“ถ้าอย่างนั้นก็เนื้อผัดซอสแดงขาหมูตุ๋น แล้วก็บะหมี่หยางชุนสองชาม”
“บะหมี่ชามเล็กหรือชามใหญ่”
“ชามใหญ่หนึ่ง...”
“ชามใหญ่สองชามค่ะ!”
“ตั๋วอาหารสี่ตำลึงตั๋วเนื้อแปดตำลึง กับเงินอีกสองหยวนสี่เหมา”
เนื้อผัดซอสแดงกับขาหมูตุ๋นราคาอย่างละหนึ่งหยวนบะหมี่หยางชุนชามละสองเหมา ราคานี้ถือว่าคุ้มค่า
สวีหว่านหนิงกำลังจะควักเงินจ่ายแต่กลับพบว่าหลินอันยื่นเงินกับตั๋วแลกอาหารไปให้พนักงานแล้ว
พนักงานของร้านอาหารรัฐไม่มีหน้าที่เสิร์ฟอาหารหลังทำอาหารเสร็จแล้วจะะโผ่านหน้าต่างครัวให้ลูกค้าเดินไปยกเอง
ลักษณะคล้ายคลึงกับอาหารสไตล์บุฟเฟต์ของโลกยุคใหม่
หลินอันไม่ได้ขอให้สวีหว่านหนิงช่วยเขาวางอาหารทั้งหมดลงบนถาดแล้วยกมาในคราวเดียว
สวีหว่านหนิงชิมขาหมูตุ๋นเป็อย่างแรก
ตุ๋นเปื่อยได้ที่ละลายทันทีที่เข้าปาก
อีกอย่างหนึ่งคือด้วยประเภทเครื่องปรุงที่ไม่ครบครันของยุค 70 การตุ๋นขาหมูให้รสชาติซึมเข้าไปในเนื้อได้ขนาดนี้ถือว่าไม่ง่ายเลย
หลังจากนั้นเธอก็ตักเนื้อผัดซอสแดงเข้าปาก
รสชาติไม่แพ้ขาหมูตุ๋นกระตุ้นความอยากอาหาร
และที่ต้องพูดถึงเลยคือเนื้อหมูที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติรสชาติดีกว่าเนื้อหมูที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด
หลังชิมอาหารไปอย่างละคำสวีหว่านหนิงก็เริ่มเกิดความคิดบางอย่างในใจก่อนจะหันไปกินบะหมี่หยางชุนของตัวเองเพียงอย่างเดียว
หลินอันขมวดคิ้วอีกครั้ง
เนื้อผัดซอสแดงและขาหมูตุ๋นของร้านอาหารของรัฐอร่อยสู้ที่สวีหว่านหนิงทำเองไม่ได้แต่กระนั้นรสชาติก็ถือว่าใช้ได้ ทำไมเธอถึงกินแค่คำเดียวแล้วไม่แตะอีกเลย?
ไม่รู้เพราะได้รับอิทธิพลจากสวีหว่านหนิงมาหรือไม่หลินอันจึงกินอาหารแค่อย่างละคำ แล้วเริ่มกินแต่บะหมี่หยางชุนเพียงอย่างเดียวบ้าง
หลังสวีหว่านหนิงกินบะหมี่จนหมดแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าเนื้อสองจานแทบไม่ถูกแตะต้องเลย
“ทำไมคุณไม่กินล่ะ”
“ฉัน...”
“ไม่ควรสิ้นเปลืองอาหารโดยเฉพาะเนื้อดีๆ แบบนี้”สวีหว่านหนิงพูดจบก็หยิบกล่องอาหารที่ทำจากอะลูมิเนียมออกมา “โชคดีที่ฉันพกกล่องข้าวมาด้วย จะได้ห่อกลับไปให้แม่กับลูกๆ กิน”
หลินอันได้ยินดังนั้นก็ไม่คิดจะอธิบายอีกต่อไป
ยุคสมัยนี้การสิ้นเปลืองอาหารโดยใช่เหตุจะถูกตำหนิเอาได้กินอาหารไม่หมดแล้วห่อกลับถือเป็สิ่งที่ผู้คนยุคนี้ทำกันเป็ประจำการกระทำของสวีหว่านหนิงจึงไม่ดูสะดุดตาอะไร
หลังออกจากร้านอาหารสวีหว่านหนิงก็ถามหลินอันว่า “คุณยังมีธุระต้องทำอีกหรือเปล่า”
“ไม่มีแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นไปร้านซื้อขายของเก่าเป็เพื่อนฉันทีสิ”
หลินอันไม่ได้ถามว่าทำไมก่อนจะตามสวีหว่านหนิงไปที่ร้านซื้อขายของเก่า
สวีหว่านหนิงมาที่นี่ไม่ใช่เพราะอยากแย่งโอกาสไปจากนางเอกเธอแค่อยากมาซื้อของบางอย่างเท่านั้น
ร้านซื้อขายของเก่ามีสถานที่จอดจักรยานโดยเฉพาะแต่จะต้องจ่ายค่าดูแลคันละหนึ่งเหมา มิเช่นนั้นหากจักรยานหายไปจะไม่มีใครรับผิดชอบ
สวีหว่านหนิงหยิบธนบัตรหนึ่งเหมาสามใบและลูกอมรสนมอีกหลายเม็ดให้กับคุณปู่ที่รับหน้าที่เฝ้ายาม
คุณปู่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยมองสวีหว่านหนิงที่กำลังยิ้มกว้างเขารับเงินและลูกอมใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วพูดเสียงเนิบนาบว่า
“ข้างในมีสามห้องเข้าประตูแล้วเลี้ยวซ้าย ห้องแรกคือของที่เพิ่งถูกส่งมาเมื่อวานนี้”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่!”
สวีหว่านหนิงเพิ่งยกเท้าก้าวเข้าประตูก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคย“พี่หลิน หว่านหนิง บังเอิญจังที่ได้มาเจอกับพวกเธอที่นี่”
“หยวนจือชิง”หลินอันโคลงศีรษะเล็กน้อยแทนการทักทาย
สวีหว่านหนิงยังสังเกตเห็นด้วยว่าตอนหยวนซินเข้าใกล้ หลินอันก้าวถอยหลังไปสองก้าวเพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างพวกเขาสองคน
ถ้าไม่ใช่เพราะเคยอ่านนิยายมาจึงรู้ว่าภายหลังหยวนซินกับหลินอันจะกลายเป็คู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวจนน่าอิจฉาสวีหว่านหนิงคงอยากชื่นชมหลินอันว่าช่างเป็ผู้ชายแสนดีที่รู้จักรักษาคุณธรรมบุรุษ
อย่างน้อยเขาก็รักษาระยะห่างได้เป็อย่างดี
แต่การก้าวถอยหลังสองก้าวในวันนี้คงจะกลายเป็อุปสรรคในการตามจีบเมียในอนาคตของเขา
เป็ไปตามคาดแววตาของหยวนซินสะท้อนความเ็ปให้เห็นเล็กน้อย
แต่มันเป็แค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้นไม่ทันไรเธอก็กลับมายิ้มแย้มแจ่มใสอีกครั้ง
“ฉันมาหาหนังสือพิมพ์เก่าที่นี่จะได้เอากลับไปปิดช่องหน้าต่างที่หน่วยจือชิง”
“ฮ่าฮ่าบังเอิญจริงๆ”
“หว่านหนิงก็มาหาหนังสือพิมพ์เก่าเหมือนกันเหรอ”
บ้านของตระกูลหลินแม้จะไม่ได้ดีมากแต่อย่างน้อยหน้าต่างก็ทำจากกระจก นอกจากรับแสงสว่างได้แล้ว ยังช่วยป้องกันลมหนาวได้อีกด้วยคงไม่จำเป็ต้องใช้หนังสือพิมพ์หรอกมั้ง?
“ไม่ใช่หรอกฉันมาหาโต๊ะกับเก้าอี้ที่ขาหายไปข้างหนึ่งน่ะ”
“นี่มัน...”
“หยวนจือชิงพวกเราเข้าไปข้างในก่อนนะ เดี๋ยวไปช้าแล้วของดีๆ จะถูกคนอื่นเลือกไปหมด”
พูดจบสวีหว่านหนิงก็ก้าวเข้าห้องไป
หยวนซินมองแผ่นหลังของเธอไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
โดยเฉพาะตอนเห็นสวีหว่านหนิงใช้มือลูบโต๊ะที่ขาหายไปหนึ่งข้างความรู้สึกไม่สบายใจก็ยิ่งหนักขึ้น
“สวีจือชิง!”
เพราะความร้อนใจทำให้หยวนซินไม่ได้เรียกชื่อของสวีหว่านหนิง
เสียงะโดังกึกก้องทำให้สวีหว่านหนิงสะดุ้งใ“หยวนจือชิง เธอะโเรียกฉันทำไม”
หยวนซินฝืนยิ้มแข็งกระด้าง“เธอชอบโต๊ะตัวนี้เหรอ”
“ก็ไม่เชิงฉันแค่คิดว่าไม้ของโต๊ะตัวนี้คุณภาพไม่เลว เอาไปเผาทำเชื้อเพลิงคงจะอบอุ่นมาก”
“หว่านหนิงอย่าล้อเล่นสิ ูเาหลังหมู่บ้านเต็มไปด้วยไม้ที่เอามาทำฟืนได้เผาอย่างไรก็เผาไม่หมด แถมยังไม่ต้องเสียเงินซื้อ โต๊ะตัวนี้น่าจะต้องจ่ายเงินนะจะแบกกลับหมู่บ้านก็คงไม่สะดวก ได้ไม่คุ้มเสียหรอก”
“เธอพูดถูกฉันไปดูอย่างอื่นดีกว่า”
สวีหว่านหนิงเดินจากไปอย่างไม่เสียดาย
ขณะหันหลังกลับมาเธอไม่พลาดที่จะเห็นสีหน้าโล่งอกของหยวนซิน
อย่างนี้นี่เอง!
ในนิยายเขียนบรรยายฉากนี้เอาไว้หยวนซินมาหาหนังสือพิมพ์เก่าที่ร้านขายของเก่าและบังเอิญซื้อโต๊ะขาหักตัวนี้กลับไป หลังกลับไปถึงหน่วยจือชิงก็ค้นพบว่าข้างใต้โต๊ะตัวนี้มีรูที่ถูกปิดเอาไว้ และด้านในมีทองคำอยู่หนึ่งถุง
ในถุงมีทองคำอยู่อย่างน้อยสิบแท่ง
ทองคำแท่งเหล่านี้ก็คือต้นทุนในการสร้างธุรกิจของนางเอกในภายหลังหลังประกาศใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ หยวนซินใช้เงินก้อนนี้สร้างธุรกิจ ภายหลังเธอได้ทำความรู้จักกับคนใหญ่คนโตหลายคนและช่วยสร้างเส้นสายให้กับหลินอันได้เป็อย่างดี
สวีหว่านหนิงไม่คิดจะแย่งโอกาสไปจากนางเอก
เธอกลัวว่าตนมีปัญญาแย่งแต่จะไม่มีชีวิตได้ใช้มัน
อีกอย่างเธอก็มีนิ้วทองคำเป็ของตัวเองแล้ววัตถุดิบในนั้นไม่มีวันใช้หมด และเธอก็มีฝีมือการทำอาหารชั้นเลิศ ถ้าเจอกับโอกาสที่เหมาะสมเธอก็สามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองได้เหมือนกัน
พูดอีกอย่างคือทองคำสิบแท่งไม่มีค่าพอในสายตาของเธอ
ที่เมื่อครู่เธอทำแบบนั้นก็เพื่อหยั่งเชิงหยวนซินและถือเป็การหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเอาของกาลกิณีสิ่งนี้กลับไป
โอกาสของนางเอกก็คือกาลกิณีสำหรับเธอมิใช่หรือ!
สุดท้ายสวีหว่านหนิงก็เลือกโต๊ะไม่สูงมากมาสองตัว แม้จะมีตำหนิอยู่บ้าง แต่ปัญหาไม่ใหญ่มากกลับไปหาช่างไม้ฝีมือดีซ่อมแซมสักหน่อยก็ใช้งานได้ตามปกติ
โต๊ะสองตัวนี้เธอซื้อกลับไปให้ต้าชุนและเยาเม่ย
นอกเหนือจากนั้นเธอยังเลือกเตียงไม้พะยูงไหหลำมาอีกหนึ่งหลัง!
เพียงแต่เตียงหลังนี้มีแค่ท่อนบนไม่มีส่วนฐานที่เป็ขารอง
ทว่านี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ช่างไม้ฝีมือดีย่อมจัดการได้!
สวีหว่านหนิงยกโต๊ะออกไปข้างนอกด้วยตัวเองแต่สำหรับเตียงเธอคงยกไม่ไหว
มันหนักเกินไป
เธอจึงต้องขอความช่วยเหลือจากหลินอัน
หลินอันเห็นเตียงที่ความกว้างยาวกว่าส่วนสูงของเขาแล้วถามอย่างข้องใจ
“เธอจะเอามันไปทำอะไร”
จะแบกกลับบ้านไปเผาทำฟืนอย่างนั้นหรือ?