จิ่งเยี่ยนกุยเปิดสารบัญดู ก็พบว่ามีเครื่องหมายถูกขีดเต็มไปหมด จิ่งเยี่ยนกุย “...”
ถึงแม้ว่าวิชาวรรณคดีจะยาก แต่ด้วยมาตรฐานของวิชาภาษาจีนที่สั่งสมมาหลายปี ก็ไม่ถึงกับต้องท่องจำหนังสือ 'กู่เหวินกวานจื่อ' ทั้งเล่มหรอกมั้ง!
อาจารย์หลิวเห็นความสงสัยของเธอจึงอธิบายให้ฟัง “การสอบครั้งใหญ่ในทุกๆ ปี จะมีบทความวรรณคดีหนึ่งถึงสองบทความให้นักเรียนอ่านเพื่อทำความเข้าใจ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เก้าสิบเปอร์เซ็นต์มาจากเนื้อหาในกู่เหวินกวานจื่อ ระดับภาษาของเธอนั้นทำได้ดีอยู่แล้ว ทั้งการเขียนเรียงความก็เขียนได้ดีมาก เธอต้องเก็บคะแนนส่วนนี้ให้ได้เต็ม”
จิ่งเยี่ยนกุย “...”
เธอรู้สึกว่าอาจารย์หลิวกำลังบังคับให้เธอก้าวขึ้นไปเป็นที่หนึ่งของมณฑล
เธอคิดว่าอาจารย์หลิวเรียกเธอมาที่ห้องทำงานเพียงก็เพื่อจะให้เธอท่อง 'กู่เหวินกวานจื่อ' แต่ความเป็นจริงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เธอยังไม่เข้าใจถึงพลังของบรรดาอาจารย์มากพอ!
ได้ยินเพียงอาจารย์หลิวพูดว่า “อาจารย์ท่านอื่นๆ ก็มีอะไรอยากจะฝากเธอไว้เหมือนกัน”
จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่ทันได้สติ อาจารย์คณิตศาสตร์ก็เอาข้อสอบกองโตมาวางตรงหน้าเธอเสียแล้ว “การเรียนคณิตศาสตร์ไม่มีเคล็ดลับอะไรหรอก มีแต่ต้องฝึกฝนให้ชำนาญ! เธอทำข้อสอบพวกนี้ให้หมด แล้วเอามาให้ฉันตรวจในการสอบเดือนหน้า”
จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่ทันได้ตอบรับ กองข้อสอบนั้นก็ถูกยัดใส่อ้อมแขนของเธอเสียแล้ว
เธอเริ่มมึนงง จากนั้นอาจารย์วิชาอื่นๆ ก็ตามมาแล้วมอบข้อสอบให้เธอคนละหลายชุด จนกระทั่งอาจารย์วิชาสุดท้ายมอบข้อสอบให้เธอเสร็จ เธอก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างไปหมด
พวกอาจารย์นี่ กระตือรือร้นเกินไปแล้ว!
ข้อสอบเยอะเกินไป กระเป๋าหนังสือของเธอใส่ไม่พอสักนิด!
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกถึงความน่ากลัวของบรรดาอาจารย์เป็นครั้งแรกในชีวิต ไม่พูดพร่ำทำเพลง มาถึงก็ยัดข้อสอบให้เลย มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
ตอนที่เธอกำลังจัดข้อสอบทั้งน้ำตา เธอก็ได้ยินเสียงอาจารย์หลายคนกำลังคุยกันอยู่ข้างนอก
“ข้อสอบจะเยอะไปไหม? ฉันเห็นว่าเธอจวนจะร้องไห้อยู่แล้ว!”
“เธอไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียน พวกเราที่เป็นครู เมื่อเห็นว่ามีนักเรียนที่มีแววดีขนาดนี้ ก็ต้องกำชับดูแลให้ตั้งใจเรียน ข้อสอบพวกนี้แหละคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการดูแล!”
“ตอนนี้เธออาจจะรู้สึกไม่ยุติธรรม แต่พอสอบติดมหาวิทยาลัยดังได้ เธอจะขอบคุณพวกเราเอง!”
“เด็กผู้หญิงคนนี้หน้าตาสวยจริงๆ ลูกชายบ้านตระกูลฟางสายตาดีจริงๆ! ฉันอยากให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองหลวงเหมือนกัน”
“ถ้าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองหลวงได้ ท่านฟางจะให้โบนัสพวกเราไหม?”
“ก็อาจจะมีนะ ถ้าเราตั้งเป้าหมายให้เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองหลวง ฉันว่าข้อสอบที่ให้ไปเมื่อกี้มันยังน้อยไป”
“ไม่เป็นไร เดือนหน้าเธอก็ต้องมาสอบที่โรงเรียนอีก เรามีเวลาเตรียมตัวได้อีกเยอะ!”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินบทสนทนาของอาจารย์แล้วอยากจะร้องไห้จริงๆ เธอไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเมืองหลวงแล้วได้ไหม?
อาจารย์หลิวกลั้นหัวเราะ แล้วตบไหล่จิ่งเยี่ยนกุยด้วยท่าทางเคร่งขรึม “การที่เธอไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียน ทำให้เธอตามหลังนักเรียนคนอื่นๆ อาจารย์ทำไปก็เพื่อเธอทั้งนั้น”
จิ่งเยี่ยนกุยอดไม่ได้ที่จะถาม “อาจารย์หลิวคะ เป็นเพราะปกติคุณลุงฟางคุมเข้ม ตอนนี้พวกเขาเลยแก้แค้นเป็นการส่วนตัวใช่ไหมคะ?”
“จะเป็นไปได้ยังไง!” อาจารย์หลิวพูดอย่างจริงจัง “เด็กคนนี้คิดอะไรอยู่เนี่ย! เชื่อฟังอาจารย์หน่อย แล้วไปทำข้อสอบซะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าตัวเองถูกฉาบฉวยแบบขอไปที เธอรู้สึกว่าบรรดาอาจารย์เหล่านี้ได้เรียนรู้กลยุทธ์ข้อสอบในอีกยี่สิบปีข้างหน้าไปแล้ว ถ้าอยากทำคะแนนสอบให้ได้สูงๆ การทำข้อสอบเยอะๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดี
เธอคิดแล้วว่า ถ้าว่างเมื่อไหร่จะทำข้อสอบ ทำได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น
ตอนที่เธออุ้มกองข้อสอบออกจากอาคารเรียน ก็เห็นอู๋หมิงลี่ยืนรออยู่ที่บันได ท่าทางเหมือนจงใจรอเธออยู่
จิ่งเยี่ยนกุยยังไม่ทันเดินเข้าไปหา ก็ได้ยินอู๋หมิงลี่พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “อย่าคิดว่าสอบได้ดีกว่าฉันครั้งนี้แล้วจะเก่งนะ ด้วยคะแนนตอนนี้ของแกน่ะไม่มีทางเข้าโรงเรียนดีๆ ได้หรอก”
จิ่งเยี่ยนกุยยิ้ม “ขอบคุณที่เป็นห่วง ฉันว่าฉันยังพอมีโอกาสพัฒนาอีกเยอะ ถ้าสอบไม่ได้จริงๆ ก็ยังสามารถซิ่วได้ เพราะฉันยังเด็กอยู่”
อู๋หมิงลี่ที่ซิ่วมาสามปีก็ยังสอบเข้าโรงเรียนดีๆ ไม่ได้ถึงกับพูดไม่ออก
จิ่งเยี่ยนกุยเดินผ่านเธอไป ตอนที่ทั้งสองกำลังจะเดินสวนกัน อู๋หมิงลี่ก็เอื้อมมือมาคว้าแขนเธอไว้ “อย่ามาทำเป็นตั้งใจเรียนหน่อยเลย หน้าตาแบบแกน่ะ เข้ามาโรงเรียนก็แค่จะมาหาผู้ชายในเมืองไปแต่งงานไม่ใช่รึไง! หน้าด้านจริงๆ เชอะ!”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าอู๋หมิงลี่ได้รับถ่ายทอดจากอาหญิงใหญ่จิ่งมาเต็มๆ สิ่งที่อยู่ในหัวของเธอช่างน่าสะอิดสะเอียนจนอยากจะอาเจียน จึงพูดเสียงต่ำว่า “ปล่อยมือ!”
อู๋หมิงลี่ไม่สนใจ ยังคงจับแขนเธอไว้แน่น “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ ที่ผ่านมาแกไปขอให้แม่ฉันหาคู่ให้แก แกนี่มันหน้าด้านจริงๆ จิ่งเยี่ยนกุย เพื่อที่จะได้แต่งเข้าไปอยู่ในเมือง แกถึงกับจะยอมแต่งกับผู้ชายแก่ๆ ตั้งสี่สิบกว่าปี!”
เธอพูดถึงตรงนี้ก็เสริมด้วยสีหน้าขยะแขยง “น่าขยะแขยงจริงๆ!”
จิ่งเยี่ยนกุยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใครบอกเธอเรื่องนี้?”
แววตาของเธอดุดันราวกับน้ำแข็ง อู๋หมิงลี่ไม่เคยเห็นสายตาที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน หัวใจของเธอถึงกับเต้นกระหน่ำ แต่ก็ตั้งสติได้ในเวลาอันสั้น เธอเป็นคนเมือง เกิดมาก็สูงส่งกว่าจิ่งเยี่ยนกุยอยู่แล้ว จะไปกลัวจิ่งเยี่ยนกุยทำไม!
อู๋หมิงลี่จึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จะไปสนทำไมว่าใครพูด! แกกล้าทำเรื่องหน้าด้านแบบนั้นแล้วยังจะไม่ให้คนพูดอีกเหรอ?”
ดวงตาของจิ่งเยี่ยนกุยฉายแววขยะแขยง “อาหญิงใหญ่เป็นคนบอกเธอใช่ไหม?”
“แม่ฉันบอกแล้วมันทำไม!” อู๋หมิงลี่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ แกเห็นว่าแม่ฉันสุขสบาย ก็เลยอยากจะทำตาม อยากจะใช้วิธีทุกอย่างเพื่อที่จะได้แต่งเข้าเมือง!”
“แต่แกมันก็แค่คนโง่ที่เติบโตมาในชนบท โคลนที่ขาของแกยังล้างไม่หมดเลย แกจะเอาอะไรไปเทียบกับแม่ฉัน? ถึงกับอยากจะเลียนแบบแม่ฉัน! แกไม่มีสิทธิ์หรอก!”
จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าเรื่องของอวี๋ซือเหยี่ยคงจะทำให้อาหญิงใหญ่จิ่งได้รับบทเรียนแล้ว และเงียบไปสักพัก ไม่คิดว่าอาหญิงใหญ่จิ่งจะพูดเรื่องนี้กับอู๋หมิงลี่แบบนี้
คงไม่ใช่แค่พูดกับอู๋หมิงลี่แบบนี้ แต่คงพูดกับคนอื่นๆ แบบนี้ด้วย
ตอนนี้เรื่องของอวี๋ซือเหยี่ยก็จบลงแล้ว ไม่อย่างนั้นอาหญิงใหญ่จิ่งคงจะฉวยประโยชน์จากการขายจิ่งเยี่ยนกุย แต่ก็ยังพูดลับหลังว่าจิ่งเยี่ยนกุยอายุยังน้อยก็ประพฤติตัวไม่ดี ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้แต่งเข้าเมือง ถึงกับยอมแต่งงานกับผู้ชายที่เจ้าชู้และเมียที่ตายแล้ว เพื่อหวังจะอยู่สุขสบาย
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่าคนอย่างอู๋หมิงลี่ ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ เธอจึงจ้องหน้าอู๋หมิงลี่อย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “คนบ้านนอกแล้วมันทำไม? ตลอดหลายปีมานี้ ฉันได้ไปกินข้าวบ้านเธอ ใช้เงินบ้านเธอ หรือได้ผลประโยชน์จากบ้านเธอหรือไง? ไม่ได้สักอย่าง!”
“ในเมื่อเธอพูดถึงเรื่องของอวี๋ซือเหยี่ยแล้ว งั้นเธอก็ควรถามแม่เธอก่อนว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นยังไง พวกเธอทั้งครอบครัวหน้าด้านไม่มีความละอาย อย่าคิดว่าคนอื่นจะไร้ยางอายเหมือนพวกเธอไปซะหมด!”