“ผมรู้สึกประหลาดใจมากกว่าจะดีใจที่คุณติดต่อมา” เสียงชายหนุ่มจากโต๊ะข้างหลังเอ่ยขึ้นอย่างชัดเจน
“นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอกันแล้วซะอีก” ประโยคสุดท้ายแอบเหน็บนิดๆ
“ฉันรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ตอนนั้นฉันเป็นห่วงลูกกว่าอะไรทั้งหมดกลัวลูกจะลำบากแล้วตอนนั้นคุณก็ไม่ได้ก้าวมาถึงระดับนี้” เสียงคุณรัศมีตอบ ราวกับแก้ตัว
“แต่ตอนนี้ผมมีภรรยาแล้วและมีลูกแล้วด้วย ผมมีความสุขดีโดยที่ไม่มีคุณ” น้ำเสียงมีแววประชดประชัน
“ฉันรู้” เสียงตอบกลับสั้นห้วนเมขลาหูผึ่งและนึกรำคาญเสียงจอแจที่อยู่ในห้องอาหารแห่งนี้
“หลังจากคุณเที่ยงธรรมเสียผมก็คิดว่าคุณจะดำเนินการต่อ” เสียงนั้นพูดเป็นปริศนา เมขลาหูผึ่ง
“แต่คุณกลับเงียบหายไปแล้วอยู่ดีมีสุขกับนายการุญนั่นผมรอคุณจนคิดว่าเสียเวลาเปล่า ก็เลยแต่งงานใหม่” คนพูดทิ้งท้าย
“เมียใหม่คุณคงร่ำรวยมากสินะ ถึงทำให้คุณเดินหน้าได้แบบก้าวกระโดดขนาดนี้ คุณสหชัฏ!” รัศมีพูดสวนกลับทันทีคู่สนทนาหัวเราะชอบใจ
“คงสืบประวัติผมมาหมดแล้วล่ะสิถึงได้รู้มากซะจริง” พูดสวนอย่างรู้นิสัยกันเป็นอย่างดี
“ลูก... เอ่อ...” เสียงติดขัดเล็กน้อย
“เรืองรินสบายดีไหม?” คำถามห่วงใย
“ก็จะสบายดีกว่านี้ถ้าไม่มีลูกนังประไพมาอยู่ร่วมบ้านด้วย” เสียงตวัดขึ้นอย่างเกลียดชังแต่คนฟังกลับหัวเราะราวกับเรื่องที่ฟังเป็นเรื่องตลกขบขัน
“ก็ไหนกำจัดไปจนพ้นทางแล้วนี่ยังจะมีอุปสรรคอะไรอีก” เสียงถามปกติหากแต่เบาลงเมื่อพูดมาถึงเรื่องนี้ทว่าก็ยังพอได้ยินแบบชัดบ้างไม่ชัดบ้างไปถึงคนที่นั่งหันหลังให้กับรัศมีที่กำลังเอียงคอฟังอย่างตั้งใจในขณะนี้
“แต่ลูกมันยังอยู่” คุณรัศมีสะบัดตอบเสียงห้วน
“คุณก็ใช้วิธีเดิมที่เคยทำกับประไพแม่ของพวกเธอสิ” เสียบตอบชัดเจนในตอนนี้เมขลากำมือแน่นรอฟัง หญิงสาวไม่ได้สนใจอาหารที่พนักงานเสิร์ฟเอามาวางไว้รวมทั้งหมอรุจน์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าอีกต่อไป
“ใช้ไม่ได้ผลหรอกโดยเฉพาะนังเมขลา ลูกสาวคนโตของนังประไพมันไม่ได้โง่เหมือนแม่มันสักนิด” คุณรัศมีเอ่ยเสียงห้วนทุกครั้งที่พูดถึงเมขลา
“มันรู้ดีเกินไป!” คุณรัศมีไม่ได้เล่าว่าโดนลูกสาวคนโตของประไพโต้ตอบคืนได้อย่างเผ็ดแสบแค่ไหนแม้เป็นประโยคชื่นชมแต่เมขลาไม่ภูมิใจด้วยเลย
“ตอนนี้นังมินตราน้องสาวมันก็ได้ดีเกินหน้าเรืองรินไปแล้วด้วยพ่อมันพาไปทำงานเชิดชูคออยู่ในบริษัทที่สำคัญทั้งสองพี่น้องได้รับมรดกมากมายจากปู่ของมันที่ตายไปแต่เรืองรินไม่ได้อะไรเลยสักบาทเดียว” คุณรัศมีเล่าออกมาอย่างอัดอั้นตันใจขณะที่คนฟังรับฟังอย่างใจเย็น
“หรือนายการุญมันจะรู้ว่า.....” หนุ่มใหญ่ที่คุณรัศมีเอ่ยนามว่าสหชัฏ กำลังจะพูดต่อทว่าคุณรัศมีรีบยกนิ้วจุ๊ที่ปากเป็นเชิงห้ามปรามพร้อมกับมองซ้ายมองขวาบอกความนัยว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้ที่ร้านอาหารคู่สนทนาพยักหน้ารับเข้าใจความหมายทันที
“ถ้าอย่างนั้นไปคุยที่สหชัฏกรุ๊ปโรงแรมของผม” ฝ่ายชายสรุปความสั้นๆเมขลารีบหันหน้ามองวิญญาณคุณหลวงภัสดาอย่างหาคำปรึกษาว่าจะทำยังไงต่อ ‘เธออยากไปที่โรงแรมสหชัฏกรุ๊ป’ เธอรู้สึกว่าทั้งคู่สนทนากันแปลกๆและต้องรู้ให้ได้ว่าทั้งสองคนจะไปคุยเรื่องอะไร ทำไมไม่คุยกันต่อที่นี่
“แล้วเมียคุณจะว่าอะไรหรือเปล่าล่ะที่เห็นฉันไปกับคุณ?” คุณรัศมีถามขึ้นอย่างไว้เชิงที่เขาชวนเธอไปจนถึงที่หากฝ่ายชายกลับยิ้มละไม
“อยากไปเห็นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ..?” พูดดักคออย่างรู้ทัน
“คุณแพรวภรรยาผมเขาไม่อยู่หรอกเขาไม่ได้เข้าบริษัททุกวันนอกจากมีธุระจริงๆ ถึงจะเข้ามา” เป็นคำตอบที่ทำให้คุณรัศมีพึงพอใจอย่างน้อยเธอยังได้รู้ว่าอดีตคนรักเก่าเปิดทางให้เธอเมื่อตกลงกันได้ทั้งสองก็เรียกพนักงานเสิร์ฟของที่ร้านมาเช็คบิลแล้วพากันออกไปจากร้านอาหารเมขลาลุกลี้ลุกลนเพราะคิดจะตามไป แต่มือหนาเย็นเฉียบของคนที่นั่งข้างๆรีบเอื้อมมาจับแขนของหญิงสาวเอาไว้
“ฉันจะตามไปเองหล่อนควรกลับไปรอฉันที่เรือน” ออกคำสั่ง สีหน้าจริงจัง
“ไม่คุณหลวง ฉัน...” ยังไม่ทันจะบอกว่าขอไปด้วยวิญญาณของคุณหลวงภัสดาก็หายไปเสียแล้วทางด้านหมออติรุจน์ที่เห็นพฤติกรรมคู่สนทนาแปลกๆ ก็อดไม่ได้
“คุณเมย์ คุณเป็นอะไรรึเปล่าครับ?” รีบถามขึ้นทันทีเพราะหมอหนุ่มจับอาการของเมขลาอยู่ เขารู้สึกผิดสังเกตตั้งแต่เข้าร้านอาหารมาแล้วหมอรุจน์เห็นหญิงสาวมีท่าทีแปลกๆ ทั้งยังทำท่าทางเหมือนคุยอยู่กับใคร เมื่อถูกถามเมขลาก็รู้สึกตัวจึงรีบปรับสีหน้าก่อนจะบอกหมอรุจน์
“วันนี้เมย์ขอตัวก่อนนะคะพอดีมีธุระด่วนเข้ามา” รีบขอตัวกลับบ้านเพราะจะไปรอฟังข่าวจากคุณหลวงในใจของเธอร้อนรนไปหมด หมอรุจน์พูดขึ้นรวดเร็ว
“ให้ผมไปส่งคุณที่บ้านนะครับผมเอารถมา” หมอหนุ่มอยากไปรู้จักบ้านของเมขลาอยู่พอดีจึงอาสาไปส่งหญิงสาวอยากจะปฏิเสธแต่ด้วยความที่กลัวจะเสียน้ำใจต่อกันจึงพยักหน้ารับก่อนจะเดินนำออกจากร้านอาหารไปอย่างรวดเร็ว หมอรุจน์เดินตามไปติดๆ พลางครุ่นคิด
ที่บริษัทของอธิป เมื่อมินตรามาถึงก็สูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆก่อนจะเดินเข้าบริษัทไปเมื่อเข้ามาถึงแผนกต้อนรับก็ต้องเซ็งเพราะเห็นว่าเรืองรินอยู่ที่นั่นพอดีเรืองรินเบะปากอย่างไม่ค่อยชอบใจที่เห็นอีกฝ่าย เรืองรินไม่รู้จะไปที่ไหนดีเพราะคุณรัศมีผู้เป็นแม่ก็ไม่ให้เธอไปธุระด้วยจึงมาหาอธิปที่บริษัทของเขา
“ตามมาเฝ้าว่าที่คู่หมั้นของพี่สาวเธอเหรอ?” ถามด้วยน้ำเสียงเยาะ
“ฉันมาทำงาน” มินตราตอบนิ่ง
“พี่ธิปไม่อยู่” เรืองรินไม่รู้หรอกว่าอธิปอยู่หรือไม่เพราะเพิ่งจะมาถึงเช่นกันแต่ด้วยความอยากแกล้งจึงพูดขึ้นมินตรากลอกตาอย่างเอือมระอา
“คุณเอมอรเลขาของคุณพ่อโทรนัดไว้แล้วฉันก็แค่มาประสานงานต่อ” มินตราบอกอีกฝ่ายให้รู้ว่าได้นัดหมายกันไว้แล้วเรืองรินหน้าเจื่อนไปนิดเมื่อรู้ว่าคำโกหกไม่เป็นผลพอดีกับที่อธิปเดินลงมาเห็นสองสาวยืนคุยกัน เขานึกขุ่นใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเรืองรินมาหาเขาโดยที่ไม่ได้โทรมาบอกกล่าวกันก่อนชายหนุ่มยิ้มให้เรืองริน แต่เลือกที่จะทักทายมินตรา
“คุณมินมาช้าจังนะครับผมกำลังรออยู่เชิญที่ห้องทำงานเลยครับ” อธิปพูดน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความดีใจที่ได้เห็นหน้ามินตรา เรืองรินรีบโผล่มาแทรก
“รินไปด้วยค่ะ” จะก้าวตามไป
“รินวันนี้พี่ขอนะ พี่จะคุยเรื่องงานคุณอาการุญฝากงานพี่ไว้พี่ไม่อยากให้เสียงาน” อธิปพูดเสียงเข้มนิดหน่อย
“รินรอพี่ธิปเงียบๆ ก็ได้นี่คะ” เรืองรินยังไม่ยอมเธอรู้สึกเสียหน้าที่โดนปฏิเสธต่อหน้ามินตรา
“จะรอก็ได้แต่รินต้องไปรอนอกห้องและอยู่เงียบๆ พี่จะคุยงานกับคุณมินต้องการความเป็นส่วนตัว” อธิปเริ่มรู้สึกรำคาญเรืองรินขึ้นมาหน่อยๆเรืองรินนิ่งไปเธอได้แต่ยืนค้อนลมค้อนอากาศแต่ไม่กล้าตามไปเพราะรู้สึกว่าอธิปเอาจริง
ขณะเดียวกัน รถเก๋งสีขาวมุกเลี้ยวเข้ามาภายในบริเวณบ้านของตระกูลรัชชาภักดิ์แล้วจอดนิ่งอยู่หน้าตัวตึกสีขาวเด่น แวดล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย
“นี่บ้านคุณเมย์เหรอครับ?” หมอรุจน์ถาม ขณะที่จอดรถสนิทแล้ว
“บ้านคุณพ่อค่ะบ้านเมย์อยู่ด้านหลังตึกนี้เป็นเรือนไม้โบราณๆ น่ะค่ะ” เมขลารีบบอกก่อนจะก้าวลงจากรถโดยไม่รอให้หมอรุจน์เปิดประตูให้
“ถ้าอย่างนั้นให้ผมเดินไปส่งคุณเมย์ถึงหน้าบ้านนะครับ” หมอรุจน์ยังไม่ยอมจะไปส่งให้ถึงบ้านโบราณที่หญิงสาวบอกไว้ให้ได้เมขลาเห็นว่าที่ผ่านมาหมอรุจน์ไว้ใจได้ เป็นคนดีคนนึง เธอจึงยอมให้เขาเดินไปส่งถึงที่หน้าบ้านของเธอส่วนหมอรุจน์นั้นเขาอยากไปเห็นกับตาว่าเรือนโบราณที่ว่านั่นลักษณะเป็นอย่างไร
“ดูร่มรื่นดีนะครับ” ชายหนุ่มชวนคุยระหว่างเดินไปที่เรือน
“ต้นไม้เยอะมากจริงๆ” เมขลาเดินนำหน้าไม่ได้ตอบอะไรในใจคิดไปถึงวิญญาณของคุณหลวงภัสดารู้สึกเป็นห่วงยังไงชอบกล
เมื่อมาถึงเมขลาก็ตรงเข้าไปในส่วนของห้องครัวที่อยู่ใต้ถุนเรือนก่อนเชื้อเชิญหมอรุจน์เข้ามาดื่มน้ำตามมารยาท ทั้งที่ใจอยากให้เขากลับไปเร็วๆ
“ดื่มน้ำก่อนนะคะ” หญิงสาวคงจะเห็นหมอหนุ่มมองนั่นมองนี่ด้วยความสนใจจึงชวนคุยเล็กน้อย
“ที่นี่คุณพ่อดัดแปลงเป็นห้องครัวและห้องอาหารไว้ใต้ถุนเรือนน่ะค่ะแต่ก่อนไม่มีเป็นแต่ใต้ถุนโล่งๆ” เมขลาเล่าให้ฟัง หมอรุจน์มองไปทั่วบริเวณอย่างสังเกต...
“ดูเก่าโบราณมากเลยนะครับคงจะอยู่มานานแล้ว” ทำเป็นชวนคุยไปเรื่อยๆ
“นานพอดูค่ะ ร้อยกว่าปีเห็นจะได้” หญิงสาวตอบและเริ่มอึดอัดเพราะเป็นห่วงคนไปสืบข่าว
“ดีจริงๆ นะครับ ที่คนที่บ้านของคุณเมย์ช่วยกันอนุรักษ์เรือนเก่าโบราณแบบนี้ไว้ให้ลูกหลานได้เห็น” หมอรุจน์พูดชมเชยแต่สายตาแลเลยไปทั่วทำเป็นเดินดูนั่นดูนี่พร้อมกับชวนคุยเพื่อถ่วงเวลารอให้เจ้าของบ้านชวนขึ้นไปดูด้านบนแต่เจ้าของบ้านหาได้ชวนไม่และหมอรุจน์ไม่มีวันรู้เลยว่าเมขลาเริ่มอึดอัดและรำคาญที่เขาไม่ยอมกลับเสียที ในที่สุดก็พูดขึ้น
“เอ่อ.. คุณหมอคะ” หญิงสาวพูดถนอมน้ำเสียง
“เมย์ต้องขอตัวก่อนนะคะรู้สึกไม่ค่อยสบาย”
“อ้าว เมย์คุณเป็นอะไรหรือเปล่า? ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนไหม?” หมอรุจน์เป็นห่วงแต่เมขลารู้สึกว่าหมอเริ่มเยอะไปเสียแล้ว
“ไม่ต้อง..!” เผลอเสียงแข็งอย่างลืมตัวจนหมอรุจน์รู้สึกได้ว่าเจ้าของบ้านเริ่มไม่พอใจ หมอหนุ่มหน้าเจื่อนไปทันทีเมขลาพอรู้ว่าเสียมารยาทกับแขกก็รีบพูด
“เอ่อไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ปวดหัวนิดหน่อย เอาไว้ค่อยยังชั่วแล้วเดี๋ยวเมย์จะโทรหาคุณหมออีกทีนะคะ” โทนเสียงอ่อนลงบ้าง
“ครับ อย่างนั้นก็ได้ครับ” คุณหมอหนุ่มยอมล่าถอยในที่สุดเพราะเกรงใจเมขลาและรู้สึกได้ถึงความดุกร้าวในแววตาที่เธอมี
“ถ้ามีอะไรฉุกเฉินโทรหาผมได้ตลอดนะครับ” เมขลาพยักหน้ารับฝืนยิ้มเมื่อหมอรุจน์กลับไปแล้วหญิงสาวก็รีบแจ้นขึ้นไปบนเรือน เธอเดินเข้าไปนั่งที่ศาลากลางเรือนผุดลุกผุดนั่งสักพักก็ลุกขึ้นเดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวาย
‘จะได้เรื่องไหมนะ...’