ยินอย่างชัดเจน จ้าวลู่ชิงกลั้นขำสุดฤทธิ์มิคิดว่าเขาจะปล่อยให้ตนเองท้องว่างขนาดนี้
“ข้าจะสั่งอาหารมาให้ท่าน”
“ก็ดี” ยืนนิ่งหลังตั้งตรงอย่างองอาจ ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างทั้งที่ภายในใจอายจนใบหูแดง
ซูเจินรีบไปสั่งรายการอาหารตามที่คุณหนูบอก ซูเซียงถือถาดที่มีกาชาพร้อมกับจานของว่างขึ้นมาด้านบน เข้ามาในห้องนางเห็นคุณหนูนั่งนิ่งบรรยากาศเงียบสงบราวกับอยู่ในห้องว่างไร้สิ่งมีชีวิต บุรุษที่ยืนองอาจอยู่บริเวณหน้าต่างซูเจินกระซิบบอกนางว่าเป็นฉีอ๋อง
“ท่านมาทานของว่างระหว่างรออาหารก่อนเถิด ปล่อยให้ท้องว่างไม่เกิดผลดี” จ้าวลู่ชิงเรียก นางสังเกตเห็นใบหูของเขาแดงระเรื่อสาเหตุน่าจะเกิดจากความอับอายกับเสียงประท้วงของท้อง
ซูเซียงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาคมกริบ นางรีบก้มหน้าก้มตารินชาให้กับเจ้านาย แล้วก้าวถอยหลังไปยืนก้มหน้ารอรับคำสั่ง มารยาทที่ถูกสอนมาตั้งแต่จวนฝู่กั๋วกงยังมิล่มสลายถูกนำออกมาใช้เมื่อมีแขกคนสำคัญมาพบคุณหนู
ฉีอ๋องนั่งลงบนเก้าอี้อย่างสง่า สมกับเป็นเชื้อพระวงศ์ มือเรียวทว่าหยาบกระด้างหยิบจอกชาขึ้นมาจิบ
“ท่านลองชิมขนมถั่วตัดกับขนมงาตัดของทางภัตตาคารหย่งเล่อ แล้วบอกข้าว่าอร่อยหรือไม่” ผลักจานใบเล็กไปตรงหน้าบุรุษขี้เก๊ก หิวจนท้องร้องประท้วงก็ยังวางท่า อาจเป็นเพราะเขาคือทหารถูกฝึกความอดทนนานัปการ ท้องร้องประท้วงแค่นี้น่าจะทำอันใดเขาไม่ได้
ฉีอ๋องเอื้อมมือไปหยิบขนมในจานมาชิม ความหวานของน้ำตาลคือรสชาติแรกที่สัมผัสได้ งาขาวช่วยให้กลมกล่อมมิน้อย
“หากท่านทานพร้อมกับจิบชาไปด้วย จะช่วยกันเลี่ยนได้ ขนมพวกนี้หวานเกินไปพอทานคู่ชาจะเข้ากัน”
จ้าวลู่ชิงยกชาขึ้นจิบ สายตาคอยลอบมองปฏิกิริยาของท่านอ๋องผู้นี้ว่าเป็นคนเช่นไร
“ชามีกลิ่นหอมและเข้มข้น แต่ขมและฝาดเกินไป” จ้าวลู่ชิงวางจอกชาลงตามเดิม ชาเพิ่งเป็นที่นิยมในต้าถัง ส่วนใหญ่ผู้ที่สามารถดื่มชาได้ล้วนแต่เป็นผู้มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้
“ชาที่ปลูกในพื้นที่น้ำเป็นกรดอ่อนก็เช่นนี้แล” จิบชาเชื่องช้าเพื่อลิ้มรสของมัน
“ท่านคงลิ้มลองชามามาก ท่านคิดว่าชาที่ใดรสชาติดีที่สุด”
“ชาที่รสชาติดีที่สุดคือจากหุบเขาหมื่นพิษ”
“หุบเขาหมื่นพิษ?”
“ใช่ ชาของที่นั่นรสชาติหวานหอมเพราะใช้น้ำแร่จากภูเขารด ปีหนึ่งส่งออกมาขายเพียงหนึ่งพันจิน ผู้ที่สามารถหาซื้อได้ล้วนแต่เป็นชนชั้นสูงที่มีทรัพย์สินเหลือกินเหลือใช้”
“หุบเขาหมื่นพิษ ปลูกชาได้ด้วยหรือ ในหุบเขาเต็มไปด้วยพิษนับหมื่นชนิด ผู้คนจากภายนอกล้วนไม่สามารถเข้าไปได้ เหตุใดถึงสามารถปลูกชาได้”
“ทำไมจะปลูกไม่ได้ พิษของที่นั่นปกคลุมเพียงปากทางเข้าหุบเขาเท่านั้น ข้างในล้วนใช้ชีวิตธรรมดาปราศจากพิษร้าย”
“ท่านทราบเรื่องหุบเขาหมื่นพิษได้อย่างไร เท่าที่รู้ยังไม่เคยมีคนภายนอกเข้าไปด้านในได้เลยสักคน” ท่านหมอสวีเคยบอกนางว่าพิษที่ร้ายแรงที่สุดล้วนอยู่ในหุบเขาหมื่นพิษ ผู้ใดต้องการบุกรุกเข้าไปล้วนถูกพิษที่ปกคลุมอยู่บริเวณทางเข้าหุบเขาสังหารจนสิ้นชีพ
ต่อให้ทหารเป็นแสนนายบุกเข้าไปพร้อมกันล้วนต้องถูกพิษตายอย่างอนาถ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนด้านในหุบเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร
“เจ้าใคร่รู้เรื่องหุบเขาหมื่นพิษถึงเพียงนี้เลยหรือ” ยื่นนิ้วไปเคาะหน้าผากเกลี้ยงเกลา เห็นนางมีสีหน้าสงสัยใคร่รู้จึงเกิดความคิดอยากแกล้ง
จ้าวลู่ชิงลูบหน้าผากที่ถูกนิ้วเคาะแผ่วเบา ขนบนกายลุกชัน เขาทำเหมือนพวกตนทั้งสองคุ้นเคยกันมาเนิ่นนาน ทั้งที่เพิ่งเจอหน้ากันวันนี้
“ข้าสนใจชาของที่นั่น” นางยังไม่เคยลิ้มลองรสชาติชาของหุบเขาหมื่นพิษ ชาของที่นั่นปีหนึ่งส่งออกจากหุบเขาแค่เพียงหนึ่งพันจิน แสดงว่าผู้บริโภคล้วนต้องแย่งชิงมัน แววตาประกายวิบวับเมื่อเห็นช่องทางทำเงิน ยามนี้ราชสำนักยังไม่ผูกขาดการค้าใบชา มันคือโอกาสทองของนาง
“ชาของที่นั่นไม่รู้ว่าคนในหุบเขาลำเลียงออกมายามใด คนพวกนี้เข้าออกหุบเขาหมื่นพิษอย่างไร้ร่องรอย ในตัวอำเภอกั๋วจะมีร้านขายใบชาของหุบเขาหมื่นพิษโดยเฉพาะ หากเจ้าอยากรู้ข้าก็สามารถสืบให้เจ้าได้” น้ำเสียงเอื่อย ๆ ไม่รีบร้อนกล่าวขึ้น ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ
“ที่นั่นขายใบชาของหุบเขาหมื่นพิษในราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ”
“จินละหนึ่งพันก้วน”
“ห๊ะ! จินละหนึ่งพันก้วน ขายปีละหนึ่งพันจินก็เท่ากับเงินหนึ่งล้านก้วน” จ้าวลู่ชิงยกมีขึ้นปิดปากกับราคาของใบชาจากหุบเขาหมื่นพิษ
“เงินเยอะถึงเพียงนั้นขนกลับอย่างไรไม่ให้มีร่องรอย”
“จากการคาดเดา คนของที่นั่นน่าจะเปลี่ยนจากเงินเป็นอาหาร ส่วนขนเข้าออกอย่างไรข้าไม่ทราบเพราะไม่คิดจะสนใจ หากเจ้าสนใจข้าคงต้องยุ่งเรื่องของหุบเขาหมื่นพิษ”
“ข้าไม่ขอรบกวนเวลาอันมีค่าของท่าน” ยกมือขึ้นโบก “ท่านไม่ต้องเก็บเรื่องนี้ไปคิดให้รกสมอง ถ้าข้าต้องการใบชาของหุบเขาหมื่นพิษข้าย่อมหาหนทางเองได้” นางจะรบกวนเวลาของเขาได้อย่างไร เพียงแค่ปะมือกับพวกชนเผ่านอกด่านก็ปวดหัวพอแล้ว
“อาชิง ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับข้า?” เคาะนิ้วกับโต๊ะดังเป็นจังหวะ
“หากข้าตอบว่าใช่ แล้วสัญญาหมั้นหมายของพวกเราถือเป็นโมฆะหรือไม่”
“แน่นอนว่าไม่”
“ถึงอย่างไรพวกเราสองคนก็ต้องยุ่งเกี่ยวกันอยู่ดี”
ฉีอ๋องเคาะนิ้วกับโต๊ะเป็นจังหวะ ซูเซียงกับซูเจินยกอาหารเข้ามาภายในห้องส่วนตัวชั้นสาม กำลังจะถอยหลังไปยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านหลังเผื่อคุณหนูต้องการอะไรจะได้เรียกใช้ได้สะดวก
ทว่าฝ่ามือน่าเกรงขามโบกไล่ให้ออกไปขึ้นมาเสียก่อน เพียงเห็นฝ่ามือพวกตนทั้งสองก็คอหดรีบออกจากห้อง
จ้าวลู่ชิงเห็นความหวาดกลัวของสาวใช้ที่มีต่อบุรุษผู้นี้แล้วขมวดคิ้ว ปกติสองคนนั้นเคยกลัวใครที่ไหน เหตุใดถึงได้กลัวเขาเพียงนี้
จ้าวลู่ชิงมิรู้เลยว่าสายตาที่ฉีอ๋องใช้มองนางกับคนอื่นช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวลึก
[1] ความหมายเปรียบเปรยถึงคนรักร่วมเพศ