บทที่18 หนึ่งดรรชนีปิดปาก
“เอาล่ะเมื่อผู้ประลองทุกคนมายังลานประลองกันครบแล้วเช่นนั้นต่อไปให้พวกเ้าก้าวมาด้านหน้าแล้วหยิบแผ่นไม้ในโถนี้ขึ้นมาคนละชิ้น”
เมื่อพิธีกรในงานประลองกล่าวจบเหล่าผู้ร่วมประลองต่างทยอยกันเข้ามาจับฉลากในโถดินเผาขนาดใหญ่กลางลานประลองนี้ ท่ามกลางผู้คนที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการจับฉลากเฟยหลงกลับกำลังจ้องมองไปยังตำแหน่งที่นั่งของกลุ่มคนที่มาจากอารามเทพซีเซี่ย มันกำลังจดจำลักษณะรูปร่าง ใบหน้าของชายชราที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุด ซึ่งเป็ที่คาดเดาไว้ว่านั่นคือเ้าอารามแห่งอารามเทพซีเซี่ยผู้ที่ทำให้มัน้าที่จะเข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ จากนั้นชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปหยิบแผ่นไม้แผ่นสุดท้ายที่อยู่ในโถขึ้นมา
“หมายเลขเจ็ด”
“เ้าได้หมายเลขเจ็ดรึ หึ!!น่าเสียดายที่เ้ากับข้ายังมิได้พิสูจน์ความสูงต่ำกันในรอบนี้”เสียงของไป๋หู่เอ่ยขึ้นขณะที่เฟยหลงกำลังอ่านตัวอักษรในแผ่นไม้ เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองมันแวปหนึ่งก่อนส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
“เมื่อพวกเ้าจับฉลากและได้หมายเลขประจำตัวแล้วขอให้พวกเ้าจงเข้าไปประจำยังธงกำกับหมายเลขของแต่ละกลุ่มที่ปักไว้ล้อมรอบลานประลองนี้”
เฟยหลงก้าวเดินอย่างไม่รีบไม่ร้อนไปยังตำแหน่งของธงหมายเลขเจ็ดที่ปักไว้ทางด้านทิศตะวันออกของลานประลองมันพบว่าที่ตรงนี้มีคนยืนรออยู่ก่อนแล้วสามคน ทั้งยังเป็ผู้ที่ไม่คุ้นหน้าทั้งสิ้นแต่ละคนต่างส่งสายตาเชือดเฉือนกันอย่างไม่ลดละ
“การประลองในรอบแรก กลุ่มหมายเลขหนึ่งขึ้นสู่เวทีการประลอง”
เฮฮฮฮฮ เสียงเชียร์จากเหล่าผู้เข้าชมการประลองต่างดังกึกก้องขึ้นเมื่อผู้ประลองทั้งสี่ของกลุ่มหมายเลขหนึ่งต่างขึ้นไปประจำอยู่บนลานประลองอย่างพร้อมเพรียงในกลุ่มหมายเลขหนึ่งนี้เพียงกลุ่มแรกก็สร้างเสียงฮือฮาทั่วงานประลองแล้ว เมื่อไป๋หลงยอดยุทธ์รุ่นเยาว์อันดับหนึ่งแห่งแคว้นอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย
“เริ่มประลองได้”
สิ้นเสียงการประลอง คนทั้งสามต่างกระโจนเข้าหากันอย่างรวดเร็วแต่แทนที่จะเป็การต่อสู้แบบตะลุมบอน คนทั้งสามต่างร่วมมือกันโจมตีไป๋หลงเป็จุดเดียวพวกมันต้องกำจัดผู้ที่มึฝีมือแข็งแกร่งออกไปก่อน นี่จึงจะเป็หนทางที่จะก้าวสู่รอบต่อไปได้พลังสามสายที่จู่โจมเข้าหาไป๋หลงกดดันให้ชายหนุ่มต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว ก่อนที่มันจะยกยิ้มที่มุมปากแล้วตวัดทวนที่ด้านหลังฟาดฟันออกมาหนึ่งที
เปรี้ยงงงง!!! เสียงดังสนั่นสะท้านไปทั่วลานประลอง จากนั้นด้ามทวนในมือของไป๋หลงก็ปักฉึกลงยังพื้นลานประลองทั่วลานประลองตอนนี้ต่างเงียบกริบเมื่อเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้านี้ ซึ่งปรากฎว่าบุคคลทั้งสามที่จู่โจมเข้าหาไป๋หลงต่างลงไปนอนกองอยู่บนพื้นไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก
“การประลองรอบแรก กลุ่มหมายเลขหนึ่งผู้ชนะคือ ไป๋หลง จากป้อมปราการทวนทอง”
เฮฮฮฮฮฮ เสียงคนจากป้อมปราการทวนทองที่เฮขึ้นปลุกให้ผู้คนจากค่ายพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะคนจากค่าย พรรคที่มีผู้เข้าร่วมประลองในกลุ่มหมายเลขหนึ่งได้ตื่นจากภวังค์คนจากอารามเทพซีเซี่ยเองที่มิได้สนใจการประลองมาั้แ่ต้น กลับต้องเบนสายตามาจ้องมองชายหนุ่มที่ลานประลองเบื้องหน้าเป็ประมุขตำหนักเทพสรรพวุธที่ยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ เ้าอารามเทพซีเซียจึงเอ่ยขึ้น
“นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตามากแล้วดูท่าท่านจะได้บุตรเขยที่ประเสริฐทีเดียว”
“ฮ่าาา ท่านกล่าวชมเกินไป เด็กน้อยผู้นี้ยังต้องได้รับการขัดเกลาอีกหลายส่วน”
“หากมันได้ท่านขัดเกลา อีกไม่นานคงเทียบชั้นฮุ่ยหลงหยางเค่อแล้ว”
“บอกกล่าวท่านตามตรง ข้าก็คิดหวังให้เป็เช่นนั้น”
การประลองของกลุ่มหมายเลขหนึ่งได้จบลงไปอย่างรวดเร็วสร้างความตื่นตะลึงให้ผู้คนอย่างใหญ่หลวง แต่ทุกคนก็ได้ทราบถึงเกียรติภูมิของบุรุษหนุ่มที่มีนามว่าไป๋หลงเป็อย่างดีเช่นนั้นจึงทำให้พวกมันมิได้แปลกใจอะไรมากนัก การประลองได้ดำเนินการไปเรื่อยๆ ในแต่ละกลุ่มถัดๆไปต่างต่อสู้กันอย่างกำกึ่งคู่คี่ ผู้คนได้ลุ้นตามอย่างออกรสออกชาติ เสียงเฮยิ่งมายิ่งดังกึกก้องไปทั่วบริเวณเหล่ากลุ่มคนที่เป็ผู้ชนะและผ่านเข้ารอบต่อไปต่างได้เชิดหน้าชูตา ผิดกลับผู้ที่พ่ายแพ้พวกมันต่างก้มหน้าก้มตาด้วยความอับอายละคนเสียดายคละเคล้ากันไป
“จางฮั่ว ต่อไปเป็การประลองในกลุ่มของเ้าแล้วอย่าทำให้ให้พรรคยาจกใต้เราเสื่อมเสียหน้าโดยเด็ดขาด อีกทั้งในกลุ่มเ้ายังมีเศษสวะจากพรรคขอทานเหนือร่วมอยู่ด้วยเ้าจงสั่งสอนให้มันไม่กล้าคิดที่จะเสนอหน้าเข้าสู่ยุทธภพนี้อีก ให้พรรคของพวกมันทุกตัวได้อับอายขายหน้ามิกล้าคิดเทียบเทียมพรรคยาจกใต้เรา”
“อาจารย์ ศิษย์ทราบแล้ว เศษสวะตัวนี้ปล่อยเป็หน้าที่ของศิษย์เองศิษย์จะทำให้มันมิกล้าจะเสนอในแผ่นดินนี้อีก”
“ฮ่าาาา พูดได้ดี”
ตำแหน่งของธงกลุ่มหมายเลขเจ็ดปักอยู่ใกล้บริเวณที่นั่งของพรรคยาจกใต้และพรรคขอทานเหนือพอดีอีกทั้งการสนทนาของคนทั้งสองยังตั้งใจให้ผู้อื่นได้ยินด้วย ดังนั้นจึงส่งผลให้เฟยหลงและคนจากพรรคขอทานเหนือต่างได้ยินการสนทนาระหว่างประมุขพรรคยาจกใต้กับศิษย์ของมันอย่างชัดเจนสร้างความไม่พึงพอใจต่อเหล่าคนจากพรรคขอทานเหนือยิ่งนัก แต่พวกมันกับถูกสั่งห้ามโดยประมุขพรรคมิให้โต้ตอบจึงได้แต่สงบปากสงบคำไว้ ด้านเฟยหลงแม้ได้ยินคำถากถาง ชายหนุ่มก็ไม่คิดนำพามาใส่ใจอยู่แล้วในหัวของมันตอนนี้เพียงครุ่นคิดถึงวิธีต่างๆ นานาที่จะเข้าถึงตัวเ้าอารามเทพซีเซี่ยเท่านั้น
เป็ไป๋หู่ที่อยู่กลุ่มหมายเลขแปดซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกล มันรู้สึกเหมือนตนเองถูกด่าทอไปด้วย มันรู้ดีว่าขนาดตนยังไม่รู้ว่าจะชนะเฟยหลงได้หรือไม่แล้วมันผู้นั้นก็แค่ผู้ฝึกญาณทั่วไปผู้หนึ่งกลับดูถูกเฟยหลง เช่นนั้นก็เท่ากับว่าตนก็ต้องรับผลพวงนี้คนจึงอดสอดปากขึ้นมิได้
“เมื่อก่อนข้าก็เคยมีความคิดเช่นนี้ครั้งนั้นจึงแทบจะทิ้งชื่อเอาไว้”
……………………..
“การประลองในรอบแรก กลุ่มหมายเลขเจ็ดขึ้นสู่เวทีการประลอง”
เฟยหลง จางฮั่ว และคนอีกสองคนจากค่ายพรรคอื่น ต่างก้าวขึ้นบนเวทีประลองอย่างพร้อมเพรียง พวกมันต่างยืนประจัญหน้ากันอยู่คนละทิศทางจางฮั่วแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายมองมาที่เฟยหลง มันยกนิ้วมือขึ้นปาดขวางที่ลำคอของตนเองเป็การข่มขู่
“เริ่มประลองได้”
ย่าห์!!! เสียงร้องกึกก้องบนเวที จางฮั่วพุ่งทะยานเข้าโจมตีใส่บุคคลทั้งสองที่มิใช่เฟยหลงมันตั้งใจจะกำจัดตัวประกอบทั้งสองคนนี้ออกไปก่อน เพื่อจักได้เล่นงานเฟยหลงได้อย่างเต็มที่จางฮั่วปลดกระบองคู่ออกจากหว่างเอว ก่อนตวัดฟาดเฉียงออกใส่บุคคลทั้งสอง กดดันจนคนทั้งสองนั้นถอยร่นไปจนถึงขอบเวทีประลอง
เสียงเฮสนั่นจากทางฝั่งพรรคยาจกใต้เมื่อพวกมันเห็นจางฮั่วแสดงฝีมือกดข่มผู้คนบนเวทีประลองทั้งหมด
“พวกเ้าดูเอาไว้ นี้คือยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งพรรคเราภายภาคหน้ามันจะนำพาให้พรรคยาจกใต้อยู่เหนือเหล่าสุนัขขอทานเหนือ”
“ฮ่าาาา ท่านกล่าวได้มิผิด ท่านดูเ้าคนจากพรรคขอทานเหนือที่เข้าประลองสิดูเหมือนมันจะกลัวจนมิกล้าขยับเท้าออกจากตำแหน่งเดิมนะนั่น”
“ใช่ๆ ถ้ามันฉลาดซักเล็กน้อย มันก็ควรเข้ารุมโจมตีใส่จางฮั่วเพื่อเพิ่มโอกาศชนะ โอ๊ะไม่สิ เพื่อเพิ่มเวลาที่จะอยู่บนลานประลองให้นานขึ้นเท่านั้น”
“ฮ่าาาาาา”
เสียงเย้ยหยันถากถางดังมามิขาดสายเหล่าคนจากพรรคขอทานเหนือได้แต่อดทนอดกลั้น และเงียบปากไว้ พวกมันต่างกำหมัดแน่นและรอเพียงบางสิ่งบางอย่างเท่านั้นซึ่งพวกมันต่างรอให้เฟยหลงลงมือ
ตูม ตูม ตูม เสียงปะทะดังสนั่นจางฮั่วได้กำราบคนทั้งสองจนกระเด็นตกเวทีไป ตอนนี้บนลานประลองเหลือเพียงมันกับเฟยหลงแล้วจางฮั่วหมุนควงกระบองคู่บนมืออย่างแ่เบาแล้วเดินเข้าหาเฟยหลง จากนั้นกล่าวขึ้น
“หากเ้าคุกเข่าคำนับบิดา แล้วคลานลงจากลานประลองไปบิดาจะส่งเสริมมิให้เ้าเจ็บตัวมากนัก”
ฮาาาาา เสียงหัวเราะครืนใหญ่จากฝั่งของเหล่าคนพรรคยาจกใต้มิได้สร้างความสะทกสะท้านแก่เฟยหลงแม้แต่น้อย กลับกันชายหนุ่มไม่ได้มีความสนใจในตัวจางฮั่วนักเพราะสายตาของมันกลับจ้องแน่นิ่งยังร่างสตรีสาวนางหนึ่งซึ่งอยู่ข้างกายประมุขตำหนักเทพสรรพวุธก่อนเอ่ยปากพึมพรำ
“ลี่หลิน เป็ท่าน”
ที่แท้ั้แ่ต้นเฟยหลงมีแต่ให้ความสนใจต่อเ้าอารามเทพซีเซี่ยจึงลืมที่จะสังเกตมองรอบข้าง บัดนี้เมื่ออยู่บนลานประลอง สายตากลับเหลือบไปเห็นประกายตาคู่งามที่จ้องมายังตนอย่างไม่วางตาเช่นนั้นมันจึงมองตอบกลับ เมื่อสายตาของทั้งสองสอดประสานกันกลับทำให้เกิดความวาบหวิวและคุ้นเคยชนิดหนึ่งขึ้นเช่นนั้นเฟยหลงจึงมั่นใจว่าตนเองมิได้มองผิดไป เป็ฟานลี่หลินจริงๆ ความกังวลตลอดสองเดือนที่ผ่านมาว่าฟานลี่หลินจะปลอดภัยหรือไม่จนรบกวนการฝึกปรือของมัน ตอนนี้ก็ได้มลายหายไปสิ้น เนื่องเพราะนางนั้นปลอดภัยดี ทั้งยังกำลังนั่งอยู่ลานประลองแห่งนี้และดูเหมือนจะเป็บุคคลสำคัญของตำหนักเทพสรรพวุธ เท่านี้ตนก็วางใจแล้ว
“แต่เอ๊ะ!! นางนั่งเคียงข้างกับประมุขตำหนักเทพสรรพวุธ หรือว่านางเป็บุตรีของประมุขตำหนัก เช่นนั้น หรือว่า…….”
ขณะที่เฟยหลงกำลังจ้องมองฟานลี่หลินและกำลังครุ่นคิดฟุ้งซ่านจนลืมสนใจการประลองอยู่นั้น จางฮั่วกลับบังเกิดความรู้สึกเดือดดาลเนื่องจากผู้ที่ถูกตนเรียกว่าเศษสวะกลับมองข้ามไม่เห็นหัวมัน คนจึงะโก้อง พุ่งทะยานใส่เฟยหลงทันที
“ตัวบัดซบ แม้เ้ากราบกรานข้าก็อย่าคิดหวังว่าข้าจะออมมือให้”
จางฮั่วตวัดกระบองคู่ออกใส่เฟยหลงหนึ่งฟาดลงศีรษะ อีกหนึ่งฟาดขวางใส่ลำตัว เสียงลมหวือพร้อมด้วยพลังกดดันบีบให้เฟยหลงต้องเบี่ยงร่างหลบจากสภาวะการโจมตีก่อนชักกระบี่สีดำมะเมื่อมที่ด้านหลังออกมา เมื่อกระบี่สีดำปรากฏผู้คนจากตำหนักเทพสรรพวุธต่างจ้องมองอย่างนึกสงสัยโดยเฉพาะ ฟานพั่วเทียน ประมุขตำหนักเทพสรรพวุธ ที่รู้จักกระบี่เล่มนี้เป็อย่างดี
เฟยหลงเคลื่อนตัวหลบรอดจากการโจมตีแรกได้ทั้งยังตวัดกระบี่สลายกระบวนท่าของจางฮั่วได้อย่างหมดจด ส่งผลให้จางฮั่วยิ่งเดือดดาลและขายหน้าเข้าไปใหญ่มันจึงะโก้องขึ้น
“ประเสริฐ เมื่อกี้ข้ายังออมมือให้เ้าแต่บัดนี้ข้าจะไม่ออมรั้งแล้ว รับมืออออออ ย่าาาาาห์”
จางฮั่วเค้นพลังญาณจากจิต ถ่ายทอดพลังผ่านร่างกายเข้าสู่กระบองคู่ในมือตามวิถีแห่งเชน ก่อนพุ่งร่างเข้าหาเฟยหลงอย่างรวดเร็ว จนร่างของมันพล่าเลือนแทบมองไม่เห็นฟิ้วววว เสียงของกระบองแหวกฝ่าอากาศจู่โจมใส่ตำแหน่งต้นขาของเฟยหลง และอีกแห่งพุ่งใส่บริเวณท้องน้อยเฟยหลงมิชักช้า มันตวัดกระบี่สีดำมะเมื่อมในมือจนเกิดเป็บุปผากระบี่เบ่งบานกลางอากาศเข้าต้านรับ
เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง!!!กระบี่และกระบองต่างประทะกันอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบแต่ผู้ที่ร้อนรนมากที่สุดกับเป็จางฮั่วและคนจากพรรคยาจกใต้ เมื่อพวกมันได้เห็นว่าเฟยหลงยังอยู่ในท่าทางที่ปลอดโปร่งดั่งคนที่ยังลงมือไม่เต็มที่กลับกันจางฮั่วต้องตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลและเหนื่อยหอบอย่างเห็นได้ชัด
“เ้าตัวบัดซบ จงหายไปซะ …คมเขี้ยวสุนัขคำรณ”
จางฮั่วะโขึ้นกลางอากาศเหนือศีรษะของเฟยหลง ก่อนฟาดกระบองคู่ลงมา ปรากฏเคลื่อนพลังรุนแรงคู่หนึ่งคล้ายคมเขี้ยวของสุนัขพุ่งลงมาพร้อมกลับกระบองกดดันจนสภาวะบุปผากระบี่อ่อนโทรมลงไป
ตูมมมมมมม!! เสียงประทะกึกก้องดังไปทั่วลานประลอง ผู้คนจากพรรคยาจกใต้เห็นเช่นนั้นก็เป่าปากคลายใจลงเพราะว่าท่าเมื่อครู่เป็หนึ่งในกระบวนท่าไม้ตายที่ขึ้นชื่อของพรรค คนที่อยู่ในระดับขอบเขตพลังเดียวกันย่อมมิอาจต้านทานได้ทว่าโล่งใจได้ไม่นานเมื่อคลื่นลมสงบลงพวกมันกลับพบว่าเฟยหลงยังยืนอยู่ที่จุดเดิม ทั้งมิได้รับาเ็แม้แต่รอยขีดข่วนยังไม่มี พวกมันต้องตื่นตระหนกั์ตาเบิกกว้างแทบถลนออกมาจากเบ้าเป็กลุ่มคนจากพรรคขอทานเหนือที่ส่งเสียงเฮขึ้นกันอย่างเสียงดังกดดันเหล่าคนจากพรรคยาจกใต้คืนกลับ
จางฮั่วถอยหลังกลับอย่างมิอาจเชื่อสายตาคนก็พรึมพรำออกมามิหยุดหย่อน
“เป็ไปไม่ได้ เศษสวะเช่นเ้าต้องไม่มีทางต้านรับได้ฮ่าาา คงเป็เพราะเ้าบังเอิญโชคดี……”
ฉึกกกกกกกก!!! จางฮั่วกล่าวยังไม่ทันจะจบประโยค ที่ท้องน้อยพลันมีพลังรุนแรงสายหนึ่งกระแทกเข้าอย่างถนัดถนี่โดยที่มันยังมิอาจจะทันตั้งตัวอีกทั้งพลังญาณที่ห่อหุ้มร่างกายอยู่ยังมิอาจจะต้านทานเอาไว้ได้ เป็เฟยหลงที่พุ่งร่างเข้าหามันอย่างรวดเร็วจนมิอาจเห็นร่างได้อย่างชัดตาก่อนตวัดดรรชนีเข้าใส่บริเวณท้องน้อยของจางฮั่ว
“เลิกพล่ามเสียที ข้ารับฟังจนเริ่มรำคาญแล้ว”
..............................................................................................................................................................................