สารจากผู้แต่ง: เนื้อเื่ของนิยายนี้จริงๆเริ่มจาก บทที่1 เนื้อหาของส่วน อารัมภบท จะเป็การเกริ่นที่มาที่ไปของพระเอกก่อน ถ้าไม่รู้สึกไม่อยากอ่านหรือเบื่อสามารถข้ามไปอ่าน บทที่1 ได้เลยครับ (แต่ในฐานะผู้แต่ง ผมแนะนำ)
สารจากผู้แปล: เนื้อเื่ในส่วนอารัมภบทจะไม่น่าตื่นเต้นมากเท่ากับเนื้อหาจริงๆ ถ้าเบื่อผมก็แนะนำว่าข้ามไปอ่านบท1เลยดีกว่าครับ
****************************************************************
อารัมภบท 1
ไม่ว่าคุณจะเป็คนที่มองโลกในแง่ดีหรือร้าย ยังไงคุณก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าชีวิตของชายหนุ่ม เดเรค แมคคอย นั้นดีหรือไม่เพราะเขาก็เป็แค่คนธรรมดาๆคนนึงที่ไม่ได้พิเศษอะไร
พ่อเขาเป็โรคไบโพลาร์ ชอบใช้ความรุนแรงกับครอบครัว ซึ่งใน่ซึมเศร้าเขามักจะเก็บตัวอยู่ในห้องเป็วันๆ ออกมาเพื่อแค่กินข้าว เข้าห้องน้ำและทำให้ชีวิตของเดเรคต้องทุกข์ระทมขึ้นเท่านั้น ใน่ที่เขาบ้างาน เขาก็จะทำงานเหมือนคนบ้าแต่ว่าด้วยความไร้ความสามารถทั้งด้านธุรกิจและสังคมของเขา เขาจึงไม่สามาถประสบความสำเร็จหรือหาเส้นสายได้
ในสายตาของเขาเหล่าลูกชายของเขานั้นเป็เพียงแค่ความอัปยศที่ต้องทำให้เขาอับอายอยู่เสมอ
“ไม่เคยจะตั้งใจเรียน ไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพพ่อแม่” รวมไปถึงการะโด่าทอ ในทุกๆครั้งที่พวกเขาทำความผิดแม้เพียงเล็กน้อย โดยจะย้ำอยู่เสมอว่าลูกของเขาเป็แค่ปรสิตคอยกัดกินนำ้พักน้ำแรงของเขาเพื่อความอยู่รอดไปวันๆ
แต่บางครั้งแค่คำพูดมันไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเื่ผลการเรียนหรืองานบ้านที่สั่งให้ทำไปไม่รู้กี่รอบ เขาก็จะมีเข็มขัดหนังคู่ใจที่จะมาทำหน้าที่เป็คุณครูอีกคน มาเป็ผู้ช่วยสั่งสอนลูกชายที่ไม่เอาไหนของเขา
เพราะอย่างนั้น เดเรคและน้องชายของเขา คาร์ล เลยต้องหาวิธีการในการเอาตัวรอดในสถานการณ์นั้นด้วยตัวเอง ในเมื่อแม่ผู้ขาดสติได้ทอดทิ้งลูกชายสองคน หลังจากคลอดคาร์ลเพื่อปลีกตัวเอง และออกตามหาชีวิตที่สงบสุข โดยการออกห่างจากพ่อของเดเรคให้ได้มากที่สุด
เดเรคผู้ที่โตกว่าน้องชายคาร์ลสองปี ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะช่วยน้องชาย แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงพวกเขาก็ไม่สามารถหลุดพ้นจะเงื้อมมือของพ่อเขาไปได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาโตมาพร้อมกับการอ่านเื่ราวของวีรบุรุษที่จะคอยช่วยเหลือผู้อ่อนแอเพื่อพดุงความยุติธรรม แต่มันก็ไม่มีใครมาช่วยพวกเขาเลย
ทุกๆวันอาทิตย์ พวกเขาจะถูกบังคับให้ไปโบสถ์แล้วสวดภาวนาต่อพระเ้า แต่ไม่ว่าพวกเขาจะอ้อนวอน หรือทำตัวดีมากแค่ไหน ปาฏิหารติที่จะมาช่วยพวกเขาก็ไม่เกิดขึ้น
โรงเรียนเป็สถานที่แห่งเดียวที่ให้ความสุขและสงบกับพวกเขาได้ แต่ความสุขก็อยู่ได้ถึงแค่ชั้นประถม พอขึ้นมัธยม พวกเขาก็ถูกดูถูกเหยียดหยามและกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงั้แ่เดือนแรก เสื้อผ้าถูกๆและหม่นหมองที่ใส่ทำให้พวกเขาตกเป็เป้าหมายในทันที และด้วยความที่พวกเขาชินชากับการถูกทำร้ายร่างกาย พวกเขาจึงไม่แม้แต่จะสู้กลับ
หลังจากที่เดเรคต้องทนทุกข์ทรมานในเวลาที่เหมือนจะเป็่ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตเป็เวลาหนึ่งเดือน เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เขาพยามยามทำให้ทุกอย่างดีขึ้นด้วยการไปแจ้งศูนย์สังคมสงเคราะห์เื่ที่พ่อของเขาทำร้ายร่างกายลูกๆด้วยอีเมล์นิรนาม แต่ด้วยปริมาณงานที่เยอะมากของหน่วยงานและจำนวนคนที่ไม่มากพอ พวกเขาแค่มาตรวจดูที่บ้านเพียงครั้งเดียวแล้วก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
เขาได้พยายามจะยุติการกลั่นแกล้งที่โรงเรียนโดยการฟ้องครู แต่ครูเองก็ไม่สนใจแล้วส่งเื่ต่อไปที่ครูใหญ่ ผู้ซึ่งไม่อยากยุ่งในเื่เล็กๆน้อยๆที่เขามองว่าเป็การแกล้งเล่นกันของเด็กๆ เขาจึงแจ้งไปถึงพ่อของเดเรคโดยหวังว่าจะให้เื่เงียบไป ซึ่งนั้นทำให้เดเรคถูกซ้อมหนักกว่าเดิมเพราะพ่อของเขาคิดว่าเขาไม่มีความเป็ลูกผู้ชายมากพอที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตัวเอง
“แกโง่มากจนจำอะไรที่ฉันสอนไม่ได้เลยเหรอ ถ้ามีปัญหาอะไรก็อย่าให้คนอื่นมาช่วย! อยากได้อะไรก็ลุกขึ้นมาทำด้วยตัวเองสิ!!”
เดเรคไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ในคืนนั้นเขาร้องไห้หนักมากทั้งคืนจนหลับไป และนั้นคือฟางเส้นสุดท้าย วันต่อมาเขารู้สึกเหมือนเป็คนใหม่ สมองปรอดโปร่ง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสิ้นหวัง เขาต้องวางแผนหาทางเอาคืน
เขาต้องใช้เวลาหลังจากนั้นอีกหลายปีกว่าเขาจะรู้ตัวว่าบางอย่างในจิตใจของเขา ณ ตอนนั้นได้ตายไปแล้ว เขาไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีก ไม่มีความหวัง ไม่มีความรู้สึกผูกพันธ์หรือความรู้สึกดีใดๆกับใครได้อีกแล้วเพราะเขาในตอนนั้นถูกล้อมรอบไปด้วยศัตรูหากเขา้าจะอยู่รอดเขาต้องสู้เท่านั้น
ในวันนั้นเองเขาขอพ่อของเขาเรียนศิลปะการป้องกันตัว ซึ่งเป็ที่น่าแปลกใจมากที่พ่อของเขายอมให้เขาเรียนแต่โดยดี พ่อของเดเรคดีใจเสียด้วยซ้ำที่เดเรคอ้างว่าจะเรียนเพื่อจะที่เป็ลูกผู้ชายได้เต็มตัว โดยมีเพียงข้อแม้หนึ่งเดียวว่าต้องเรียนให้ครบ1ปีไม่งั้นเขาจะทำให้เดเรคเสียใจที่ทำให้เขาเสียเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง
หลังจากนั้นทุกวัน ไม่เพียงแต่เขาจะฝึก “ยิวยิตสู” เขายังตื่นนอนเร็วกว่าเดิมสองชั่วโมงทุกวันเพื่อที่จะทำร่างกายตัวเองให้แข็งแกร่งด้วยการ วิดพื้น สควอต ซิตอัพและวิ่งจนกว่าเขาจะวิ่งต่อไปไม่ไหว ภายในไม่กี่เดือนเขาสามารถที่จะทำทุกอย่างนั้นได้วันละ100ครั้ง รวมถึงวิ่งได้ 10 กิโลก่อนไปโรงเรียน
ดูเหมือนว่ายิวยิตสูจะเป็ศาสตร์ป้องกันตัวที่เหมาะกับสถานการณ์ที่เดเรคเจอมากที่สุด เพราะยิวยิตสูขั้นต้นจะเน้นไปที่การป้องกันตัวเป็ส่วนใหญ่แต่ก็ยังสามารถที่จะนำมาประยุกต์เพื่อโจมตีรวมไปถึงมีวิธีการโจมตีด้วยลูกไม้สกปรกๆอีกด้วย
ในที่สุดเดเรคก็ค้นพบสิ่งที่เขาทำได้ดี หลังจากที่เขาฝึกซ้อมยิสยิตสูมาพักหนึ่ง เขาไม่ใช่คนที่โดดเด่นในเื่ของความยืดหยุ่นหรือความเร็วในการเรียนรู้ ััประสาทและกล้ามเนื้อของเขาก็ไม่ต่างไปจากคนอื่นมากนัก ความสามารถพิเศษของเขาอยู่ที่การจับช่องเวลาและจุดตายในการโต้กลับ ระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังโจมตี
ถึงขนาดที่ว่าตอนที่อาจารย์สอนเกี่ยวกับศาสตร์ของกระบี่และมีดสั้น เดเรคก็ยังสามารถที่จะจับจุดแข็งของท่านั้นในครั้งแรก หรือบางท่าก่อนที่อาจารย์จะสอนเสร็จเสียอีก
ความสามารถพิเศษของเดเรคนั้นเป็สิ่งที่ทั้งน่าตื่นตาตื่นใจ และน่าผิดหวังในเวลาเดียวกัน เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร แม้ว่าไอคิโด้จะเป็กีฬาที่มีการแข่งขันสากล แต่การโจมตีที่ตา หลอดลม หรือหัวหน่าวก็เป็สิ่งที่ผิดกฎอยู่ดี
เดเรคฝึกแบบนั้นอยู่หลายเดือนในขณะที่ทำตัวให้ไม่ตกที่เป็ที่สนใจในโรงเรียน และเริ่มวางแผนการขั้นต่อไปของเขา
จนกระทั่งวันปลายเทอมแรก.....เดเรคหยุดซ่อนตัวจากพวกอันธพาลที่พยายามตามรังควานเขาและโต้ตอบด้วยคำด่าที่เขาจดมาจากอินเตอร์เน็ต เขาพยายามระมัดระวังตัวในระหว่างวันหลังจากเหตุการณ์นั้นโดยไม่ไปเข้าห้องน้ำหรืออยู่คนเดียวนานๆและพยายามอยู่ในบริเวณที่มีสายตาของผู้ใหญ่สอดส่องตลอด ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เหล่าอันธพาลก็หมายหัวเขา เขาเห็นดังนั้นเลยเย้ยไปว่า
“ฉันทนไม่ไหวกับพวกแกแล้วว่า ไอ้พวกขยะ ถ้าแน่จริงอีกหนึ่งชั่วโมงมาเจอกันหลังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ระหว่างถนนลิงคอล์นกับซอย3”
“ถ้าแกอยากตายนัก เดี๋ยวพวกฉันจัดให้ ไอ้ตุ๊ด แต่มีแค่แกกับพวกฉันสามคน ตกลงมั้ย”
เดเรคพยักหน้าทันทีถึงแม้เขาจะไม่เชื่อในคำพูดเ่าั้เลยสักนิด และความคิดของเดเรคก็แม่นยำเหมือนที่เขาคิดไว้ เพราะพวกอันธพาลเอาพวกมาเพิ่มอีกสองคน เดเรคยืนพิงกำแพงรอพวกนั้นอยู่สุดตรอกซึ่งเป็ตรอกตันที่มีทางออกแค่ทางเดียว
“อยู่นี่นี่เอง คิดว่าแกจะหนีกลับบ้านไปแล้วซะอีก”
พวกอันธพาลหัวเราะกันยกใหญ่ “ โทษทีที่มาสายนะพวก หวังว่าแกจะไม่ว่าอะไรนะที่เพื่อนๆฉันมันก็อยากสนุกด้วยน่ะ”
เดเรคแสยะยิ้ม และยกไหล่ขึ้นพร้อมกับแสดงท่าทีว่าเขาไม่ได้สนใจอะไรพร้อมพูดว่า
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะกี่คน ขยะก็เป็ขยะอยู่วันยังค่ำ ที่ฉันเลือกตรอกนี้ก็เพราะมันมีถังขยะเยอะมากพอที่จะยัดพวกแกลงไปทุกคนไงล่ะ”
ประโยคสุดท้ายทำพวกนั้นทนไม่ไหวและพุ่งเข้าหาเดเรคทันที
“รุมกระทืบมัน พวกเรา! อย่าให้มันหนีไปได้ ! ให้มันสำเหนียกตัวเองหน่อยว่าใครกันแน่ที่เป็ขยะ”
พวกอันธพาลตกหลุมพรางที่เดเรควางเอาไว้อย่างจัง เขาเตรียมการทุกอย่างมาอย่างดี เลือกจุดที่ดีที่สุดในการนัดพบ เดเรคเลือกตรอกตันที่ถนนลินคอล์นโดยมีเป้าหมายเพื่อไม่ให้พวกนั้นหนีไปได้ บวกกับความสลัวของตรอกที่จะช่วยให้พวกอันธพาลมองไม่เห็นลวดที่เดเรคขึงไว้ที่ระดับตาตุ่ม
สองคนแรกที่พุ่งเข้ามาล้มหน้าคะมำกระแทกพื้นคอนกรีตอย่างแรง พวกที่วิ่งตามมาติดๆชะงักเล็กน้อย จุดสังเกตุสายตาของพวกเขาเปลี่ยนจากเดเรคลงไปที่พื้นทันทีด้วยความใจนไม่เห็นว่ามีท่อเหล็กขนาดเท่าแขนกำลังตรงดิ่งเข้ามาที่พวกเขา
เดเรคใช้ท่อเหล็กตีไปที่ขมับ เข่าและ น้องชายของพวกนั้นอย่างเต็มแรง ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็สองคนแรกที่กำลังพยายามที่จะลุกขึ้น จนพวกนั้นล้มลงไปนอนกับพื้นอีกรอบ
เมื่อเห็นพวกนั้นนอนร้องโอดครวญด้วยความเ็ป เดเรคจึงเดินไปตัดเส้นลวดที่เขาขึงไว้ก่อนหน้าเพื่อที่เขาจะได้เดินได้สะดวก ก่อนจะเดินไปทุบตีพวกนั้นด้วยท่อเหล็กอีกยก โดยเขาเล็งตรงไปที่อวัยวะสุดที่รักของพวกนั้นเป็พิเศษ
ณ ่เวลานั้น ลึกๆแล้ว เดเรครู้ตัวว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นมันไม่ถูกต้องแต่เขาก็ไม่สนใจ ในเมื่อโลกนี้ไม่เคยให้ความยุติธรรมกับเขา เขาก็จะใช้ความอยุติธรรมที่โลกมี มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับเขาเอง
เมื่อเดเรคตีจนพอใจแล้ว เขาก็ดึงเครื่องช็อตไฟฟ้าที่ยืมมาจากพ่อของเขาออกมาช็อตทั้งห้าคนจนสลบไป ถอดเสื้อผ้าพวกนั้นจนไม่เหลือแม้แต่กางเกงในและถ่ายรูปเรียงไปทีละคน พร้อมทั้งเปลี่ยนท่านอนให้พวกเขา ทำทีว่ากำลังทำกิจกรรมบัดสีกันในตรอกตอนกลางวันแสกๆ
หลังจากเขาที่ถ่ายจนพอใจ เดเรคเอาน้ำมาสาดให้พวกนั้นตื่นและพูดว่า “ขอโทษทีที่มาขัดจังหวะกิจกรรมสนุกๆ นะสาวๆ แต่ช่วยฟังทางนี้หน่อยสิ”
เมื่อพวกนั้นตื่นขึ้น พวกเขาแทบจะไม่ได้สังเกตเลยว่าตัวเองแก้ผ้าและกอดกันอยู่เนื่องจากความเ็ปตามร่างกายที่ยังคงอยู่แม้ว่าจะหลับไปแล้วหนึ่งตื่นก็ตาม พวกเขาชำเลืองเห็นท่อเหล็กในมือเดเรค พลางคิดในใจว่าการเถียงเดเรคตอนนี้อาจจะเป็ความคิดที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พวกเขาจึงเลือกที่จะเงียบและฟังต่อ
“พอดีฉันเอารูปพวกแกมาลงสมุดภาพน่ะ ดูนี่สิ มีหนังสั้นอีก ฉันอัพโหลดขึ้นคอมและคลาวด์แล้วด้วย ถ้าข้อมูลพวกนี้มันตกไปอยู่ในมือบางคนที่ฉันไม่รู้จัก เช่นตัวฉันเอง แล้วถ้าคนที่ได้ไปเป็คนที่ไม่ได้มีจิตใจดีเหมือนฉันเนี่ยแล้วดันเผลอไปอัพโหลดข้อมูลพวกนี้ลงไปในเว็บหารูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกมันจะเป็ไงน้า ก็อย่างที่เขาพูดกันแหละน้า โลกอินเตอร์เน็ตน่ะเขาไม่ลืมกันหรอก ภาพพวกนี้ก็จะไม่มีวันหายไป”
พวกอันธพาลเริ่มร้องไห้และอ้อนวอนเดเรค แต่เขาไม่สนใจและพูดต่อ
“มันคงจะเป็ประสบการณ์ที่แย่สุดๆเลย ถ้ามีคนที่นายรู้จักอย่างย่าของนายที่เพิ่งหัดเล่นโทรศัพท์ แฟนนาย หรือแม้กระทั่งมหาลัยที่นายจะเข้า ค้นหาชื่อนายในอินเตอร์เน็ต แล้วดันเจอรูปพวกนี้เป็รูปแรกๆเนี่ย........”
“อย่านะเพื่อน อย่าทำแบบนั้นเลย” “ขอร้องล่ะ ฉันไม่รู้จักนายด้วยซ้ำ ฉันแค่พยายามจะช่วยเพื่อนของฉันเอง” “เราแค่เล่นกันขำๆเองหน่าเพื่อน ยกโทษให้ฉันเถอะนะ”
เสียงร้องอ้อนวอนที่ดังระงมตรงนั้นทำให้เดเรคขนลุก คลื่นไส้ ขยะแขยงความจอมปลอมของคนพวกนี้ ก่อนจะพูดว่า
“ฉันไม่สนคำแก้ตัวน่าสมเพชของพวกแกหรอกนะ จำไว้แค่ว่าหลังจากวันนี้เป็ต้นไป ‘อย่ามายุ่งกับฉันอีก!!’ อ่อแล้วก็ อย่าลืมสวดภาวนาให้ฉันอย่าเป็อะไรไปด้วยละ เพราะว่าถ้าฉันไม่ใส่รหัสเข้าระบบคลาวด์ทุกวันรูปทั้งหมดนี้จะถูกอัพโหลดไปทุกที่บอกอินเตอร์เน็ตน่ะ”
เดเรคเดินหนีออกมาโดยที่ไม่ได้ฟังคำตอบของพวกนั้นเลยสักนิดก่อนที่จะหันกลับมา
“ฉันลืมบอกไปอย่างน่ะ... ฉันโยนเสื้อผ้าพวกแกไปในถังขยะแต่ก็จำไม่ค่อยได้ด้วยสิว่าถังไหน ถ้าไม่อยากกลับบ้านชุดวันเกิดก้เริ่มคุ้ยกันได้แล้ว ไปละนะ พวกสวะ”
เดเรคตรงกลับบ้านด้วยความรู้สึกสุขเหมือนตัวเขากำลังลอยอยู่บนเมฆ เขาไม่เคยรู้สึกภูมิใจในตัวเองขนาดนี้มาก่อน และเขาก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะไม่ต้องนึกถึงพวกอันธพาลพวกนั้นอีกต่อไปแล้ว...