เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 91 ตำนานแห่งแดนเหนือ


     

    ณ สถานศึกษาอีเดน

     

    เวลาผ่านไปเกินหนึ่งปีสี่เดือนสงครามสี่หมู่ตึกก็ผ่านไปอีกครั้ง

     

    "รุ่นพี่ครับศึกรวมสถานศึกษาคืออะไร"เด็กชายเกราะขาวในผ้าคลุมสีดำสอบถามออกด้วยความสงสัย

     

       ตรงนี้มีเหล่าเด็กนักเรียนหลายสิบคนในผ้าคลุมหลากสีกำลังนั่งล้อมวงรอบหญิงสาวคนหนึ่งทุกคนกำลังรอสมาชิก
    จากหมู่ตึกอื่นๆ ที่หน้าประตูสถานศึกษา

     

    "ศึกรวมสถานศึกษาจัดขึ้นทุกปีเพื่อประลองกระชับมิตรทั้งสี่สถานศึกษาปีนี้เจ้าภาพจัดงานคือสถานศึกษาโนเบอร์ฝั่งตะวันตก" หญิงสาวผมสั้นสีน้ำตาลกล่าวเธอคือ วิเวียน มัวร์ที่ปีนี้กลายเป็นรุ่นพี่ปีสองของสถานศึกษาอีเดนแล้วอีกทั้งยังเป็นหัวหน้าของหมู่ตึกวสันต์

     

     

       ตัววิเวียนรับหน้าที่ดูแลตัวแทนนักเรียนชั้นปีหนึ่งที่เดินทางไปประลองยังสถานศึกษาโนเบอร์ทิศตะวันตกส่วนผู้นำในครั้งนี้คือ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวรยุทธ ฮง มุน และศาสตราจารย์ซินวา ดักลาสเป็นผู้ติดตาม

     

    "รุ่นพี่ช่วยเล่าตำนานอันดับหนึ่งของแต่ละหมู่ตึกให้ฟังได้ไหมครับ"เด็กชายอีกคนในผ้าคลุมสีแดงถามออกด้วยความคาดหวัง

     

    "เอาเรื่องของใครดีล่ะ" วิเวียนถามออกไป

     

    "ของหมู่ตึกคิมหันต์ครับ" เด็กชายคนเดิมถามด้วยสายตาเป็นประกาย

     

    "หากเป็นหมู่ตึกคิมหันต์คงเป็นรุ่นพี่ปีสามของเราเขามีนามว่า ฟุส ฟรานเชสเตอร์ ปัจจุบันเป็นทหารประจำการที่กำแพงเมืองทางทิศเหนือจากผลงานการสู้รบเพื่อปกป้องกำแพงเมืองจากคลื่นสัตว์อสูรเมื่อปีก่อนทำให้ปัจจุบันฟุสได้รับเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วจนได้เป็นถึงรองแม่ทัพรักษากำแพงเมืองด้วยการต่อสู้ภาคพื้นดินที่เป็นเอกลักษณ์ ดุดัน เฉียบขาด ฟุส ฟรานเชสเตอร์จึงได้รับสมญานามว่านักรบปฐพีแห่งทิศอุดร" วิเวียนเล่าอย่างช้าๆทำให้เหล่านักเรียนปีหนึ่งนั่งฟังด้วยสายตาเป็นประกาย

     

       เมื่อฟังจบทำให้เหล่าปีหนึ่งเต็มไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้สำหรับคนที่บ่มเพาะสายนักรบไม่มีใครไม่รู้จักตำนานของนักรบปฐพีแห่งสถานศึกษาอีเดน

     

    "แล้วหมู่ตึกวัสสานะละคะรุ่นพี่"เด็กหญิงผมหน้าม้าแววตาสดใสถามออกมา ที่ถามแบบนั้นเพราะเธออยู่หมู่ตึกวัสสานะ

     

    "หากพูดถึงหมู่ตึกวัสสานะคงไม่มีใครไม่รู้จักเขาคือหยางเฉินผู้สืบทอดคนปัจจุบันแห่งตระกูลหยางหนึ่งในแปดตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงด้วยความว่องไวราวกับสายฟ้าและการโจมตีที่รุนแรงราวกับอสนีบาตทำให้ศัตรูของเขาต่างพ่ายแพ้ในอึดใจเดียว จึงทำให้หยางเฉินมีสมญานามว่าจักรพรรดิสายฟ้าอีกทั้งได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ทางเชิงยุทธสูงที่สุดในยุคนี้"วิเวียนหันมองไปยังเหล่านักเรียนปีหนึ่งโดยรอบสายวรยุทธทุกคนล้วนชื่นชมในตัวของจักรพรรดิสายฟ้าเป็นอย่างมาก

     

    "ผมเคยได้ยินว่าหมู่ตึกเหมันต์ของเรามีตำนานของเด็กสาวจากตระกูลเนตรด้วยจริงหรือเปล่าครับรุ่นพี่"เด็กชายร่างท้วมจากหมู่ตึกเหมันต์ถามออกมา

     

    "เป็นเรื่องจริง...ตอนนั้นพี่ยังไม่ได้เข้าไปศิษย์ของสถานศึกษาแต่มีโอกาสได้ดูสงครามสี่หมู่ตึกเธอมีชื่อว่า วาตานาเบะ อากิโกะ เป็นเด็กสาวที่เกิดมาพร้อมดวงตาพิเศษเนตรสยบวิญญาณ ความสามารถด้านกลยุทธ์ของอากิโกะถือเป็นอันดับหนึ่งของรุ่นเธอนำทัพสมาชิกเพียงไม่กี่คนบุกเข้าชิงธงออกมาโดยไม่มีการสูญเสียกำลังพลแม้แต่รายเดียวประกอบกับดวงตาแห่งเทพทำให้เธอสามารถต่อสู้กับคนที่มีระดับเดียวกันหรือสูงกว่าได้อย่างไม่เสียเปรียบ"วิเวียนเล่าพร้อมกับถอนหายใจ เธอเสียดายพรสวรรค์ของเด็กสาวผู้นี้เป็นอย่างมาก

     

    "แล้วของหมู่ตึกวสันต์เราล่ะครับ..."เด็กชายผ้าคลุมสีดำออกปากถามอีกครั้ง

     

    "ตำนานของหมู่ตึกวสันต์เราเธอมีสมญานามว่าธิดาแห่งแสงมีพระนามจริงว่า ปาร์ค อึนจูเป็นถึงองค์หญิงพระองค์เล็กแห่งราชวงศ์เจียงพรสวรรค์ด้านเวทมนตร์ของเธอในภายหลังนั้นสูงส่งเป็นอย่างยิ่งว่ากันว่าปัจจุบันความสามารถของเธอไม่แพ้เหล่าจอมเวทระดับสูงของทวีปเลยส่วนความสามารถด้านการรักษาขอเพียงยังมีลมหายใจธิดาแห่งแสงสามารถกู้ชีวิตคนผู้นั้นกลับมาจากปากเหวแห่งความตายได้เสมอ"วิเวียนเองก็ยังไม่เคยเห็นตัวจริงของอึนจูเธอจึงเล่าได้เพียงข้อมูลที่เธอได้รับการถ่ายทอดมาอีกที

     

    "สถานศึกษาของเราสุดยอดจริงๆ"เด็กชายในผ้าคลุมสีดำคนนั้นตะโกนขึ้นด้วยสายตาเป็นประกาย

     

    "หากนายได้รู้ตำนานอีกบทของหมู่ตึกวสันต์แล้วล่ะก็จะตะลึงมากกว่านี้"เด็กสาวผิวคล้ำจากหมู่ตึกเหมันต์พูดขึ้น

     

    "มีอีกเหรอครับ"เด็กชายคนนั้นถามด้วยสีหน้าฉงนพร้อมส่งสายตาไปเป็นเชิงถามไปยัง วิเวียน มัวร์

     

    คำถามนี้ทำให้วิเวียนรู้สึกอึกอัก

     

    "เล่าให้พวกเขาฟังไปเถอะชายคนนั้นยังเป็นศิษย์ของสถานศึกษาที่น่าภาคภูมิใจเสมอพวกเราผิดเองที่ปกป้องเพชรเม็ดงามเอาไว้ไม่ได้ ทำให้เขาต้องต่อสู้เพียงลำพัง"อาจารย์ใหญ่ ฮง มุนกล่าวขึ้นด้วยสายตาซับซ้อน

     

    วิเวียนผงกศีรษะก่อนเริ่มเล่า

     

    "เขามีชื่อว่า ลูคัส เรนเป็นเด็กกำพร้าที่มีฐานะยากจนหลังจากได้เข้าเรียนที่สถานศึกษาอีเดนสังกัดหมู่ตึกวสันต์ในที่สุดความสามารถในการต่อสู้ที่โดดเด่นของเขาก็ถูกเผยออกมาลูคัสฝึกฝนตนเองจนเป็นได้รับฉายาอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสี่สถานศึกษาสมญานามที่ทุกคนรู้จักกันดีนั้นก็คือ...มัจจุราชสีขาวบางคนเรียกเขาว่าเป็นเทพแห่งความตายจากเมืองโหย่ว"เมื่อฟังถึงท่อนนี้ทำให้เหล่าปีหนึ่งแม้แต่เหล่าปีสองด้วยกันเองยังตกตะลึง

     

       ตั้งแต่พวกเขายังไม่เข้าเรียนที่นี่ชื่อเสียงของมัจจุราชสีขาวก็โด่งดังเป็นอย่างมากรูปลักษณ์ของเขานั้นถูกบอกต่อกันมาว่า เป็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวลายมังกรดำตรงใบหน้ามีผ้าขาวผูกรอบดวงตาทั้งสองข้างเอาไว้เป็นเอกลักษณ์ส่วนอาวุธคู่ใจมีนามว่าดาบมารเป็นดาบสีดำเล่มใหญ่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมืดพร้อมที่จะกลืนกินทุกสิ่ง

     

       เพลงดาบบินของเขาช่างสะเทือนฟ้าดินกลุ่มผู้ฝึกตนจากสำนักต่างๆ นับร้อยสิ้นลมหายใจลงภายใต้ดาบมารคนชั่วมากมายล้วนตกตายด้วยฝีมือเขาล่าสุดห้าเดือนก่อนมัจจุราชสีขาวบุกเดี่ยวเข้าไปเพื่อต่อสู้กับหลี่เต้าอาจารย์ใหญ่ของสถานศึกษามอวู้ดส์กระทั่งต่างคนต่างบาดเจ็บก่อนจากมามัจจุราชสีขาวยังทิ้งท้ายไว้ว่าจะกลับมาอีกครั้งเพื่อทวงหนี้บัญชีแค้นแทนอาจารย์ลีฮานที่เคยสละชีวิตปกป้องตัวเขาเอาไว้

     

    "ข้าก็พึ่งรู้ว่าเขาเป็นรุ่นพี่ของพวกเราไม่ว่าใครจะมองยังไง มัจจุราชสีขาวคนนี้ช่างสมเป็นชายชาตรี"เด็กชายผ้าคลุมสีดำคนหนึ่งเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่น

     

    นัยน์ตาของวิเวียนเริ่มคลอไปด้วยน้ำใสเวลาไหลผ่านไปไม่รู้ว่าเด็กชายที่สดใสร่าเริงคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

     

    "พวกเราออกเดินทางกันเถอะ" ซินวา ดักลาสพาทุกคนขึ้นนั่งบนหลังเต่ายักษ์ก่อนเต่าจะเหินร่างลอยออกไปทางทิศตะวันตก

     

    ณ หมู่บ้านโตโร่ ทิศตะวันตก

     

    ร่างในชุดคลุมสีขาวสะพายดาบสีดำเล่มใหญ่เดินเข้าไปในบาร์

     

    "บาร์เทนเดอร์เอาไวน์ชั้นดีกับเนื้อจานใหญ่ออกมาด้วย"หนุ่มชุดขาวพูดขึ้น

     

    "โปรดนั่งรอคิวสักครู่นะครับคุณลูกค้า"บาร์เทนเดอร์ตอบอย่างมีมารยาท

     

    ตู้ม! โต๊ะไม้หน้าเคาน์เตอร์แตกออกเป็นรอยแยกใยแมงมุม

     

    "ข้ามัจจุราชสีขาวไม่เคยต้องรอรีบไปนำไวน์ออกมาซะ" เขาสะบัดชายเสื้อพร้อมกวาดสายตามองไปรอบร้าน

     

       เมื่อได้ยินคำว่ามัจจุราชสีขาวเหล่าบรรดาแขกหลายสิบโต๊ะต่างพากันก้มหน้า แม้ที่นี่จะเป็นทิศตะวันตกแต่ชื่อเสียงเทพแห่งความตายจากเมืองโหย่วก็โด่งดังไม่ใช่เล่นบางคนถึงกับกลัวจนฉี่ราดกางเกง

     

    เมื่อเกิดเสียงดังขั้นเด็กน้อยในบาร์จึงเริ่มร้องไห้ออกมา

     

    "แม่จ๋าหนูกลัว"เด็กน้อยเกาะขาแม่ก่อนร้องไห้ไม่หยุด

     

    "เงียบก่อนลูก...ถือว่าแม่ขอร้อง"หญิงวัยกลางคนลนลานด้วยความหวาดกลัว

     

    "บอกเด็กให้เงียบเดี๋ยวนี้ก่อนที่ข้ามัจจุราชสีขาวจะหมดความอดทน"ชายชุดคลุมสีขาวหันมาด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์

     

    "แง้แง้ แม่จ๋าหนูกลัว"เด็กน้อยกลับแหกปากออกมาดังกว่าเดิม

     

    ชายชุดคลุมสีขาวจึงเริ่มทำสีหน้าโหดเหี้ยมไปทางเด็กน้อย

     

    ผ่านไปเสี้ยวอึดใจ

     

       ประตูหน้าบาร์ออกเปิดออกชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวประดับด้วยลายมังกรสีดำใบหน้าตรงส่วนดวงตาทั้งสองถูกผ้าสีขาวผูกไว้ ด้านหลังมีโลงศพใหญ่สีดำสะพายอยู่ เมื่อก้าวเข้ามาถึงบริเวณกลางร้าน ทำให้ชายชุดขาวทั้งสองยืนประจันหน้ากันจังหวะนี้แม่เด็กดึงตัวลูกสาวแล้วรีบวิ่งออกจากบาร์ไปทันทีเกิดเสียงซุบซิบขึ้นจากเหล่าผู้คนในบาร์

     

    "เจ้าเป็นใครบังอาจมาแต่งตัวเลียนแบบข้า"ชายผู้อ้างตนว่าเป็นมัจจุราชสีขาวทักทายผู้มาใหม่

     

    ชายหนุ่มที่มีผ้าผูกตาหันมามองชายผู้นั้น

     

    "..." ไร้ซึ่งคำพูด

     

    "เจ้าว่าใครคือมัจจุราชสีขาวตัวจริง"ชายชราหัวล้านกระซิบกับเหล่าสหายขี้เมาอีกสามคน

     

       ร่างชุดขาวที่มีผ้าผูกตาเมื่อได้ยินคำถามก็ไม่ได้สนใจเขาเดินเข้าไปบริเวณด้านซ้ายสุดหน้าเคาน์เตอร์ กึก! โลงศพถูกวางพิงไว้ที่ผนัง ก่อนนั่งลงพร้อมสั่งอาหาร

     

    "ผมขอสเต๊กเนื้อหนึ่งที่ครับ"

     

       บาร์เทนเดอร์พยักหน้าอย่างเลิ่กลั่กความจริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนแอบอ้างตัวเป็นเขาลูคัสเอือมระอาเกินกว่าจะใส่ใจจึงเลือกที่จะไม่สนแล้วนั่งรออาหารต่อไป

     

       ตอนแรกชายชุดขาวก็แอบหวั่นใจขณะที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาตามข่าวลือมัจจุราชสีขาวจะมีดาบเล่มใหญ่สีดำที่เป็นอาวุธประจำกายติดตัวไว้เสมอเมื่อเขาเห็นว่าชายคนนี้บาดเจ็บที่ดวงตาอีกทั้งยังไม่มีดาบที่ว่าจึงลองทำใจดีสู้เสือข่มขู่ออกไปแต่ก็ไม่คิดว่าเรื่องราวจะจบง่ายดายขนาดนี้เขารีบเดินมาโอบไหล่ลูคัสด้วยความเป็นกันเอง

     

    "ฮ่าฮ่า ดียังถือว่าเจ้ารู้ความก็รู้อยู่หรอกว่าตัวข้าน่ะโด่งดังขนาดไหนไม่ได้มีแค่เจ้าหรอกที่อยากแต่งตัวเหมือนข้า"ชายผู้แอบอ้างเองก็รู้สึกโล่งใจหากคนด้านข้างเป็นตัวจริงไม่เท่าเขาขุดหลุมฝังตัวเองหรอกหรือ

     

    ลูคัสเองก็ไม่ได้สนใจชายคนนี้มากนัก

     

    "เอาอย่างนี้แล้วกันพี่ชายจะเล่าวีรกรรมล่าสุดให้ฟัง เมื่อไม่กี่เดือนก่อนตัวข้าเพียงคนเดียวบุกตะลุยเข้าไปในสถานศึกษาฝั่งตะวันออกส่วนเหตุผลก็ไม่มีอะไรมากข้าอยากจะให้ไอ้พวกศิษย์สถานศึกษาทั้งหลายมันได้รู้จักความน่ากลัวที่แท้จริงจึงเข้าไปฟันแขนอาจารย์ใหญ่ด้วยดาบเล่มนี้" มัจจุราชเก๊ยกดาบไม้ที่ทาสีดำพร้อมทำท่าทางประกอบแม้แต่เหล่าผู้คนในบาร์เองก็สนใจเป็นอย่างยิ่ง

     

    "น้องชายรู้หรือไม่ไอ้พวกศิษย์ที่อ้างตัวว่าเก่งนักเก่งหนาร้องไห้อ้อนวอนกันระงมแต่ข้าคือใครข้าคือมัจจุราชสีขาวผู้ไร้ปรานีจึงได้บั่นคอไอ้คนที่ร้องไห้นั่นลงเสียขนาดเล่านี่ยังรู้สึกสะใจไม่หาย" เขาเติมแต่งเรื่องราวเพื่อให้ตนเองดูน่าเกรงขามมากขึ้น

     

       จากนั้นมัจจุราชเก๊ก็เล่าวีรกรรมของลูคัสออกมาอย่างน้ำไหลไฟดับราวกับเป็นผู้ผ่านเหตุการณ์นั้นมาอย่างโชกโชนมีทั้งเรื่องจริงและไม่จริงบ้างคละเคล้ากันไป เวลาไหลผ่านไปเป็นชั่วโมง

     

       ตอนนี้เหล่าแฟนพันธุ์แท้มัจจุราชสีขาวรอบบาร์ต่างล้อมวงเข้ามาเพื่อรับฟังเรื่องเล่าและขอสัมผัสมือสักครั้งอย่างเป็นกันเองราวกับเข้าสู่ช่วงคนดังพบปะประชาชน แม้แต่บาร์เทนเดอร์ก็หลงคารมมัจจุราชเก๊ไปเต็มๆมีทั้งให้กินอาหารและเปิดไวน์ให้กินฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

     

     

     

       ประตูหน้าบาร์ถูกเปิดออกอีกครั้งครานี้มีชายฉกรรจ์หลายสิบคนก้าวเข้ามาในบาร์หนึ่งในกลุ่มคนยืนขวางทางประตูทางเข้าเอาไว้

     

    "มัจจุราชสีขาวอยู่ที่ใด"ชายร่างใหญ่ในชุดเกราะนักรบก้าวออกมาด้านหน้าด้วยท่าทีองอาจ

     

    ด้วยฤทธิ์ของไวน์ทำให้มัจจุราชเก๊ฮึกเหิมเป็นอย่างมากเขายืนบนเก้าอี้แล้วชี้หน้าชายผู้มาใหม่

     

    "ไอ้พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกล้าเอ่ยนามข้าออกมาตรงๆ เลยรึ"ในใจก็คิดว่าอีกไม่นานกากเดนพวกนี้ต้องรีบแจ้นมาเลียแข้งเลียขาเขาเป็นแน่

     

    "นี่หรือมัจจุราชสีขาวในข่าวลือดีมากวันนี้ข้าอาเต๋าแห่งสำนักฉีหลานจะขอท้าดวลกับท่าน" ชายร่างใหญ่กล่าวออกมา




     

    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน