บทที่ 10 การยึดครอง (2)
ทั้งคังบงกิลและฮันมยองโฮใ
สายตาของทั้งสองหันไปหา ลีจองฮุน
‘ประธานลีบ้าไปแล้วรึเปล่า?’
‘ประธานลี…นี่นายบ้าไปเหรอ’
ทั้งสองคนมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาดกับภาพลักษณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของลีจองฮุน ผู้ซึ่งไม่ค่อยพูดอะไรมากนัก
ในเวลาเดียวกัน เขามองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้น เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกแย่และกระหายเือีกครั้ง ซึ่งผลที่ตามมาอาจส่งมาถึงพวกเขาเช่นกัน...
ตรงกันข้ามกับความกังวลของทั้งสอง ชีกุกไม่ได้รู้สึกแย่หรือแม้แต่จะกระหายเือีกรอบ
'เมื่อตอนที่ฉันยังเป็หนุ่ม ฉันเป็คนมีความมั่นใจนี่นา หรือไม่ก็กล้าหาญ? เอ๊ หรือแค่บ้ากันนะ?’
ลีจองฮุน
ฉลาดหัวไว จบการศึกษาจากภาควิชาเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกาหลีและเป็นักบัญชี
ถ้าดูจากข้อมูลเพียงเท่านี้อย่างเดียว เขาสามารถเข้าร่วมทีมบัญชีของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และใช้ชีวิตในฐานะพนักงานประจำที่มีค่าจ้างสูง แต่ทันทีที่เขาจบการศึกษาจากวิทยาลัยหลังจากได้เป็นักบัญชี เขาก็เริ่มฟอกเงินภายใต้ชื่อของคิมยังกี
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รับตำแหน่งประธานของโคลเวอร์ ต่างกับคังบงกิลและฮันมยองโฮที่เติบโตมาในฐานะอันธพาล ลีจองฮุนเป็เพียงคนเดียวที่ได้เข้ามาเพราะความฉลาดของเขา
'เมื่อพลังของคิมยังกีตื่นขึ้นในฐานะผู้มีพลังแรงก์ C ลีจองฮุนก็ทำหน้าที่เป็แค่ที่ปรึกษาด้วยซ้ำ'
ปี 2024
พลังของคิมยังกีตื่นขึ้นมาในฐานะผู้มีพลังแรงก์ C และเขาเริ่มใช้พลังเพื่อเพิ่มพลังให้กับองค์กร บทบาทหน้าที่ของลีจองฮุนก็ขยายจากการเป็แค่คนฟอกเงินสู่การเป็ที่ปรึกษา
ลีจองฮุนมีความสามารถในการวางแผนที่ยอดเยี่ยมเป็อย่างมาก ไม่ว่าจะจับมือกับใคร หักหลังใครก็ตาม คิมยังกีมักปฏิบัติตามคำแนะนำของลีจองฮุนอย่างซื่อตรง
ด้วยความช่วยเหลือของคังบงกิลและฮันมยองโฮ เขาจึงสามารถรวมเขตพื้นที่อาชญากรรมของเกาหลี และเปลี่ยนให้มันอยู่ภายใต้นามองค์กร YK Group
แต่หลังจากนั้น เป้าหมายของลีจองฮุนก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเมื่อก่อน
เพราะตนเองเป็รองประธาน YK Group เพียงในนามเท่านั้น ไม่มีแม้แต่อำนาจที่จะลดจำนวนพนักงานในสำนักงานเลขานุการของเขาได้ตาม้า
แต่เพียงเท่านี้ก็นับเป็กำไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตกมาอยู่กับลีจองฮุน ผู้ซึ่งอุทิศสติปัญญาทั้งหมดของเขาเพื่อเปลี่ยนองค์กรอันธพาลขนาดเล็กและขนาดกลางในเกาหลีให้กลายเป็แก๊งองค์กรระดับประเทศ เท่านี้ก็มากพอแล้ว
เมื่อนึกถึงลีจองฮุนที่เขาเคยเห็นในชาติที่แล้ว ที่มักจะใช้ชีวิตด้วยรอยยิ้มขมขื่นบนใบหน้าของเขา ชีกุกก็หัวเราะออกมา
“แกถามฉันเหรอ ว่าฉันเป็ใคร?”
ชีกุกปีนขึ้นไปบนโต๊ะและยืนอยู่ข้างหน้าลีจองฮุน
บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยเื ลีจองฮุนแข่งจ้องตากับชีกุกที่ในมือกำลังถือขวดที่แตกแล้วพลางมองลงมาที่เขา
มือที่อยู่ใต้โต๊ะนั้นสั่นเทา แต่แววตาของเขายังคงฉายแววสดใสเหมือนเดิม
ชีกุกได้เพิ่มพลังเวทย์เข้าไป
คลื่นพลังเวทย์ได้ปกคลุมห้องวีวีไอพีทั้งหมด
ทำให้สีหน้าของคังบงกิลและฮันมยองโฮซีดเผือดลง
“แหวะ!”
ฮันมยองโฮล้มลงไปอ้วกกับพื้น
คังบงกิลซึ่งเคยพ่นออกมาแล้วครั้งหนึ่งในร้านเกมสำหรับผู้ใหญ่ เขาก็ได้แต่อ้วกออกมาอีกครั้ง
ลีจองฮุนก็หน้าซีดเช่นกัน เขาอดทนไว้ แต่อาการคลื่นไส้พะอืดพะอมในลำคอของเขาก็กลับเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทันใดนั้น เืก็ไหลออกจากปากของลีจองฮุน
‘เอ๊?’
เขากำลังกัดริมฝีปากของตัวเอง!
ไม่ว่าจะเป็เพราะสัญชาตญาณของความอดทนหรือเป็ผลจากการถูกบีบบังคับด้วยพลังเวทย์ให้หุบปากเพื่อกลั้นอาเจียน สถานการณ์นี้ไม่เป็ที่แน่ชัดนัก
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ
‘อย่างน้อยเมื่อตอนที่ยังเป็ชายหนุ่มก็ยังมีความมุ่งมั่นอยู่เหมือนกันนี่’
ภาพลักษณ์ของลีจองฮุนในฐานะรองประธานถูกเปลี่ยนไปในสายตาของเด็กหนุ่ม
ชีกุกเก็บรวบรวมพลังเวทย์ของตัวเองกลับคืนมา
ก่อนที่เขาจะมองไปที่ลีจองฮุน คังบงกิล และฮันมยองโฮทีละคน หลังจากนั้นก็เปิดปากพูดออกมา
“ฉันน่ะ…”
เมื่อทั้งสามได้ฟังถ้อยคำของชีกุก หัวใจที่เต้นแรงก็ค่อย ๆ สงบลง
“ก่อนอื่นเลยนะ ฉันไม่คิดว่ามันคงจะไม่สายเกินไปนักหรอก ถ้าเราจะพูดถึงเื่นี้หลังจากเก็บกวาดที่นี่น่ะ”
จากคำพูดของชีกุก ทั้งสามก็มองไปสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง
ศีรษะของคิมยังกีที่วางอยู่กลางโต๊ะ ร่างไร้ศีรษะที่มุมห้อง และเืที่นองเต็มพื้น โต๊ะ และเก้าอี้
แน่นอน มันไม่ใช่บรรยากาศที่เหมาะสมสำหรับการสนทนา
“บงกิล ไปบอกเด็กสามคนในร้านเกมให้นำผ้ากระสอบขนาดใหญ่มาห้าหรือหกใบและเอาเสื้อผ้ามาให้ฉันเปลี่ยนด้วย”
เมื่อชีกุกพูดดังนั้น คังบงกิลพยักหน้ารับ เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาและโทรออก
"อือ ว่าไง แกทำความสะอาดร้านเกมหรือยังน่ะ? ถ้างั้นปิดประตูทั้งหมดที่นั่นแล้วมาที่โคลเวอร์ ใช่ ตอนมาแกเอาผ้ากระสอบใหญ่มาด้วยหกใบ และก็เสื้อผ้าสำหรับเด็ก อืม ๆ แกไม่ควรจะเอาไซซ์เล็กมาไม่ใช่เหรอไง ไอ้ลูกหมา ....เอาน่า ..เดี๋ยวทุกอย่างก็จะผ่านไปเอง”
คังบงกิลวางสายลง เขายิ้มและพยักหน้าให้ชีกุก
เมื่อชีกุกเห็นแบบนั้นก็หัวเราะ และมองไปที่ฮันมยองโฮ
“แกมีอะไรที่เหมือนมีดบ้างไหม”
“มะ มีดงั้นเหรอ?”
"ใช่"
“นั่น นั่น นั่น นั่น จะเอาไปทำอะไร ทำไมถึงอยากได้มีดกัน?”
"มีหรือไม่มี? พูดแค่นั้น”
“เอ่อ เอ่อ ฉันไม่มี ฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะพกมีดขณะดื่มเหล้า”
ชีกุกพยักหน้า สายตาของเขาหันไปที่คังบงกิล ซึ่งคังบงกิลก็ส่ายหัวเช่นกัน
‘ลีจองฮุนล่ะ…’
ทว่าลีจองฮุนก็ส่ายหัวในลักษณะเดียวกัน
ดังนั้นชีกุกจึงต้องค้นหาจากร่างของคิมยังกีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“อ๋อ อยู่ตรงนี้นี่เอง”
ชีกุกหยิบขวานออกมาจากเอวของคิมยังกี และถือมันไว้ มองมันด้วยใบหน้าที่พึงพอใจ
ชีกุกวางร่างของคิมยังกีลงบนโต๊ะทันที ขวดกับจานถูกผลักออก และบางขวดตกลงพื้นจนแตก แต่ชีกุกก็ไม่ได้ใส่ใจ
"มัวทำอะไรอยู่? ลูกพี่ของแกยังไม่ได้ถอดเสื้อผ้าออกเลยนะ”
คังบงกิลและฮันมยองโฮที่กำลังจ้องมองด้วยสายตาว่างเปล่า ต่างก็ใกับคำพูดของชีกุก แต่พวกเขาไม่มีความกล้าพอที่จะโต้เถียงต่อหน้าชีกุกที่กำลังถือขวานอยู่
“เร็วเข้าสิ อย่าชักช้าได้ไหม?”
ลีจองฮุนยืนอยู่ตรงนั้น มองดูอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งคังบงกิลและฮันมยองโฮเริ่มถอดเสื้อผ้าออกจากศพของคิมยังกี
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อทั้งสองคนถอดเสื้อผ้าของคิมยางกีออกทั้งหมด ชีกุกก็ขยับเข้าไป
ตุ้บ!
ตุ้บ!
ตุ้บ!
คิมยังกีได้สูญเสียความเย่อหยิ่งทั้งหมดที่เคยมีตอนยังมีชีวิตด้วยการฟาดด้วยขวานสามครั้ง และกลายเป็แค่ชิ้นเนื้อที่จำแทบไม่ได้
พวกเขาทั้งสามหลับตาลงในขณะที่แอบมองดูเป็ครั้งคราวว่าชีกุกกำลังทำอะไร
“นี่มันบ้าไปแล้ว นี่มันเลวยิ่งกว่ามนุษย์อีก...”