เหมันตฤดูยังคงอยู่และความหนาวเหน็บจากหิมะที่โปรยปรายในทุกวันเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้น เมืองหนานเกิงเป็เมืองหลวงของแคว้นหลิน ทุกปีจะมีเหมันตฤดูพัดผ่านเพียง 3เดือน แต่เป็สามเดือนที่สาหัสพอดู บ้านเรือนทุกหลังในเขตเมืองหลวงล้วนปกคลุมไปด้วยสีขาวของหิมะที่ตกลงมาตลอดทั้งวันทั้งคืน
ผ่านมาแล้วเจ็ดวัน นับจากวันที่หลินเยว่ชิงขอบิดาไปเที่ยววัดเหยียนฟู่แต่ดูเหมือนอาเตี่ยจะงานยุ่งน่าดูจึงไม่มีเวลาว่างพานางไปไหว้พระเสียทีตลอดเจ็ดวันมานี้เด็กน้อยพบหน้าบิดาแทบจะนับครั้งได้ ทุกทีที่พบกันเหมือนอาเตี่ยจะดูเหนื่อยล้าเป็พิเศษไม่รู้ว่ามีเื่ใดกวนใจอยู่หรือไม่
หลินเยว่ชิงยังคงนั่งคัดอักษรอยู่ในห้องของตนอากาศข้างนอกหนาวเย็นเกินไป จึงทำให้ดรุณีน้อยมิได้ออกไปเรียนวรยุทธกับท่านอาควน เนื่องจากอาเหนียงกลัวนางจะไม่สบายเอาได้หากต้องออกไปโดนอากาศที่หนาวเย็นนานๆ
การเรียนวรยุทธของหลินเยว่ชิงเป็เพียงการออกมัดเตะต่อยสายลมเท่านั้นนางยังเยาว์วัยเกินไปจึงยังไม่สามารถจับกระบี่ที่มีน้ำหนักมากได้แม้แต่ดาบไม้อาเตี่ยยังสั่งห้าม เพราะกลัวว่านางจะทำให้ตนเองาเ็แต่ตัวแสบของอาเตี่ยมีหรือจะยอม นางแอบเอาดาบไม้ที่พี่ชายใหญ่นำมาให้ ออกมาฝึกกวัดแกว่งไปมาอย่างสะเปะสะปะเพราะไม่มีผู้ใดยอมสอนนางใช้ดาบสักคน
พี่ชายใหญ่ของดรุณีน้อยคือ ‘หลินหยางจิ้ง’ โอรสองค์โตในเสด็จลุงหลินเฟยเทียนของนางนั้นเองหลินหยางจิ้งมีวัยมากว่าหลินเยว่ชิงราวสิบปี เด็กหนุ่มเป็พี่ชายที่นางรักมากผู้หนึ่งเสด็จลุงไท่จื่อมีโอรสอยู่สองพระองค์ คือ พี่ชายใหญ่หยางจิ้ง และพี่ชายรองหยางิกับพี่ชายรองผู้นี้อายุห่างจากนางราวแปดปี ด้วยความที่หลินเยว่ชิงเป็บุตรีเพียงคนเดียวของฉีหวางเด็กน้อยจึงได้นับเอาญาติผู้พี่ทั้งสองมาเป็พี่ชายของตนเองเสียเลยเื่นี้เสด็จลุงก็เห็นชอบด้วย นอกจากนางจะเป็ที่รักของอาเตี่ยอาเหนียงแล้วหลินเยว่ชิงยังเป็ที่รักของท่านพี่ทั้งสองและเสด็จลุงอีกด้วยเช่นกัน
หลินเยว่ชิงยังคงตั้งใจคัดอักษรต่อไปอย่างเงียบเชียบเพราะนาง้าสมาธิในการวาดอักษรเหล่านี้ ท่านหญิงน้อยแห่งจวนฉีหวาง้าคัดอักษรไปอวดบิดา
“ท่านหญิงเพคะ ประเดี๋ยวบ่าวเปลี่ยนเตาพกให้นะเพคะอากาศเริ่มเย็นลงกว่าเดิมแล้ว” เสี่ยวอวี้นางกำนัลน้อยวัย 10หนาวของหลินเยว่ชิงเอ่ยบอกเ้านายน้อยของตน
เสี่ยวอวี้เป็เด็กกำพร้าที่กำลังจะถูกเหล่าอันธพาลจับไปขายยังหอนางโลมแต่ท่านหญิงน้อยในวัย 4 หนาว ที่กำลังนั่งรถม้าผ่านมาแถวตลาดพร้อมกับพระชายาเห็นนางถูกฉุดกระชากลากถูไปตามทางจึงยื่นมือเข้ามาช่วย ทำให้เด็กสาวรอดพ้นจากน้ำมือมารพวกนั้นมาได้ หลังจากวันนั้นนางสาบานว่าจะปกป้องดูแลท่านหญิงน้อยของนางด้วยชีวิต
“อืม ตามใจพี่เสี่ยวอวี้เลยแต่ข้าขอขนมด้วยได้หรือไม่ เริ่มหิวเสียแล้ว” หลินเยว่ชิงบอกกล่าวนางกำนัลคนสนิทอย่างเป็กันเองนางไม่เคยมองเสี่ยวอวี้ว่าเป็บ่าวไพร่เลย แต่นางกลับคิดว่าพี่สาวต่างวัยผู้นี้คือสหายของนาง
“รอสักครู่นะเพคะ เดี๋ยวบ่าวไปยกขนมและน้ำชามาให้”
คล้อยหลังนางกำนัลคนสนิท หลินเยว่ชิงก็เหม่อมองหิมะที่กำลังโปรยปรายอยู่นอกเรือนอย่างเบื่อหน่ายนางเฝ้ารอวันที่มีแสงสุริยันสาดส่องลงมาให้ความอบอุ่นบ้าง แต่ถึงจะรอแล้วรอเล่าอย่างไรก็ยังไม่มีทีท่าว่าหิมะจะหยุดตกง่ายๆ
“เฮ้อ! เมื่อใดหิมะจะหยุดตกกันนะแล้วอย่างนี้ข้าจะได้ไปวัดเหยียนฟู่เมื่อใดกัน? ข้าอยากไปชมเหมยแดงที่วัดเหยียนฟู่จะแย่อยู่แล้ว”ดรุณีน้อยได้แต่บ่นกระปอดกระแปดกับตัวเอง เพราะหิมะที่ตกอยู่ตลอดเวลาทำให้นางไม่สามารถออกไปที่ใดได้
ในที่สุด่เวลาที่ท่านหญิงน้อยรอคอยก็มาถึงเช้านี้ไม่มีหิมะตกลงมาแล้วแสงแดดอ่อนสาดส่องไปทั่วฟากฟ้า ทำให้หิมะละลายพอที่จะสามารถเดินทางได้หลินเยว่ชิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปยังวัดเหยียนฟู่อาเตี่ยส่งคนมาแจ้งนางั้แ่เมื่อวาน ว่าจะพานางและอาเหนียงไปไหว้พระด้วยกันตามสัญญาที่เคยให้ไว้
เด็กน้อยวัย 5 หนาวรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ออกนอกเมืองเป็ครั้งแรกหลินเยว่ชิงไม่เคยออกไปที่ใดเลยนอกจากจวนฉีหวาง วังหลวง และค่ายทหารของบิดาแม้แต่ตลาดนางก็ทำได้เพียงนั่งมองจากบนรถม้าเท่านั้น
วันนี้เสี่ยวอวี้จับท่านหญิงน้อยแต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมยสีแดงกระจายอยู่เต็มกระโปรง พร้อมกับเสื้อคลุมขนกระต่ายสีขาวที่อาเตี่ยเป็คนล่ามาให้อาเหนียงเย็บเป็เสื้อคลุมกันหนาวให้นางผมของร่างเล็กถูกมวยเป็ก้อนกลมๆสองข้างแล้วผูกด้วยผ้าผูกผมสีเขียวอ่อนปักลายดอกเหมย ทรงผมของนางรับกับดวงหน้าแป้นแล้นที่แก้มขาวๆยุ้ยๆ นั้นทำให้เหมือนซาลาเปาั์อย่างที่บิดาชอบเรียกขาน
หลินเยว่ชิงพาร่างเล็กที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูราวกับเทพธิดาตัวน้อยของนางเดินนำเสี่ยวอวี้ไปยังตำหนักใหญ่ของบิดาบ่าวไพร่ที่เห็นท่านหญิงน้อยเดินผ่านมาต่างพากันยอบกายทำความเคารพกันอย่างถ้วนทั่วด้วยความที่หลินเยว่ชิงไม่เคยดุด่าทุบตีข้ารับใช้คนใดเลย จึงทำให้ท่านหญิงน้อยเป็ที่รักและเคารพของบ่าวไพร่ในจวน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“อาเตี่ย ชิงเอ๋อร์เข้าไปนะเ้าคะ?”หลินเยว่ชิงเคาะประตูก่อนจะขออนุญาตบิดาเข้าไปด้านในเมื่อเข้ามาในโถงรับรองเรือนใหญ่ของบิดาแล้วร่างเล็กรีบวิ่งไปหาอาเตี่ยของนางพร้อมชูแขนทั้งสองข้างขึ้นหมายให้บิดาอุ้มตนขึ้นมา
หลินเฟยหลิงเมื่อเห็นกริยาท่าทางเช่นนั้นของบุตรสาวก็เข้าใจได้ทันทีว่าเ้าตัวแสบคงอยากให้ตนอุ้ม เขาไม่รอช้ารีบอุ้มร่างนุ่มนิ่มของธิดาขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนทันที
ฟอด!
“คิดถึงอาเตี่ยที่สุดเลย” หลินเยว่ชิงหอมแก้มบิดาไปฟอดใหญ่ ก่อนจะเอ่ยวาจาออดอ้อนด้วยท่าทางน่ารักน่าชัง
“หึหึ” หลินเฟยหลิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อเ้าซาลาเปาั์ของเขาเข้ามาออดอ้อนเช่นนี้ ร่างสูงเอื้อมมือไปบีบแก้มยุ้ยๆของบุตรสาวเบาๆ อย่างมันเขี้ยว
“โอ๊ย! อาเตี่ย! มาบีบแก้มสาวน้อยเยี่ยงนี้ไม่ได้นะเ้าคะ”หลินเยว่ชิงทำแก้มพองๆ ปากเล็กจิ้มลิ้มนั้นเม้มเข้าหากันอย่างกำลังแง่งอนบิดา
“ผู้ใดรึ? อยู่ที่ใดกันสาวน้อยที่ว่านั่นอาเตี่ยเห็นแต่ซาลาเปาั์เท่านั้น”
“อาเตี่ย!!” หลินเยว่ชิงสะบัดหน้าอย่างเคืองๆใส่อาเตี่ยของนาง
เหอไฉ่อิ่งยืนมองพ่อลูกหยอกเย้ากันด้วยรอยยิ้มกว้างนางโชคดียิ่งนักที่มีสามีที่รักและบุตรสาวผู้น่ารักอยู่เคียงข้าง หญิงสาวปรารถนาให้ความสุขเหล่านี้อยู่กับครอบครัวของนางไปอีกนานแสนนาน
“ท่านพี่ ท่านก็เลิกกลั่นแกล้งลูกได้แล้วเ้าค่ะรีบไปกันเถิด หากช้ากว่านี้ประเดี๋ยวจะสายเสียก่อน” เหอไฉ่อิ่งส่งเสียงเตือนสามีให้รีบออกเดินทาง
วัดเหยียนฟู่ขึ้นชื่อเื่การบันดาลโชคลาภและความสำเร็จแต่ที่ลูกสาวตัวน้อยของนางอยากไปวัดเหยียนฟู่แห่งนี้ เพราะมีเสียงร่ำลือกันว่าดงดอกเหมยที่อยู่ตรงตีนเขาทางขึ้นวัดเหยียนฟู่นั้นเมื่อถึงเหมันตฤดูจะออกดอกแดงสะพรั่งไปทั่วทั้งตีนเขาเสมือนราวกับอยู่บนสรวง์
“อืม เช่นนั้นเราไปกันเถอะตัวแสบ”หลินเฟยหลิงหันไปพูดกับบุตรสาวตัวน้อยของเขาที่ยังถูกอุ้มอยู่ในแขนข้างเดียวก่อนจะเดินไปจับจูงมือชายารักออกไปพร้อมกัน
รถม้าคันใหญ่ที่ใช้อาชาศึกถึงสี่ตัวลากเทียมหน้ารถม้าแขวนป้ายตำหนักฉีหวางตัวใหญ่ ตัวรถทำจากไม้กฤษณาด้านในบุนวมรอบด้านเพื่อให้ความนุ่มและความอบอุ่น ด้านในตัวรถกว้างขวางสามารถนั่งได้ถึงสี่คนโดยไม่เบียดเสียดกันและยังมีโต๊ะน้ำชาเล็กๆ วางไว้ด้านข้างพร้อมกับขนมสำหรับทานคู่กับน้ำชา
หลินเฟยหลิงส่งตัวบุตรสาวขึ้นไปบนรถม้าก่อนแล้วหันไปประคองร่างบอบบางของภรรยาให้ตามธิดาขึ้นไปทันทีที่เห็นมารดาเข้ามานั่งในรถม้า เ้าตัวแสบแห่งจวนอ๋องก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปคลอเคลียอาเหนียงทันทีแต่ร่างเล็กกลับโดนบิดาคว้าเอาตัวนุ่มนิ่มของนางให้มานั่งตักตนเสียก่อน
“อาเตี่ย!ชิงเอ๋อร์จะนั่งตักอาเหนียง!” หลินเยว่ชิงดิ้นดุกดิกอยู่ในอ้อมแขนของบิดา หนำซ้ำอาเตี่ยยังกอดนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อยเสียด้วย
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกจากหน้าจวนฉีหวางไปยังวัดเหยียนฟู่การออกนอกเมืองในครั้งนี้ หลินเฟยหลิงให้ทหารองครักษ์ตามไปอารักขาราว 50 นาย และยังมีองค์รักษ์เงาอีก 10 คนที่ติดตามมาห่างๆแต่ยังอยู่ในระยะที่คุ้มครองผู้เป็นายได้ การไปไหว้พระที่วัดเหยียนฟู่วันนี้ เหอไฉ่อิ่งเองก็นำนางกำนัลคนสนิทไปด้วย2 คน และยังให้เสี่ยวอวี้นางกำนัลของบุตรสาวติดตามไปด้วยอีกคน
“นั่งตรงนี้แหละ ตัวเ้าหนักถึงเพียงนี้เดี๋ยวอาเหนียงจะปวดขาเปล่าๆ”
“อาเตี่ย! ชิงเอ๋อร์มิได้ตัวหนักเสียหน่อย! อาเหนียงดูสิเ้าคะ อาเตี่ยแกล้งชิงเอ๋อร์อีกแล้ว” หลินเยว่ชิงหันฟ้องมารดาด้วยแววตาใสซื่อราวกับลูกหมาน้อย
“ขี้ฟ้อง! เ้าซาลาเปาั์ขี้ฟ้อง!”หลินเฟยหลิงยังคงเย้าแหย่บุตรสาวต่อไปอยู่เช่นนั้น ส่วนชายารักของเขาได้แต่ส่ายศีรษะเอือมระอากับพ่อลูกคู่นี้
“นั่งเฉยๆ อย่าดิ้นสิ อาเตี่ยมีของจะให้ชิงเอ๋อร์ด้วยนะ”กล่าวจบร่างสูงก็หยิบเอากระพรวนเงินที่แกะสลักลายดอกเหมยช่อหนึ่งอยู่บนตัวกระพรวนออกมา
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง
เสียงดังแ่เบาของกระพวนเงินที่ตัวกำไลทำจากแร่เงินบริสุทธิ์และลูกกระพรวนทำมาจากหยกดำชั้นดี เสียงกระพรวนจึงไม่ดังมากหากไม่ตั้งใจฟังก็จะมิได้ยินเสียงนี้
“เก็บไว้ให้ดี อย่าทำหายเชียว กระพรวนนี้มีความสำคัญมากนะเพราะมันคือกุญแจ เ้าเห็นสลักตรงนี้หรือไม่?นี่คือลูกกุญแจ ตอนนี้ชิงเอ๋อร์ยังเล็กคงใส่เป็กำไลข้อมือมิได้ เช่นนั้นอาเตี่ยจะใส่ไว้ที่ข้อเท้าแทนแล้วกัน”หลินเฟยหลิงจับข้อเท้าเล็กข้างขวาของบุตรสาวขึ้นมา ก่อนจะถอดรองเท้าและถุงเท้าออกพร้อมกับบรรจงสวมกระพรวนอันนั้นให้บุตรสาวอย่างแ่เบาแล้วจึงซ่อนกระพรวนเงินไว้ใต้ถุงเท้าของเด็กน้อย
หลินเยว่ชิงยังคงงุนงงกับการกระทำของบิดาเหตุใดอาเตี่ยต้องซ่อนกระพรวนไว้ใต้ถุงเท้านาง ในเมื่อให้แล้วก็ใส่ข้างนอกเลยมิได้หรือแล้วที่ว่าเป็กุญแจนั่นอีก มันคือกุญแจสำหรับสิ่งใดกัน?
“อาเตี่ย มันคือกุญแจอะไรหรือเ้าคะ?”
“เอาไว้เมื่อถึงเวลาชิงเอ๋อร์ก็จะรู้เอง”หลินเฟยหลิงส่งยิ้มอบอุ่นมาให้บุตรสาว แต่แววตาของชายหนุ่มกลับมีความกังวลใจพาดผ่านแวบเดียวก่อนจะจางหายไป
เหอไฉ่อิ่งที่เห็นสองพ่อลูกกำลังเจรจากันอยู่นั้นนางก็นั่งมองท่าทีของสามีอย่างเงียบเชียบ หญิงสาวสังเกตเห็นความกังวลพาดผ่านสายตาของสามีและสายตาที่ใช้มองลูกน้อยของพวกเขาเป็แววตาที่มีแต่ความร้าวราน เหมือนกำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญไปถึงแม้จะซ่อนไว้มิดชิดเพียงใด แต่กับคนที่เป็คู่ชีวิตแล้วย่อมต้องมองเห็นชัดเจนกว่าผู้อื่นอาการเช่นนี้ของสามีทำให้นางรู้สึกวูบโหวงในใจแปลกๆ
“ชิงเอ๋อร์ อาเหนียงก็มีของจะให้เช่นกัน”เหอไฉ่อิ่งบอกกล่าวกับบุตรสาวตัวน้อยของนาง ก่อนจะหยิบจี้หยกขาวสลักรูปหงส์เพลิงภายใต้ตัวหงส์สลักคำว่า 'หลิน' และอีกด้านของจี้หยกสลักคำว่า'เยว่ชิง'
หญิงสาวทำหยกพกให้ธิดาตัวน้อยหลินเยว่ชิงยังเด็กซ้ำยังซุกซนเป็ที่หนึ่ง หากให้พกหยกประจำตัวอาจจะทำหายได้ นางจึงเปลี่ยนมาเป็จี้หยกที่ใช้ห้อยคอแทนบุตรสาวตัวน้อยของนางก็สามารถพกไปได้ทุกที่
หลินเยว่ชิงเอียงคอมองมารดาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยความถามออกไป“อันใดหรือเ้าคะ? อาเหนียงให้ของขวัญวันเกิดชิงเอ๋อร์แล้วนี่เ้าคะ”
เหอไฉ่อิ่งชูสร้อยคอพร้อมจี้หยกให้บุตรสาวดู“มันเป็หยกพกที่อาเหนียงสั่งทำพิเศษให้ชิงเอ๋อร์ แต่หยกพกชิ้นนี้มีความลับซ่อนอยู่นะ”
“ความลับอันใดหรือเ้าคะอาเหนียง?”เด็กน้อยถามออกมาด้วยความอยากรู้
“เห็นตราหงส์เพลิงนี่หรือไม่?มันคือสัญลักษณ์ของร้านเฟิงหวง อาเหนียงยกมันให้ชิงเอ๋อร์” เหอไฉ่อิ่งตอบบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อาเหนียง...” หลินเยว่ชิงกล่าวออกมาได้เพียงเท่านั้นเพราะนางไม่รู้ว่าจะสรรหาคำใดมาเอ่ยต่อไปดี ร้านเฟิงหวงเช่นนั้นรึ? นั่นมันเป็ร้านผ้าแพรและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหนานเกิงเชียวนะแล้วเหตุใดอาเหนียงจึงยกมันให้เด็ก 5 หนาวอย่างนางกัน?
หลินเยว่ชิงยังคงกระพริบตาปริบๆ มองหน้าอาเหนียงทีอาเตี่ยทีอย่างสงสัยเหตุใดวันนี้ทั้งสองท่านจึงได้มอบของขวัญให้นางพร้อมกันเช่นนี้นะ เด็กน้อยเยี่ยงนางจะเอาปัญญาที่ใดไปดูแลร้านใหญ่โตเช่นนั้นกัน
เหอไฉ่อิ่งที่เห็นบุตรสาวยังคงทำหน้ามึนงงอยู่อย่างนั้นก็ให้เผยยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้บุตรีแล้วบรรจงสวมสร้อยคอที่มีจี้หยกหงส์เพลิงให้ลูกน้อยของนางหญิงสาวได้แต่หวังว่าตนจะสามารถมีชีวิตอยู่จนเห็นเด็กน้อยเติมโตขึ้นมาเป็ท่านหญิงที่สง่างามและสามารถส่งธิดาให้ออกเรือนไปกับบุรุษที่ดีสักคน