"คุณชาย..."
เสียงเคาะประตูห้องหนังสือดังขึ้น เด็กหนุ่มที่อยู่ในห้องเพียงลำพังเปิดประตูออกไป ก็เห็นว่านอกจากอาจิ่วบ่าวรับใช้คนสนิทที่ยืนอยู่หน้าประตูแล้ว ยังมีหลิ่วอี๋อยู่ด้วยอีกคน
สวี่ิสือขมวดคิ้วเล็กน้อย
ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้ หลิ่วอี๋มาหาเขาที่นี่ทำไมกัน
"ข้ามีเื่สำคัญมาก ต้องพูดกับคุณชายเป็การส่วนตัว!" แม้เวลานี้หลิ่วอี๋จะพยายามสะกดกลั้นสีหน้าร้อนรนเอาไว้ ทว่าสองมือที่กำห่อผ้าไว้แน่นกลับเผยให้เห็นถึงความตึงเครียดถึงขีดสุด
"มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ"
หลิ่วอี๋ปรายตามองอาจิ่วอย่างลำบากใจ
อาจิ่วตวัดสายตามองค้อนนางอย่างไม่เกรงใจ— เลิกคิดจะกันเขาออกไปได้เลย หากนางคิดมิดีมิร้ายกับคุณชายขึ้นมาจะทำอย่างไร แม้คุณชายจะเพิ่งอายุสิบขวบ ทว่ามีฐานะสูงส่ง ในจวนจึงเริ่มมีสาวใช้รุ่นเยาว์สองสามคนอยู่ไม่สุขคอยมาป้วนเปี้ยนตรงหน้าคุณชายบ้างแล้ว
"อาจิ่วเป็คนที่ข้าไว้ใจ" สวี่ิสือกดความรำคาญใจเอาไว้ มองห่อผ้าในอ้อมแขนของหลิ่วอี๋แวบหนึ่ง แล้วขมวดคิ้วถาม "เ้าจะเดินทางไกลหรือ"
"ใช่ เดิมทีข้าตั้งใจจะไปหาท่านแม่..." หลิ่วอี๋ไม่สนอะไรอีกต่อไป ทำได้เพียงยืนพูดกับเขาอยู่ตรงนั้น "คุณชายคงยังไม่รู้ หลายวันนี้คุณหนูมีท่าทีผิดปกติอย่างยิ่ง บางทีอาจเป็เพราะป่วยมานาน จึงเลอะเลือนไปบ้างแล้ว..."
สีหน้าของสวี่ิสือไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
เขาก็รู้สึกเหมือนกันว่าหลายวันนี้สวี่ิอี้ผิดปกติมาก
"ไม่รู้ว่าไปหลงเชื่อคำพูดของคนมีแผนร้ายคนไหน ถึงได้สงสัยว่าอาการป่วยของนางเป็ฝีมือข้าที่ทำร้ายนาง!" หลิ่วอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ หยาดน้ำตาคลอเบ้า "จะมีเื่เช่นนี้ได้อย่างไรกัน... ข้าเติบโตมากับนางั้แ่เด็ก ย่อมรู้นิสัยของนางดี ในเมื่อครั้งนี้นางสงสัยมาถึงตัวข้า จะต้องอาละวาดครั้งใหญ่อย่างแน่นอน..."
สวี่ิสือประหลาดใจเล็กน้อย
สวี่ิอี้สงสัยว่าอาการป่วยของนางเกี่ยวข้องกับหลิ่วอี๋หรือ
"หากนางแค่อาละวาดใส่ข้า ข้าทนรับไว้ก็แล้วไปเถอะ... แต่วันนี้ประจวบเหมาะกับที่นายท่านผู้เฒ่ากลับมาที่จวนพอดี อีกทั้งยังเป็วันเกิดของนาง คนในบ้านก็มักจะขัดใจนางไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อครู่ข้าได้ยินความเคลื่อนไหวจากเรือนหน้า พอให้คนไปสืบดูถึงรู้ว่าแม้แต่อนุหร่วนที่ปกติสนิทสนมกับข้าก็ยังพลอยติดร่างแหไปด้วย!"
หลิ่วอี๋มองเด็กหนุ่มที่เพิ่งอายุครบสิบขวบตรงหน้า คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของเขา แล้วกล่าวต่ออย่างได้จังหวะ "คุณชายเป็ถึงซื่อซุนของจวน ปีที่แล้วเพียงเพราะถูกคุณหนูใส่ความว่าท่านจงใจตัดสายธนูของนางขาด จึงถูกฮูหยินลงโทษอย่างหนัก... คุณชายเป็ถึงหลานชายคนโตของภรรยาเอก ยังต้องถูกลงโทษเพียงเพราะคำกล่าวหาลอย ๆ ไร้หลักฐานของคุณหนู แล้วนับประสาอะไรกับข้าเล่า... โดยเฉพาะครั้งนี้เื่ยังเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของคุณหนู คิดดูแล้วข้ายิ่งไม่มีทางหนีพ้นไปได้ง่าย ๆ แน่"
พูดพลางสะอื้นไห้จนแทบไม่มีเสียง
"ข้ารู้ว่าคุณชายมีจิตใจเมตตามาตลอด ครั้งนี้ข้าหมดหนทางแล้วจริง ๆ จึงมาหาคุณชายที่นี่..."
นางคว้าแขนข้างหนึ่งของสวี่ิสือทั้งน้ำตานองหน้า "...ขอเพียงคุณชายให้ข้าหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ให้พ้นคืนนี้ไป รอให้พรุ่งนี้หาโอกาสออกจากจวนเจิ้นกั๋วกงไปได้ก็พอ! วันข้างหน้าเมื่อความจริงกระจ่าง ข้าจะกลับมาที่จวนเพื่อตอบแทนบุญคุณที่คุณชายปกป้องข้าในวันนี้!"
ตอบแทนหรือ
นั่นเขาไม่้าหรอก
สวี่ิสือมองแขนข้างที่ถูกนางจับไว้ เอ่ยอย่างใช้ความคิด "พูดกันตามตรง เ้าเพียงแค่เห็นว่าข้ากับพี่หญิงไม่ถูกกัน รู้ว่าในใจข้ามีความไม่พอใจต่อนางอยู่มาก ต่อให้เห็นแก่บัญชีแค้นในอดีตที่นางเคยใส่ความข้า ข้าก็จะต้องยอมช่วยเ้าในครั้งนี้อย่างแน่นอน"
สีหน้าของหลิ่วอี๋ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็กลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
นางรู้ว่าสวี่ิสือฉลาดกว่าเด็กทั่วไป
แต่ฉลาดแล้วอย่างไรเล่า ใครใช้ให้ปกติสวี่ิอี้ล่วงเกินผู้คนไว้มากมายนัก แม้แต่น้องชายแท้ ๆ ของตนเองก็ยังคอยกลั่นแกล้งสารพัด...
ระหว่างสวี่ิสือกับสวี่ิอี้นั้นฟาดฟันกันอย่างไร เด็กวัยเท่าสวี่ิสือมีนิสัยใจคอเป็เช่นไร นางมั่นใจว่าตนเองกุมจุดอ่อนไว้ได้ชัดเจนกว่าใคร
หลายปีมานี้ นางอาศัยการคาดเดาจิตใจและคอยดูสีหน้าผู้คน ถึงได้ใช้ชีวิตในจวนเจิ้นกั๋วกงได้อย่างราบรื่น
"เ้าบอกว่าตอนนี้นางสงสัยว่าเ้าคิดจะทำร้ายนาง แล้วข้ากับนางก็มีเื่บาดหมางกันอยู่มากจริง ๆ..." สวี่ิสือเอ่ยเสียงแ่ ในแววตายังคงเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
หลิ่วอี๋ฟังแล้วดวงตาก็เป็ประกายขึ้นมาเล็กน้อย ในใจเกิดความหวังท่วมท้น ทว่าขณะกำลังจะเอ่ยอะไรต่อ จู่ ๆ ก็เห็นสีหน้าลังเลของเด็กหนุ่มถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น ปากพึมพำราวกับพูดกับตัวเองว่า "ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าสู้พาเ้าไปอยู่ตรงหน้านางดีกว่า... จะได้เป็บันไดให้นางยอมลงให้ด้วย"
...นางฟังผิดไปหรือเปล่า!
หลิ่วอี๋ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ได้ยินสวี่ิสือหันไปสั่งบ่าวรับใช้ "อาจิ่ว พาตัวนางไปเรือนหน้า!"
เขาไม่ใช่คนใจคอคับแคบ ในทางกลับกัน เขาไม่เคยโกรธเกลียดสวี่ิอี้จริง ๆ เลยสักครั้ง
แม้บางครั้งจะโกรธนางจริง ๆ แต่พอผ่านไปหลายวันเมื่อความโกรธคลายลง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะอยากทำดีกับนาง... เขารู้ว่านี่มันช่างไม่เอาไหนเอาเสียเลย แต่เขาก็ควบคุมตัวเองไม่ได้นี่นา!
ยิ่งไปกว่านั้น... เื่ตัดสายธนูขาดนั่นก็เป็ฝีมือเขาจริง ๆ ไม่ใช่ว่าสวี่ิอี้ใส่ความกล่าวหาแต่อย่างใด
ตอนนั้นเขาทะเลาะกับสวี่ิอี้ยกใหญ่ ในใจโมโหจนทนไม่ไหว จึงเอาคันธนูที่นางชอบที่สุดมาเป็ที่ระบายอารมณ์
ภายหลังได้ยินว่านางปวดใจจนร้องไห้หนักมาก ทั้งยังได้รู้ว่านั่นเป็ของที่มารดาผู้ให้กำเนิดของนางทิ้งไว้ให้ ในใจเขาก็รู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดเป็อย่างยิ่ง
สรุปก็คือ ความขัดแย้งระหว่างเขากับสวี่ิอี้ไม่เคยเป็ความผิดของใครคนใดคนหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว เพียงแต่งัดข้อกันมานาน พออายุมากขึ้น ทั้งสองคนจึงไม่มีใครยอมเป็ฝ่ายอ่อนข้อให้ก่อน
ทว่าการเปลี่ยนแปลงท่าทีของสวี่ิอี้ใน่หลายวันนี้ล้วนอยู่ในสายตาเขา ลึก ๆ แล้วเขารู้สึกว่าส่วนใหญ่นางคงอาศัย่ที่ป่วย แกล้งทำเป็เลอะเลือนเพื่อแสดงท่าทีเป็มิตรกับเขา—
นางอุตส่าห์ทำถึงขั้นนี้แล้ว เขาที่เป็น้องชายก็ต้องมีการตอบสนองกลับไปบ้างถึงจะดูเข้าทีสิ!
เดิมทีเขาเตรียมของขวัญวันเกิดไว้ให้นางแล้ว แต่วันนี้พอถึงเวลาจริงกลับไม่กล้ามอบให้ กลัวว่าหากนางไม่ชอบ หรือเขาเข้าใจเื่ที่นาง 'แสดงท่าทีเป็มิตร' ผิดไป ตัวเขาเองจะลงจากหลังเสือไม่ได้— ถึงอย่างไรทุกคนก็ต่างรักหน้าตากันทั้งนั้น
เวลานี้สู้เอาหลิ่วอี๋มาเป็ของขวัญวันเกิดครึ่งหนึ่ง เพื่อหยั่งดูท่าทีที่แท้จริงของนางไปเลยดีกว่า
หลิ่วอี๋ที่คาดไม่ถึงเลยว่าเื่จะลงเอยเช่นนี้ จึงถูกคุมตัวไปที่เรือนหน้าทั้งอย่างนั้น
เมื่อเผชิญหน้ากับทุกคนในสกุลสวี่ นางไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดกับหร่วนซื่อ
เพียงบอกว่าตอนแรกที่ตนส่งยาช่วยให้นอนหลับไปให้หร่วนซื่อนั้น เป็เพราะความหวังดี ไม่รู้เลยสักนิดว่าหร่วนซื่อจะเอายานี้ไปทำร้ายสวี่ิอี้
แม้จะถูกสวี่ิอี้จับผิดช่องโหว่และพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันในคำพูดได้ แต่นางก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี
จนถึงท้ายที่สุด เมื่อเห็นว่าหมดหวังที่จะแก้ตัวแล้ว จึงร้องไห้โฮพลางยกเอาบิดาของตนที่พลีชีพในาขึ้นมาอ้าง โขกศีรษะให้เจิ้นกั๋วกง
ชุยซื่อแค่นหัวเราะเ็าครั้งแล้วครั้งเล่า "หลายปีมานี้ จวนเจิ้นกั๋วกงปฏิบัติต่อเ้าอย่างดีที่สุดแล้ว หากบิดาของเ้าเป็คนมีเหตุผลรู้ผิดชอบชั่วดีจริง ตอนอยู่ใต้ปรโลกแล้วได้รับรู้ถึงการกระทำเนรคุณชั่วช้าของเ้า เกรงว่าก็คงไม่มีหน้ามาขอร้องแทนเ้าแล้วล่ะ..."
แต่เจิ้นกั๋วกงกลับยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ลูกสะใภ้พูดต่อ
"แม้บิดาของเ้าก่อนตายจะเป็เพียงทหารธรรมดาคนหนึ่งในกองทัพ ทว่าในเมื่อเขาเป็คนของกองทัพสกุลสวี่ของข้า อีกทั้งยังสละชีพในสนามรบ เขาก็คือวีรบุรุษ! เพียงแค่นี้ ข้าก็ควรจะละเว้นชีวิตทายาทของเขาแล้ว!"