อรุณรุ่งวันใหม่มาเยือนเมืองหัวอินพร้อมกับแสงสีทองที่สาดส่องลงมาปลุกทุกชีวิตให้ตื่นจากนิทรา หลังจากที่เซี่ยหยางได้ทำกิจยามเช้า และรับประทานมื้อเช้าอันเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่าร่วมกับสหายและผู้ติดตามจนเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มดำเนินการตามแผนการที่วางไว้ในทันที
เขาเรียกเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังวิ่งวุ่นบริการแเื่อยู่เข้ามาหา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ “เสี่ยวเอ้อร์ พอจะทราบหรือไม่ว่าที่ว่าการอำเภอของเมืองหัวอินนั้นตั้งอยู่แห่งหนใด?”
เมื่อเห็นว่าเป็คุณชายผู้สูงศักดิ์ที่เพิ่งจะแสดงความใจบุญไปเมื่อคืนวาน เสี่ยวเอ้อร์ก็รีบโค้งคำนับอย่างสุภาพ “ทราบขอรับคุณชาย..! ทราบดีเลยขอรับ..!” เขาอธิบายที่ตั้งของที่ว่าการอำเภออย่างละเอียดลออด้วยท่าทีประจบสอพลอที่สุด
“จากโรงเตี๊ยมของเรา เดินทางตรงไปตามถนนสายหลักทางทิศใต้เพียงชั่วจิบชาหมดถ้วย ก็จะเห็นอาคารหลังคาสีเขียวมรกตตั้งตระหง่านอยู่ทางขวามือ นั่นแหละขอรับที่ว่าการอำเภอ”
“ขอบใจเ้ามาก” เซี่ยหยางพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสั่งการคณะของตน
“คุณชายจะออกไปข้างนอกหรือเ้าคะ?” เสี่ยวชุ่ยรีบวิ่งเข้ามาช่วยประคองเ้านายของตนให้ลุกขึ้นยืนอย่างรู้งาน
ขบวนเดินทางเล็กๆ เคลื่อนตัวออกจากโรงเตี๊ยมอีกครั้ง รถม้าคันงามแล่นไปตามถนนที่ปูด้วยหินอย่างราบรื่น ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงที่หมายตามที่เสี่ยวเอ้อร์ได้บอกไว้
ที่ว่าการอำเภอของเมืองหัวอินนั้นสร้างขึ้นอย่างสมเกียรติ ตัวอาคารหลักทาสีแดงชาดตัดกับหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าจนเป็ประกายวาววับ บนหน้าบันสลักรูปกิเลนอันเป็สัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม บริเวณทางเข้ามีสิงโตหินคู่ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ซ้ายขวา ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก บรรยากาศโดยรอบนั้นเงียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่ามือปราบที่เดินตรวจตรายามอยู่เป็ระยะๆ เท่านั้น
เซี่ยหยางก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม ซูเหวินจื่อผู้คุ้นเคยกับการติดต่อกับขุนนางมากกว่าจึงอาสาเป็ผู้เข้าไปเจรจาให้สหายรัก
เขาเดินตรงไปยังมือปราบสองนายที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้า “คารวะท่านพี่ทั้งสอง” เขากล่าวพลางประสานมืออย่างสุภาพ “ข้ามีนามว่าซูเหวินจื่อ เป็บุตรชายของท่านแม่ทัพใหญ่ซู พอดีสหายของข้ามีธุระสำคัญ อยากจะขอเข้าพบท่านนายอำเภอ ไม่ทราบว่าจะพอจะได้หรือไม่?”
มือปราบทั้งสองนายยืนมองซูเหวินจื่อ ก่อนจะเหลือบไปเห็นคุณชายอีกผู้หนึ่งในอาภรณ์หรูหราที่ยืนรออยู่ด้านหลัง พร้อมด้วยองครักษ์และผู้ติดตามที่ดูไม่ธรรมดา เมื่อเห็นว่าท่าทางการแต่งกายและลักษณะของผู้มาเยือนนั้นเป็คุณชายผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงอย่างแน่นอน พวกเขาจึงไม่กล้าที่จะละเลย รีบโค้งคำนับรับคำ “ขอคุณชายทั้งสองโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะรีบเข้าไปเรียนให้ท่านนายอำเภอได้ทราบเดี๋ยวนี้”
เพียงไม่นาน มือปราบนายเดิมก็วิ่งกลับออกมา พร้อมกับเชิญให้คณะทั้งหมดเข้าไปด้านใน
เซี่ยหยางและซูเหวินจื่อเดินตามเข้าไปในเรือนรับรองที่สะอาดสะอ้านและตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่มีรสนิยม ทิ้งให้อู๋อิ่งและเสี่ยวชุ่ยยืนรออยู่ด้านนอก
“คารวะคุณชายทั้งสอง”
เสียงทุ้มที่เปี่ยมด้วยอำนาจดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของนายอำเภอแห่งเมืองหัวอิน เขาเป็บุรุษวัยกลางคน รูปร่างสันทัด ใบหน้าขาวสะอาดเกลี้ยงเกลา มีหนวดเคราแพะเล็กน้อยที่ได้รับการดูแลเป็อย่างดี สวมใส่อาภรณ์ขุนนางขั้นเจ็ดอย่างถูกต้องตามระเบียบ ท่วงทีการเดินและรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้านั้นดูสุภาพและน่าเลื่อมใสยิ่งนัก
“คารวะใต้เท้า” เซี่ยหยางและซูเหวินจื่อรีบประสานมือทำความเคารพในทันที
“คุณชายทั้งสองไม่ต้องมากพิธี” นายอำเภอหัวอินประสานมือคารวะตอบด้วยรอยยิ้มที่เป็มิตร “เชิญนั่งก่อนเถิด ไม่ทราบว่าวันนี้มีสิ่งใดให้ข้าผู้ต่ำต้อยผู้นี้พอจะช่วยเหลือได้ สามารถแจ้งมาได้เลย”
เซี่ยหยางจึงเอ่ยถึงจุดประสงค์ของตนในทันที “เรียนใต้เท้า วันนี้ที่ข้าเดินทางมา...เป็เพราะมีเื่อยากจะขออนุญาตจากท่าน ข้ามีความประสงค์ที่จะเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้น ณ เมืองหัวอินแห่งนี้ ในนามของสกุลเซี่ย ไม่ทราบว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ขอรับ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของนายอำเภอหัวอินยังคงประดับอยู่เช่นเดิม แต่ดวงตาของเขากลับหรี่ลงเล็กน้อย เขาลูบเคราแพะของตนเองเบาๆ พลางครุ่นคิด...อากัปกิริยานั้นดูเหมือนกำลังพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย แต่สำหรับซูเหวินจื่อผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงสังคมขุนนางมาั้แ่เด็ก เขารู้ดีว่านี่คือการ "ประวิงเวลา" เพื่อรอรับ "สินน้ำใจ" นั่นเอง
‘เ้าหมาป่าเฒ่าจอมละโมบ..!’ ซูเหวินจื่อลอบด่าในใจ
เขาไม่รอช้า รีบขยับเข้าไปใกล้ๆ นายอำเภอ แสร้งทำเป็จะรินชาให้ แต่กลับอาศัยจังหวะนั้นล้วงหยิบถุงเงินที่หนักอึ้งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยัดใส่มือของนายอำเภออย่างรวดเร็วและแเีที่สุด การกระทำนั้นแม้จะลับตาคนอื่น...แต่ก็มิอาจรอดพ้นจากสายตาของพญาหงส์เช่นเสิ่นอี้ไปได้
เมื่อได้รับสิ่งที่ตนปรารถนาแล้ว รอยยิ้มของนายอำเภอหัวอินก็ดูจะจริงใจขึ้นมาอีกหลายส่วน เขารีบเก็บถุงเงินนั้นเข้าไปในแขนเสื้อของตนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแสร้งวางท่าสูงส่งดังเดิม
“อืม...การที่คุณชายเซี่ยมีจิตเมตตาคิดจะช่วยเหลือเด็กกำพร้าผู้ยากไร้นั้น นับเป็เื่ที่น่ายกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง! เป็การสร้างคุณงามความดีให้แก่วงศ์ตระกูลและยังเป็การช่วยเหลือราชสำนักไปในตัวอีกด้วย! เื่ดีๆ เช่นนี้...ข้าในฐานะนายอำเภอจะขัดขวางได้อย่างไรกัน!”
เขาหันไปสั่งผู้ช่วยที่ยืนอยู่ไม่ไกล “อาหลี่! ไป! ไปเตรียมเอกสารและตราประทับมาให้พร้อม! รีบดำเนินการให้คุณชายเซี่ยโดยเร็วที่สุด!”
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจจากที่ว่าการอำเภอแล้ว ซูเหวินจื่อก็เดินนำสหายรักออกมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย เซี่ยหยางเดินตามออกมาด้วยท่าทีที่นิ่งสงบเช่นเดิม แต่ในใจกลับครุ่นคิดอย่างขบขัน
‘ไม่น่าเชื่อ...’ เสิ่นอี้นึกในใจ ‘การจ่ายสินบนใต้โต๊ะเช่นนี้...มันจะมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ สินะ’
“เอาล่ะ! ด่านแรกผ่านไปแล้ว!” ซูเหวินจื่อตบบ่าสหาย “ต่อไปจะไปที่ใดต่อเล่า?”
“ไปดูแหล่งเงินทุนของเรากัน” เซี่ยหยางตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปทางเสี่ยวชุ่ย “นำทางพวกเราไปยังร้านค้าของข้าที”
…..
หลังจากเสร็จสิ้นธุระที่ที่ว่าการอำเภอแล้ว ขบวนรถม้าของคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยก็มุ่งหน้าต่อไปยังย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของเมืองหัวอินทันที บรรยากาศภายในรถม้านั้นเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เสี่ยวชุ่ยกำลังเล่าถึงที่มาที่ไปของร้านค้าที่คุณชายกำลังจะไปเยือนด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
“ร้านค้าที่คุณชายกำลังจะไปนี้ มีชื่อว่า ‘ยุ้งฉางสกุลเซี่ย’ เ้าค่ะ” นางกล่าวพลางรินชาให้เ้านาย “เป็ร้านค้าที่ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ย ท่านย่าของคุณชาย ตั้งใจมอบให้เป็ของรับขวัญคุณชายในวันที่ท่านเกิด ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่า...หลานชายคนโตของท่านจะต้องมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดมือไปตลอดชีวิตเ้าค่ะ”
เสิ่นอี้รับถ้วยชามาจิบช้าๆ ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาดกับความรักที่ท่านย่าผู้ล่วงลับไปแล้วมีต่อเ้าของร่างเดิม
ขณะที่รถม้ากำลังแล่นไปนั้น เสี่ยวชุ่ยก็ชี้ชวนให้คุณชายของตนดูร้านรวงต่างๆ ที่เป็ของสกุลเซี่ยตลอดสองข้างทาง “นั่นเ้าค่ะ! ร้านขายผ้าไหมนั่นเป็ของคุณหนูใหญ่ ส่วนร้านจำนำตรงหัวมุมนั่นเป็ของฮูหยินใหญ่ แล้วก็...”
เซี่ยหยางเพียงปรายตามองร้านค้าเ่าั้แบบผ่านๆ...เวลานี้...จิตใจของเขากำลังจดจ่ออยู่กับ “ยุ้งฉาง” ของเขาแต่เพียงผู้เดียว
ไม่นานนัก รถม้าก็แล่นมาหยุดอยู่หน้าร้านค้าข้าวสารขนาดใหญ่สองคูหา ที่ดูใหญ่โตและโอ่อ่ากว่าร้านค้าข้าวสารทั่วไปเป็อย่างมาก ป้ายไม้ขนาดใหญ่สลักอักษรสีทองอร่ามว่า “ยุ้งฉางสกุลเซี่ย” แขวนเด่นเป็สง่าอยู่เหนือประตูทางเข้า ผู้คนมากมายทั้งชาวบ้านและพ่อค้าต่างเดินเข้าออกกันขวักไขว่ เสียงลูกหาบที่ะโโหวกเหวก เสียงลูกคิดที่ดังกระทบกัน และกลิ่นอายอันเป็เอกลักษณ์ของข้าวสารและธัญพืชต่างๆ ลอยคละคลุ้งออกมาจนถึงด้านนอก บ่งบอกถึงกิจการที่กำลังรุ่งเรืองเฟื่องฟูได้เป็อย่างดี
เสี่ยวชุ่ยรีบลงไปประคองเซี่ยหยางลงจากรถม้า ทันทีที่ร่างระหงในอาภรณ์สีครามก้าวเท้าเข้าไปในร้าน บุรุษร่างท้วมผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมเนื้อดีก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับในทันที
“โอ้! ยินดีต้อนรับขอรับคุณชาย! ไม่ทราบว่าวันนี้้าข้าวสารชนิดใดเป็พิเศษหรือไม่ขอรับ? ร้านเรามีข้าวหอมมะลิชั้นเลิศจากแดนใต้มาใหม่ๆ เลยนะขอรับ!”
หลงจู๊ ร่างท้วมผู้นี้มีใบหน้าที่เปล่งปลั่งมีเืฝาด บนนิ้วโป้งสวมแหวนหยกสีเขียวมรกตวงใหญ่วงหนึ่ง เขามองดูการแต่งกายอันสูงศักดิ์ของเซี่ยหยางและคณะด้วยสายตาประจบสอพลออย่างออกนอกหน้า
เสิ่นอี้ลอบสำรวจหลงจู๊ผู้นี้ั้แ่ศีรษะจรดเท้าด้วยความประหลาดใจ...ผู้จัดการร้านค้าข้าว...เหตุใดจึงแต่งกายหรูหราและดูสุขสบายราวกับเป็เ้าของกิจการเสียเอง?
ทว่า...สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านั้นก็คือ...หลงจู๊ผู้นี้กลับไม่รู้จักคุณชายใหญ่เซี่ยหยางผู้เป็ “เ้าของร้านที่แท้จริง” เลยแม้แต่น้อย!
เสี่ยวชุ่ยเองก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย นางไม่คุ้นหน้าหลงจู๊คนนี้เลยแม้แต่น้อย “ท่าน...ท่านคือหลงจู๊คนใหม่หรือ? แล้วหลงจู๊จางคนเก่าเล่า ไปอยู่ที่ใดเสีย?”
หลงจู๊ร่างท้วมหัวเราะแหะๆ “แม่นางน้อยคงจะไม่ได้มาที่นี่นานแล้วกระมัง ข้าน้อยคือหลงจู๊แซ่เผิง เข้ารับหน้าที่ดูแลร้านแห่งนี้ได้สามปีแล้วขอรับ ส่วนหลงจู๊จางคนเก่าน่ะรึ...เหอะ! เมื่อคราวก่อนที่เกิดภัยแล้ง เขาแอบนำข้าวสารของร้านไปขายให้ชาวบ้านในราคาถูกเพื่อเอาหน้า ถูกจับได้จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งไปแล้วขอรับ”
“อะไรนะ!” เสี่ยวชุ่ยอุทานออกมาอย่างใ “เป็ไปได้อย่างไร! หลงจู๊จางเป็คนซื่อสัตย์จะตาย! แล้วเหตุใดจึงไม่มีข่าวคราวการปลดหลงจู๊ส่งกลับไปแจ้งที่จวนใหญ่เลยเล่า!”
“เื่นี้...” หลงจู๊เผิงทำท่าอ้ำอึ้งเล็กน้อย “...เป็ท่าน หวังอี๋เหนียง ที่เป็ผู้จัดการทั้งหมดขอรับ ข้าน้อยเป็เพียงผู้ที่ถูกส่งมารับหน้าที่แทนเท่านั้น รายละเอียดลึกๆ ข้าน้อยก็มิอาจทราบได้”
หวังอี๋เหนียง..!
ชื่อนั้นทำให้ดวงตาของเสิ่นอี้หรี่ลงในทันที! อนุภรรยาในเรือนหลัง...เหตุใดจึงมีอำนาจยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการค้าในเรือนหน้าได้! เื่นี้มันช่างผิดปกติเกินไปแล้ว!
“ข้า้าดูบัญชีของร้าน...ย้อนหลังไปสามปี” เซี่ยหยางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทำลายความเงียบลง
หลงจู๊เผิงถึงกับหน้าเจื่อนลงในทันที “เอ่อ...คุณชาย...คือว่า...บัญชีมันเยอะมากขอรับ ข้าน้อยกำลังให้เสมียนเร่งสะสางอยู่พอดี เกรงว่าจะยังไม่เสร็จเรียบร้อยในตอนนี้...เอาเป็ว่า...เย็นนี้...เย็นนี้ข้าน้อยจะรีบจัดการให้เสร็จ แล้วจะนำไปมอบให้ท่านถึงที่พักเลยดีหรือไม่ขอรับ?”
การบ่ายเบี่ยงและแววตาที่หลุกหลิกนั้น ยิ่งทำให้เสิ่นอี้จับพิรุธได้ชัดเจนยิ่งขึ้น!
นางแสร้งทำเป็ถอนหายใจยาวอย่างเบื่อหน่าย ทำท่าทีเป็คุณชายเ้าสำราญที่ไม่สนใจเื่หยุมหยิม “โอ้ เช่นนั้นรึ? ยุ่งยากจริง...เอาเถอะๆ ไม่ได้ดูก็ไม่เป็ไร”
หลงจู๊เผิงถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาคิดว่าคุณชายผู้นี้คงเป็แค่พวกคุณหนูในห้องหอที่ไม่รู้เื่รู้ราวอันใด
ทว่า...ในใจของเสิ่นอี้นั้นกลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ‘เ้าหนูอ้วนเอ๋ย...เ้าคิดว่าข้าโง่เง่าเหมือนเ้าของร่างเดิมรึ? ดี...ยิ่งเ้าประมาท...ก็ยิ่งง่ายสำหรับข้า’
“เช่นนั้นก็รีบไปจัดการให้เรียบร้อยเสียล่ะ” เซี่ยหยางกล่าวทิ้งท้ายอย่างไม่ใส่ใจ “เย็นนี้ข้าจะให้คนมารับบัญชีที่โรงเตี๊ยม...อย่าให้ข้าต้องรอนาน”
“ขอรับคุณชาย! ข้าน้อยจะรีบจัดการให้เร็วที่สุดเลยขอรับ!” หลงจู๊เผิงโค้งคำนับส่งคณะของเซี่ยหยางจนลับสายตาไปด้วยรอยยิ้มที่เ้าเล่ห์
เมื่อกลับขึ้นมาบนรถม้าแล้ว เซี่ยหยางและคณะก็มุ่งหน้ากลับไปยังเรือนร้างของท่านป้าเหมย เพื่อแจ้งข่าวดีเื่ที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว
ขณะที่รถม้ากำลังแล่นอยู่นั้นเอง เซี่ยหยางก็กวักมือเรียกอู๋อิ่งที่ขี่ม้าขนาบอยู่ข้างๆ ให้เข้ามาใกล้
“ท่านองครักษ์”
“ขอรับคุณชาย”
“ข้ามีเื่อยากให้ท่านช่วยจัดการอย่างลับๆ เื่หนึ่ง” น้ำเสียงของเขาเบาแต่เด็ดขาดยิ่งนัก “ข้า้าให้ท่านไปสืบหาตัวหลงจู๊จาง...ผู้จัดการคนเก่าของร้านค้าข้าวให้พบ...แล้วพาตัวเขามาพบข้าที่โรงเตี๊ยมคืนนี้...ข้า้าจะสอบสวนเขาด้วยตนเองว่าความจริงมันเป็เช่นไรกันแน่”
อู๋อิ่งไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแค่พยักหน้ารับคำสั่งอย่างหนักแน่น “ขอรับ”
สิ้นคำนั้น เขาก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วของอาชาคู่ใจลง ก่อนจะแยกตัวออกจากขบวน แล้วหายลับไปในฝูงชนอย่างรวดเร็วดุจเงา...ภารกิจแรกขององครักษ์เงา...ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว