ยามเย็นของเมืองไพร์ล็อกถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์สีส้มแดงจากขอบฟ้าที่ต่ำลงเรื่อย ๆ เสียงระฆังลั่นกังวานจากหอสูงของศาลากลางบอกเวลาเลิกงาน ชาวเมืองหลากชนชั้นทยอยกันกลับบ้าน บ้างหอบของสดจากตลาดเย็น บ้างนัดแนะกันไปดื่มที่ร้านเหล้า เด็กน้อยกลุ่มหนึ่งวิ่งเล่นไล่จับกันผ่านตรอกแคบ ๆ ก่อนเสียงแม่จะตวาดเรียกให้รีบกลับบ้าน
ร้านเหล้าก็เริ่มเปิดประตูรับลูกค้า ไฟจากตะเกียงน้ำมันค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละดวง เติมชีวิตชีวาให้กับตรอกสายหลักที่ทอดยาวสู่ศูนย์กลางเมือง
ขณะที่ผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างเป็ปกติสุข เคานต์ เรห์นวาร์ด ฟอน ฮาเซลไฮม์ ก็ผลักประตูไม้ของบ้านหลังหนึ่งออกมาอย่างเงียบเชียบ ใบหน้าชายชราผู้มากด้วยบารมีแย้มยิ้มกรุ้มกริ่มมุมปาก เสื้อคลุมผู้พิพากษาสีม่วงเข้มยังคลุมอยู่บนร่างอย่างเป็ระเบียบ
เขากวาดตามองซ้ายขวาราวกับ้าแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ก่อนจะเดินช้า ๆ กลับไปยังรถม้าคันหรูที่จอดรออยู่หน้าบ้านหลังนั้น บ้านที่แม้ภายนอกจะดูธรรมดา...แต่ใคร ๆ ในเมืองนี้ต่างก็รู้ดีว่า มันไม่ใช่บ้านของเขา ขณะที่เขากำลังจะขึ้นรถม้าเสียงหนึ่งจากด้านข้างก็พูดขึ้น
“ดูอารมณ์ดีจังนะครับท่านเคานต์เรห์นวาร์ด ผมสงสัยจังเลยว่ามีเื่อะไรน่ายินดีขนาดนั้น”
ทันทีที่ได้ยินว่ามีคนรู้จักตนเคานต์เรห์นวาร์ดก็ชะงักหันไปมองผู้พูด เห็นว่าเป็เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ผมสีดำขลับกำลังนั่งยอง ๆ กับพื้นพร้อมทั้งเอาไม้เขี่ยพื้นเล่นไปมา พอเห็นว่าคนพูดเป็เด็กก็ระงับอาการตื่นตูมทันทีแล้วทำใจเย็นถามว่า
“ไอ้หนูเอ็งเป็ใครเรอะแล้วมาเล่นอะไรตรงนี้”
ทันทีที่ถูกถามเด็กชายก็เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามราวเด็กผู้หญิงและั์ตาสีแดงสดที่เป็สัญลักษณ์สายเืของราชวงศ์ เคานต์ เรห์นวาร์ด หน้าซีดทันทีรีบทำความเคารพ
“เ้าชายเออร์วิน เมื่อสักครู่กระหม่อมขออภัยที่เสียมารยาท ขอเ้าชายอย่าถือสา”
เคานต์ เรห์นวาร์ด นิ่งคิดสิ่งต่าง ๆ ในหัวไปมาเพื่อหาทางออกจากสถานการณ์นี้ พูดตามตรงแล้วเขาไม่เคยหวาดกลัวและไม่เคยเห็นเ้าชายน้อยผู้นี้อยู่ในสายตา แต่ที่เขาหวั่นเกรงจริง ๆ คือคนที่อยู่ด้านหลังเขาพระาาแห่งเมืองไพร์ล็อก อัลเฟรด ไพร์ล็อก คนผู้นี้เพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและกำลัง และเขาก็ไม่อยากทำให้คน ๆ นั้นโกรธด้วย แต่จนตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เพียบพร้อมแบบนั้นถึงยังคงให้ความสำคัญกับคนที่เป็ขยะเช่นเ้าชายคนนี้แล้วยุติการมีลูกเสียอย่างนั้น แม้จะคิดอย่างนั้นแต่เขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาทางสีหน้าแต่เลือกจะเก็บมันเอาไว้ เออร์วินเหลือบมองไปทางบ้านด้านหลังเขาแล้วทำหน้าสงสัยถามว่า
“ท่านเคานต์ นี่บ้านใหม่ของท่านเหรอครับไม่ยักรู้ว่าท่านซื้อบ้านหลังใหม่ด้วย”
ความเข้าใจผิดของเออร์วินทำให้เคานต์ เรห์นวาร์ดเริ่มใจชื้นเขารีบตอบว่า
“ใช่แล้วขอรับองค์ชายนี่เป็บ้านที่กระหม่อมเพิ่งซื้อมา”
เออร์วินกลับทำสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะพึมพำว่า
“แต่ไม่เห็นภรรยาท่านพูดถึงเื่นี้เลยนี่เห็นทีข้าคงต้องถามนางหน่อยแล้ว”
พูดจบเออร์วินก็ทำท่าจะเดินจากไป เคานต์ เรห์นวาร์ด ที่ตอนนี้คิดอะไรไม่ทันรีบรั้งตัวเขาไว้ก่อน
“จะจะ เ้าชายเดี๋ยวก่อนขอรับ”
เออร์วินที่กำลังจะเดินไปหยุดกึกแล้วหันมามองหน้าเขาด้วยแววตาใสซื่อ
“หือ มีอะไรหรือครับท่านเคานต์ ?”
เคานต์ เรห์นวาร์ดรีบระดมความคิดในหัวออกมาเพื่อหาเหตุผลที่จะไม่ให้อีกฝ่ายเอาเื่นี้ไปบอกภรรยา ใจจริงเขาอยากใช้เวทย์ไฟเผาเ้าเด็กนี่ให้เป็จุลให้รู้แล้วรู้รอดแต่ติดที่คนหนุนหลังเ้าเด็กนี่ นอกจากพระาาของไพร์ล็อกแล้วยังมีอัครเสนาบดี ดยุคกาเลออน กับแม่ทัพใหญ่ บารอนเอเดรียน ซึ่งแต่ละคนก็ไม่ใช่คนที่เขาจะล่วงเกินได้เลยสักคน เขาพยายามระดมความคิดเพื่อหาทางออกแต่เ้าชายเออร์วินกลับทิ้งะเิลงมาดื้อ ๆ
“หรือว่านี่จะไม่ใช่บ้านใหม่ของท่านเคานต์แต่เป็บ้านของเมียน้อยท่าน” เคานต์เรห์นวาร์ดรู้สึกเหมือนมีน้ำเย็นราดลงบนศีรษะ พยายามจะพูดแก้ตัวแต่เออร์วินกลับชิงพูดว่า “แหมคงเป็ไปไม่ได้หรอกนะครับ ก็ท่านเคานต์ เรห์นวาร์ด เป็ถึงผู้ดูแลกฎหมายและความยุติธรรมทั้งยังเป็ผู้พิพากษา ถึงประเทศนี้จะไม่ห้ามเื่การมีอนุภรรยาก็เถอะ แต่ไอ้การกระทำอย่างแอบมีบ้านเล็กบ้านน้อยโดยไม่ให้ภรรยารู้นี่ท่านคงไม่ทำอยู่แล้วใช่ไหมครับ เพราะถ้าทำขึ้นมาจริง ๆ นอกจากถูกริบตำแหน่งยังถูกทางการลงโทษอีกต่างหาก และพอกลับบ้านยังต้องถูกภรรยาท่าน...”
พูดถึงตรงนี้เออร์วินทำมือปาดที่คอของตนไปมา แล้วร้องซี้ด แต่เสียงร้องซี้ดที่เคานต์ เรห์นวาร์ด ได้ยินกลับหนาวไปถึงขั้วหัวใจภาพเหตุการณ์เลวร้ายต่าง ๆ ผุดขึ้นในหัว แต่เออร์วินก็ทุบกำปั้นลงที่ฝ่ามือแล้วทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“นึกออกแล้วที่ท่านเคานต์มาที่นี่เพื่อที่จะหาคนที่จะมาเป็ครูใช่ไหมครับ”
“ครู?” เคานต์เรห์นวาร์ดทวนคำอย่างมึนงง
“ก็ที่ท่านเคานต์จะเสนอท่านพ่อพรุ่งนี้ไงครับท่านจะเสนอให้สร้างโรงเรียนสำหรับประชาชนคนทั่วไปขึ้น ทั้งท่านยังใจดีออกค่าเล่าเรียนให้พวกเขาเป็เวลา 5 ปี อีกท่านนี่ใจดีจังเลยนะครับ”
“โรงเรียนสำหรับประชาชน? ออกค่าเล่าเรียนให้?” สมองเคานต์ เรห์นวาร์ดยังคงประมวลผลอยู่
“ก็ที่ท่านเคานต์มาที่นี่ก็เพื่อหาคนที่จะเป็ครูสอนให้เด็ก ๆ ทุกคนในเมืองอ่านออกเขียนได้ บวกลบเลขได้น่าชื่นชมในความทุ่มเทครั้งนี้จังเลยนะครับ ในฐานะเ้าชายของเมืองนี้ผมขอเป็ตัวแทนประชาชนทุกคนกล่าวขอบคุณท่านเคานต์ครับ” พูดจบก็ค้อมกายอย่างสวยงาม แล้วก็พูดว่า “เพื่อไม่เป็การรบกวนการทำงานเพื่อเมืองไพร์ล็อกของท่าน ผมขอตัวก่อนนะครับ”
พูดจบเออร์วินก็เดินจากไปทิ้งให้เคานต์ เรห์นวาร์ดยืนงงไว้ตรงนั้น
“หรือว่าเราจะโดนมันข่มขู่และใช้ให้สร้างโรงเรียน” เคานต์ เรห์นวาร์ดพึมพำออกมาก่อนจะพบว่ายิ่งคิดยิ่งเข้าเค้า แล้วพอนึกถึงสีหน้าท่าทางของเออร์วินที่แสดงออกมาเมื่อครู่ก็รู้สึกหงุดหงิดใคร่หาที่ระบายซึ่งก็ได้แต่กัดฟันกรอด แล้วพูดลอดไรฟันทีละคำ
“ไอ้-เด็ก-เวร”
ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้า แล้วเริ่มคิดคำพูดให้พระาายอมรับเื่การสร้างโรงเรียน
..........................................................................................................................
เออร์วินเดินอยู่ริมถนนในตัวเมืองพร้อมกับประเมินสิ่งต่าง ๆ จากที่เห็น สิ่งที่ได้มาจากความทรงจำในชาติก่อนคือการพัฒนาประเทศนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือพัฒนาคนก่อน และวิธีที่จะพัฒนาคนได้อย่างมีประสิทธิภาพคือต้องมีสามสิ่ง โรงเรียน โรงพยาบาล และถนนหนทาง
เมืองไพร์ล็อกเป็เมืองเล็กที่มีพื้นที่ไม่มากดังนั้นถนนหนทางที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วแต่อาจต้องขยับขยายบ้างบางเส้นแต่เื่นั้นพักไว้ก่อนได้ แต่สิ่งที่ต้องรีบทำโดยเร็วที่สุดคือ โรงเรียน และโรงพยาบาล จริงอยู่เออร์วินที่ใช้ชีวิตในรั้ววังมาตลอดเพื่อศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และเื่เวทย์มนตร์ แต่เพราะเขาวางแผนพัฒนาประเทศนี้มาโดยตลอดจึงได้ศึกษาหลายสิ่งหลายอย่างจึงพบว่า ไม่ใช่แค่ทุกคนในเมืองนี้แต่เป็ทุกคนในทวีปนี้ที่อยู่ตรงฐานพีระมิดมักจะไม่รู้หนังสือ
ส่วนเื่สิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลหรือยารักษาโรคนั้นก็ไม่ต่างกัน ทั้งที่ในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่ามานาแต่อายุขัยของคนชนชั้นล่างในโลกนี้กลับสั้นมาก เพราะว่ามีสิ่งที่พร้อมจะพรากชีวิตพวกเขาไปมากมาย ทั้งา การเจ็บไข้ได้ป่วย และอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็ปัญหาเลยหากสิทธิการรักษามันเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ แต่ทักษะการรักษาในโลกนี้กลับถูกจำกัดไว้เฉพาะเหล่าคนที่เรียนเวทย์รักษามาเท่านั้น ส่วนยารักษาก็ใช้โพชั่นซึ่งเออร์วินเองก็ยอมรับว่าประสิทธิภาพของมันนั้นยอดเยี่ยมกว่ายาในโลกเก่าของเขาเสียอีก จะผิดก็ตรงราคามันแพงมากเสียจนคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึงต่อให้เป็โพชั่นระดับต่ำก็ตาม
ความจริงมีคนกลุ่มหนึ่งที่ศึกษาแนวทางการรักษาโดยการพึ่งมานาให้น้อยที่สุด แต่พวกเขากลับถูกศาสนจักรกล่าวหาว่าเป็พวกนอกรีตเพราะเป็การดูิ่มานาที่เป็พลังซึ่งได้รับการประทานมาจากพระเ้า พวกเขาคือกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่าพ่อมดหรือแม่มดเป็กลุ่มคนที่สนใจในศาสตร์ที่เรียกว่าการเล่นแร่แปรธาตุ พวกเขามักถูกตามล่าและกวาดล้างโดยศาสนจักร
เพราะมีปัจจัยมากมายที่ทำให้ผู้คนในโลกนี้ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนี่เองถึงทำให้คนในโลกนี้บรรลุนิติภาวะกันเร็วมากคืออายุ 15 ปี เออร์วินเองก็เพิ่งรู้จากพ่อเขาเองเมื่อไม่นานมานี้ว่าตัวเขาเองก็มีคู่หมั้นและกำหนดแต่งงานคือตอนที่เขาอายุ 15 ปี แต่นั่นเป็เื่ที่เขายังไม่สนใจตอนนี้ ตอนนี้สิ่งที่เขาให้ความสนใจมากที่สุดคือพัฒนาเมืองไพร์ล็อก โรงเรียนกับโรงพยาบาล ก้าวแรกสำหรับการพัฒนาเมือง
ก่อนหน้านี้เออร์วินก็ได้ไปพบกับขุนนางอีกสามคนและใช้จุดอ่อนพวกเขาแบล็กเมล์ เขาไม่รู้ว่าพวกนี้จะเสนอและโน้มน้าวให้พ่อเขาสร้างโรงเรียน และโรงพยาบาลได้สำเร็จไหม ถ้าไม่สำเร็จเขาก็คงต้องใช้แผนสองคือดึงเงินบางส่วนที่เขาได้มาจากการล่าค่าหัว ที่ถามว่าทำไมเขาไม่ใช้เงินก้อนนี้ให้มันจบ ๆ ไป เหตุผลก็เพราะอะไรที่ประหยัดได้ก็ควรประหยัด แถมนอกจากโรงเรียนกับโรงพยาบาลสิ่งหนึ่งที่เขา้าสร้างก็คือกำลังส่วนตัวของเขาเองซึ่งสิ่งนี้ต้องใช้เงินแน่นอน
โครงสร้างเมืองถูกแบ่งเป็สามชั้นตามระดับความสูงของเนินเขา ชั้นล่างตลาดและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทั่วไป มีถนนแคบ ๆ คดเคี้ยวเพื่อชะลอการเคลื่อนทัพของศัตรูหากกำแพงแตก ชั้นกลาง เขตของช่างฝีมือและทหาร มีโรงตีเหล็ก คลังเสบียง และค่ายฝึกทหาร ชั้นบนสุด พระราชวังไพร์ล็อก ซึ่งเป็ป้อมปราการขนาดย่อม มีกำแพงชั้นในสูง 10 เมตรล้อมรอบ เออร์วินคิดหลาย ๆ อย่างในหัวพลางเดินกลับไปที่ปราสาทขณะเดินผ่านพื้นที่ชั้นกลางเขากลับเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนมา
คนนำหน้าเป็เด็กผู้หญิงที่เออร์วินคุ้นเคยดีผมสีดำั์ตาสีแดงที่เป็สัญลักษณ์ของราชวงศ์ซึ่งจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากลิลิธพี่สาวเขานั่นเอง อีกคนเป็บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งไว้ผมสั้นใส่เกราะที่มีตราของราชวงศ์ไพร์ล็อกในมือถือหอก คน ๆ นี้แม้ว่าเออร์วินกลับไม่คุ้นเคยเท่าไหร่แต่เขาก็พอรู้จักอีกฝ่ายอยู่ ออกัส บากิ้น ฉายาหอกสายฟ้าเป็อัศวินทั้งยังเป็ผู้ช่วยแม่ทัพ ส่วนอีกคนนั้นเออร์วินรู้สึกไม่คุ้นตาเท่าไรนักเธอเป็เด็กสาวอายุไล่เลี่ยกับเขามีผมสั้นสีทองตัดเป็ทรงบ๊อบสวมที่คาดผมสีฟ้าใส่เกราะขนาดเล็กที่พอดีกับตัวเธอ ท่าทางการเดินของเธอเหมือนพยายามเลียนแบบอัศวินเพื่อให้ดูองอาจ แต่เออร์วินกลับมองว่ามันดูตลก
“เออร์วิน?” เสียงเรียกของพี่สาวดังขึ้นทันทีที่เรียกเขา เออร์วินที่ถูกเรียกหยุดเดินจนเมื่อระยะของทั้งคู่ใกล้กันจึงถามว่า
“ท่านพี่ออกมาเดินเล่นเหรอครับ”
ลิลิธส่ายหน้าตอบว่า
“มีเรียอยากออกมาเดินลาดตระเวนในฐานะอัศวินข้าเลยมาเป็เพื่อน”
“มีเรีย?”
เออร์วินทวนคำก่อนจะหันไปทางเด็กผู้หญิงผมสั้นสีทอง อีกฝ่ายก็แตะดาบทำความเคารพ
“มีเรีย บรูค ค่ะ”
“บรูค? หรือจะเป็ลูกสาวของดยุคกาเลออน บรูค”
เออร์วินพูดเพราะนึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับขุนนางที่เขารวบรวมไว้ มีเรียที่ได้ยินดังนั้นก็ทำเสียงฟึดฟัดทันทีพูดว่า
“ไม่เกี่ยวกับท่านพ่อค่ะมีเรียจะเป็อัศวินด้วยความสามารถของตนเอง”
เออร์วินหันไปมองพี่สาวกับออกัส อีกฝ่ายยิ้มแห้งให้เขา ก็พอเดาได้ว่าเด็กคนนี้เป็พวกมั่นใจในตัวเองแล้วก็เกลียดการถูกมองว่าได้ทุกอย่างเพราะบารมีพ่อสินะ
“ว่าแต่” เสียงมีเรียพูดขึ้น
“หืม”
เออร์วินหันไปมองเห็นเด็กสาวหรี่ตามองเขา บรรยากาศต่างกับตอนแรกลิบลับ ดูท่าจะถูกผูกใจเจ็บเื่ที่บอกว่าเธอเป็ลูกของดยุคกาเลออน
“เ้าชายมีเวลาว่างออกมาเดินเล่นด้วยเหรอเพคะ ทั้งที่เ้าหญิงลิลิธที่เป็อัจฉริยะก็ยังต้องฝึกฝนหนักอยู่ตลอดเลยนะเพคะ องค์ชายไม่รู้ตัวจริง ๆ เหรอเพคะว่าคนอื่น ๆ พูดถึงท่านว่ายังไง”
เออร์วินที่ได้ยินก็ยืนยิ้มไม่พูดอะไรเพราะเขาชินแล้วกับการถูกเปรียบเทียบกับพี่สาว ทว่าเขาไม่คิดกลับมีบางคนที่คิด
“มีเรียพูดจาระวังปากหน่อย” ลิลิธพูดโดยไม่มองมาที่มีเรียพร้อมมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นรอบตัวเธอ มีเรียรีบหันไปทำความเคารพให้ลิลิธ
“ขออภัยค่ะเ้าหญิง”
น้ำเสียงดูให้ความเคารพผิดกับตอนพูดกับเออร์วินอย่างเห็นได้ชัด เออร์วินยืนมองบรรยากาศที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของมีเรีย พร้อมกับสงสัยว่าระบบกลไกปรับอารมณ์ของเธออยู่ตรงไหนเนี่ย เด็กหนุ่มยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจนักเขาตัดสินใจแยกตัวออกมา
“ท่านพี่ผมกลับก่อนนะครับเจอกันตอนทานมื้อเย็น”
ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะหมุนตัวเดินกลับปราสาทลิลิธก็คว้าตัวเขาไว้แล้วถามว่า
“จะรีบกลับแล้วเหรอ”
“เอ๋?”
“ทีเมื่อเช้าเธออยู่กับเรเชลช่วยสอนแม่ทำอาหารทำไมอยู่ได้แต่พออยู่เป็เพื่อนพี่เดินเล่นในเมืองทำไมอยู่ไม่ได้เหรอ”
ลิลิธยิ้มออกมาแต่ทำไมเขารู้สึกสยองกับรอยยิ้มนั่นก็ไม่รู้