วันที่ 55 ่เวลาบ่าย
***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
ฝนตกที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ทำให้ิัของฉันรู้สึกเหนี่ยวและชื้นแฉะ
แต่จิตใจของฉันกลับเบิกบานราวกับกำลังเดินอยู่กลางฤดูใบไม้ผลิที่สดใส
นี่อาจก้าวเล็ก ๆ ของเผ่าภูติ
"ลี่ค่ะ"
แต่มันคือหนึ่งก้าวที่ยิ่งใหญ่
"ยัยลี่…"
ใช่แล้ว มันคือก้าว---
"มันขวางทางเดินชาวบ้านเขา รีบลงไปได้แล้วยัยหัวเขียว! "
"ดอง!? "
มีใครไม่รู้ถีบฉันจนล้มหัวทิ่มใส่พื้น
แต่ฉันจำเ้าของเสียงนั้นได้
วายร้ายไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็เ้าเอซนี่แหละดอง!
ฉันนอนหมอบเปื้อนโคลนอยู่บนพื้น พร้อมหรี่ตาผ่านแว่นปลอมมองเ้าเอซด้วยความเคียดแค้น
แต่เ้านั่นไม่สนใจสายตาที่เคียดแค้นของฉัน แต่กลับไปเกาะดิวซ์ที่กำลังทำสีหน้ารังเกียจใส่อย่างชัดเจนแทน
เ้านี่เป็แบบนี้ทุกทีเลย ชอบแกล้งฉันแบบนี้เสมอ
"..."
ยิ่งคิดยิ่งแค้นดอง
ดีละ… คืนนี้เอ็งเจอดีแน่เ้าเอซ!
โรงเรียนไพโอเนียร์ โรงเรียนอันดับหนึ่งของทวีปคริสตัล ที่พร้อมทั้งบุคลากร เทคโนโลยี อำนาจ และเงินตรา
ด้วยศักยภาพอันโดดเด่นนี้ จึงทำให้ทางโรงเรียนสามารถตั้งสาขาบนทวีปใหม่ได้เป็ผลสำเร็จ
ตัวโรงเรียนถูกแบ่งออกเป็ห้าแผนก มีกำแพงสีดำสูงห้าเมตรล้อมตัวขอบเขต มีสวนป่าและธรรมชาติอยู่ภายในขอบเขตรั้ว และมีหอประชุมทรงไข่ที่ใจกลางโรงเรียน
เป็การออกแบบที่ไม่ต่างไปจากสาขาหลักเลยสักนิดเดียว
สิ่งเดียวที่ต่างออกไป คือระบบรักษาความปลอดภัยที่มีความเข้มงวดอย่างเทียบไม่ติด กับขนาดโรงเรียนที่เล็กกว่าหนึ่งในสี่จากของเดิม
รวมไปถึงการที่ตัวโรงเรียนนั้นถูกสร้างบนพื้นโลหะที่ลอยตัวได้
ใช่ โรงเรียนสาขาไพโอเนียร์แห่งนี้กำลังบินอยู่
มันบินเลียบเหนือพื้นหนึ่งเมตรด้วยเทคโนโลยีสนามแม่เหล็กของเผ่าภูติ
ที่พวกเขาทำให้อาคารบินได้นั้น ไม่ใช่เพื่อโอ้อวดความร่ำรวย แต่เพื่อให้สามารถบินเลียบพื้นทะเลหนีได้ทุกเวลาต่างหาก
อาจกล่าวได้ว่าเป็โรงเรียนสาขาที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของนักเรียนมาเป็อันดับหนึ่งก็ว่าได้
และนี่คือโรงเรียนสาขา [ไพโอเนียร์-ดรีมแลนด์] สถานที่ซึ่งพวกเราต้องใช้ชีวิตไปอีกหนึ่งเดือนในหลังจากนี้
ณ ่เวลาสองทุ่ม ยามราตรีที่พระจันทร์สีแดงอมชมพูครึ่งเสี้ยวทั้งสามดวงลอยขึ้นสูง
***วีรสตรีรุ่น 10 [พรุน]
“ไม่มีคน ทางสะดวกแล้วค่ะ”
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เงียบสงบบนสนามหญ้าใกล้หอพักนักเรียนหญิงแห่งนี้ มีฉันกำลังยืนอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น
“กินเยอะ ๆ เลยนะคะลี่~”
ไม่สิ มีฉันกับอีกหนึ่งตัวต่างหาก
เ้าอสูรปีกสายพันธุ์วารีตัวน้อยของฉันกำลังเคี้ยวเนื้อชิ้นโตอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ตรงหน้าของฉัน
เพื่อไม่ให้ความแตกเื่ของสัตว์เลี้ยงที่น่ารักตัวนี้ ฉันเลยต้องมาแอบให้อาหารอย่างที่เห็นในตอนนี้ค่ะ
“กิ้ว~? ”
“จะไปไหนค่ะลี่~? ”
แต่เ้าหนูคนนี้ดันมีนิสัยที่ซุกซนมาก เลยทำให้ฉันรู้สึกปวดหัวอยู่บ้างเหมือนกันค่ะ
ดูสิ ทั้งที่ยังกินไม่เสร็จดี เ้าลี่ตัวน้อยของฉันกลับชูคอขึ้นสูงไปในทิศตะวันตก แล้วเลื้อยหนีไปอย่างร่าเริงแล้วค่ะ
ช่างซนจริง ๆ … อย่าทำตัวเหมือนเพื่อนลูกครึ่งเผ่าภูติของฉันสิค่ะ!
ฉันรีบวิ่งตามมันไป
ในตอนนั้นเองที่เ้าลี่น้อยของฉันมันชูคอขึ้นสูง แล้วกระโจนเข้าใส่พุ่มหญ้าด้ายดำตรงหน้า
ต้นหญ้าด้ายดำคือพืชประหลาดที่ขึ้นเฉพาะในทวีปนี้ เป็ต้นที่มีใบพืชยาวคล้ายเส้นด้าย และมีสีดำสนิททั้งต้น พวกเราเลยเรียกมันว่าต้นหญ้าด้ายดำ
สงสัยเ้าหนูลี่คงเจอเหยื่อน่าทานเลยกระโจนเข้าใส่ตามสัญชาตญาณละมั้ง?
“ดอง!? ”
“กิ้ว! ”
“...”
อืม… ได้เหยื่อชิ้นโตจริง ๆ ด้วยค่ะ
ลี่เล็กของฉันกำลังอ้าปากกลืนหัวลี่ใหญ่อยู่ค่ะ
"อูวอี่อ่าอัน!? "
เพื่อนหัวเขียวของฉันกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่ฉันสอนลี่น้อยเอาไว้แล้ว ว่าคุณเผ่าภูติตัวน้อยที่น่ารักไม่ใช่อาหาร
เพราะอย่างงั้นจึงวางใจได้ค่ะ
ที่เ้าหนูกำลังทำนั้น มันเป็แค่การหยอกเล่นเท่านั้นเองค่ะ
ดังนั้นฉันจึงไม่สนใจเสียงร้อยโหยหวนของเพื่อนตัวน้อย แล้วไปสนใจข้าวของที่หล่นอยู่ข้างตัวเธอแทน
สิ่งนั้นคือไหหมักปลาร้า อาหารยอดฮิตของเผ่ามนุษย์ผู้สืบเชื้อสายมาจากไทยไม่ผิดแน่นอนค่ะ
เผ่ามนุษย์มีความเหมือนกับเผ่าั์ของพวกเราที่มีสีผิว สีผม และสีของดวงตาต่างกันตามแต่เชื้อชาติย่อยของพวกเขา
เห็นว่าแบ่งเป็เชื้อชาติเอเชีย ตะวันออก ตะวันตก แล้วมีย่อยเป็ชนชาติจีน อเมริกา ไทยอะไรไม่รู้วุ่นวายเยอะแยะไปหมดค่ะ
กลับมาเื่ของปลาร้าต่อค่ะ
มันคืออาหารที่ทำมาจากปลาค่ะ
เห็นว่าต้องนำปลาไปหมักในไหพร้อมกับดองเกลือและอีกหลายอย่าง จนได้เป็รสชาติสุดล้ำลึกที่มีกลิ่นฉุนอันเป็เอกลัษณ์
ว่าแต่จะเอาของกลิ่นฉุนแบบนั้นมาทำอะไรกลางดึกแบบนั้นหรือคะ?
"มุ มิว งือ! "
"... ปล่อยเธอได้แล้วค่ะลี่จัง"
"มุกิ้ว~"
เ้าลี่น้อยยอมอ้าปากกว้างปล่อยเพื่อนรักของฉันออกมาตามคำสั่ง
"รอดตายแล้วดอง! ทำไมถึงมีัวารีอยู่ที่นี่กันเนี่ยดอง!? แล้วทำไมพรุนถึงอุ้มมันเอาไว้แบบนั้นกันละ! แล้วชื่อ [ลี่จัง] นั้น… ทำไมถึงเอาชื่อฉันไปตั้งให้กับมันกันละดอง!? "
ลี่ลุกขึ้นมาในสภาพเหม็นน้ำลายหึ่งพร้อมกับยิงคำถามออกมาไม่หยุดเลยค่ะ
"เื่มันยาวค่ะ"
"ยาวหรือดอง? "
"มันคือสัตว์เลี้ยงของฉันที่บังเอิญไปตั้งชื่อเหมือนกับคุณค่ะ"
"แล้ว…? "
"จบแล้วค่ะ"
"สั้นเวอร์! "
"ฉันต่างหากที่อยากเป็ฝ่ายถาม ลี่มาทำอะไรที่ข้างนอกหรือคะ? "
"เออ…"
ลี่ชำเลืองมองไหดองปลาร้าทีหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางหอพักชาย
พอรวมเข้ากับเหตุการณ์ที่ลี่โดนเอซถีบหัวคะมำพื้น ฉันก็พอจะปะติดปะต่อเื่ราวได้แล้วค่ะ
"หยุดเลยค่ะ"
"ยะ… หยุดอะไรละดอง!? ฉันไม่ได้คิดที่จะเอาไหปลาร้าดองไปโยนใส่ห้องของเอซเลยนะดอง! "
"ค่ะ ถ้าไม่ได้คิดจะทำ งั้นพวกเรากลับห้องกันเถอะค่ะ"
"บูว~ ก็ได้ดอง… "
เพื่อไม่ให้ลี่ไปเล่นซนก่อความฉิบหายั้แ่คืนแรกที่เข้าค่าย ฉันเลยทำใจั์ลากเธอกลับหอพักหญิงค่ะ
ฉันจูงมือเธอด้วยมือซ้าย พร้อมกับใช้มือขวาอุ้มเ้าอสูรปีกสีฟ้า แล้วเดินตรงกลับไปทางอาคารทรงสี่เหลี่ยมสูงสี่ชั้นตรงหน้า
เนื่องจากมีเผ่าที่บินได้อย่างภูติกับมนุษย์นกอยู่ แต่ละห้องจึงถูกออกแบบให้เข้าได้ทั้งจากในอาคาร และเข้าได้จากระเบียงที่ยื่นยาวออกมาคล้ายกิ่งก้านด้านนอก
"ว่าแต่ทำยังไงถึงหลบสายตาของคุณจาวิสมาได้ละคะ? "
"จาวิสขี้เซาจะตาย แค่ย่องออกมา มันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยอีกดอง"
"หุ่นยนต์ง่วนนอนเป็ด้วยหรือคะ? "
"เออ… คือว่าผอ.ยะมะโตะสร้างมาเป็พิเศษนะดอง"
ลี่พูดราวกับว่าเป็เื่ปกติที่รู้ดีอยู่แล้ว
น่าแปลกมากค่ะ
ถึงจะบอกว่าส่งมาเพื่อคุมพฤติกรรม แต่พวกเผ่าภูตินั้นขึ้นชื่อว่าซุกซนเป็เื่ธรรมชาติอยู่แล้ว ส่วนใหญ่แล้วเลยไม่มีใครอยากเสียงแรงส่งหุ่นยนต์หรือโกเลมมาคุมความประพฤติของพวกภูติกันค่ะ
เพราะว่าของพวกนี้มีราคาแพง และอาจถูกพวกภูติปั่นหัวจนถูกส่งกลับมาเป็ซากในภายหลังได้
ดังนั้นการที่ ผอ.ยะมะโตะ กล้าส่งของราคาแพงระดับหุ่นยนต์มาคุมความประพฤติเผ่าภูติ ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็ผิดปกติเกินไปค่ะ
ความจริงฉันเคยเอาข้อมูลชื่อเต็มของลี่ไปเปิดดูในเน็ต แล้วพบว่าเธอนั้นมีชื่อเดียวกับลูกสาวของ ผอ.ยะมะโตะ กับ ผอ.เอสเทอ ด้วยค่ะ
ถึงรูปประวัติบนฐานข้อมูลประชาชนจะเป็รูปเก่าสมัยยังเด็ก แต่ถ้าหากลองพิจารณาให้ดี ก็จะพบว่าเพื่อนคนนี้มีเค้าหน้าที่คล้ายกันมากค่ะ
แว่นตาที่สวมใส่นั้น บางทีอาจจะไม่ใช่แว่นสายตาจริงก็ได้เช่นกันค่ะ
ไม่แน่ว่าบางทีลี่อาจจะเป็เหมือนกับฉัน คือกำลังปิดบังเพื่อนฝูงว่าตัวเองเป็ลูกของคนดังเช่นนั้น…
“พรุน เขี้ยวนั้นสวยจัง”
“เขี้ยวสีขาวที่ห้อยอันนี้หรือคะ? ”
ฉันหยิบเขี้ยวขนาดหนึ่งฝ่ามือสีขาวที่ห้อยคอเอาไว้ขึ้นมาให้เธอดู
“เขี้ยวของปีศาจสีทองสินะดอง? ”
“ใช่ค่ะ”
เขี้ยวสีขาวที่ผูกกับเชือกเหล็กทำเป็สร้อยคอเส้นนี้ คือธรรมเนียมของพวกเราเผ่าั์ที่เป็การแสดงถึงความเคารพต่อคู่ต่อสู้ที่ถูกสังหาร
มันคือการเคารพต่อิญญาของศัตรู ว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนที่เก่งกาจเช่นนั้นอาศัยอยู่บนโลกใบนี้---
“...ก้มตัวค่ะ”
“ดอง!? ”
ฉันรีบจับหัวของลี่ลงต่ำพร้อมกับหมอบแนบพื้นหญ้าด้ายดำ
มีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงถนนหินข้างหน้า
ร่างเงานั้นมีด้วยกันอยู่สามคน
พวกเขามีรูปร่างคล้ายเผ่ามนุษย์ที่สูงประมาณสองเมตรหนึ่งคน กับสูงประมาณหนึ่งเมตรครึ่งอีกสองคน
แต่พวกเขาไม่ใช่เผ่ามนุษย์แน่นอน
ฉันสามารถรู้ได้ทันทีจากอวัยะของสัตว์ขนฟูน่ารักที่อยู่บนหัวของพวกเขา
เงาที่มีร่างกายสูงที่สุดนั้น เป็บุรุษที่มีผมสีทองยาวปานกลาง มีกรงเล็บแหลมคม และมีใบหูคล้ายกับสิงโต
ส่วนเงาที่ตัวเล็กกว่านั้น ดูคล้ายกับสตรีเพศ และมีหูกับหางที่เป็เอกลักษณ์ของแมวกับเสือ
พวกเขามีรูปร่างคล้ายกับ [ปีศาจสีทอง] ที่เคยพยายามไล่ฆ่าพวกเราเมื่อตอนสอบกลางภาคที่ผ่านมานี้
“ชนเผ่าท้องถิ่น… ทำไมพวกเขามาอยู่ที่นี่ได้ละคะ? ”
“ชนเผ่าท้องถิ่นหรือดอง? ”
“...ไม่ได้ฟังที่ ผอ.คอร์น พูดในวันออกเดินทางเลยใช่ไหมคะ? ”
“เค้าขอโทษดอง…”
ช่วยไม่ได้
ฉันยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้เธอ เพื่อที่จะกระซิบบอกข้อมูลสำคัญให้
“คือยังงี้ค่ะ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่พวกเราจะมาที่นี่ พวกเขาได้พบกับชนเผ่าท้องถิ่นของทวีปใหม่ค่ะ และเพื่อเป็การสานสัมพันธ์ระหว่างเผ่า จึงได้จัดให้มีนักเรียนแลกเปลี่ยนมาเข้าเรียนร่วมกับพวกเราในค่ายแห่งนี้ยังไงละคะ”
ถึงพวกอาจารย์กับผู้อำนวยจะไม่ได้พูดถึงรายละเอียด แต่เห็นว่ามีาเกิดขึ้นด้วย
ดังนั้นพวกเขาจึงเตือนพวกเราไม่ให้พูดถึงเื่ของปีศาจสีทอง รวมไปถึงให้หลีกเลี่ยงการเข้าหาพวกชนเผ่าท้องถิ่น ถ้าหากว่าไม่มีพวกอาจารย์ยืนดูอยู่ด้วย
เพราะพวกอาจารย์ไม่อยากให้เกิดเหตุรุนแรงโดยไม่จำเป็ แถมดูเหมือนพวกชนเผ่าท้องถิ่นของที่นี่จะไม่ค่อยชอบพวกเราเท่าไหรนักเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
“จะบอกว่าเ้าพวกที่ดูคล้ายกับปีศาจสีทองเมื่อตอนนั้นเป็…”
“ใช่ค่ะ เพราะแบบนั้นพวกเราจึงต้องซ่อนตัวยังไงละคะ”
จากที่อาจารย์ได้บอกเอาไว้ เห็นว่าหอพักของนักเรียนแลกเปลี่ยนจะตั้งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร และมีกำแพงปราการล้อมปิดเอาไว้อย่างแ่า
แต่การที่พวกเขาลอบหนีออกมาได้ แสดงว่าต้องมีฝีมือพอตัว และอาจไม่ได้มาดี...
ถึงฉันจะสวมแหวนเวทมนตร์มา แต่คงใช้ต่อสู้ไม่ได้ ส่วนลี่เองก็มีแค่ไหหมักปลาร้าเท่านั้น
จะให้เกิดการปะทะไม่ได้เด็ดขาดค่ะ
“@! $%^&”
ชายผมทองะโอะไรบางอย่างออกมาด้วยภาษาที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้
ซึ่งฉันได้คำตอบของความสงสัยนั้นแทบจะในทันที
พื้นดินที่อยู่ข้างทางเดินของชายผมทองหูสิงโตกำลังนูนสูงขึ้นมา
สิ่งที่ผุดขึ้นมาจากผิวดินสีดำนั้น คืออสรพิษขนาดใหญ่ที่อาจมีลำตัวยาวถึงสามเมตรหรือมากกว่า
เกล็ดของมันเป็ผลึกโปร่งแสงที่งดงาม จนทำให้ฉันนึกว่ามันคือผลงานคริสตัลสลักที่งดงามชิ้นหนึ่ง
“ [ควอตซ์] @#%^^”
ดูเหมือนว่าเ้างูตัวนั้นจะมีชื่อว่า [ควอตซ์]
ฉันกับลี่จ้องมองการกระทำลึกลับของกลุ่มชนเผ่าท้องถิ่นด้วยลมหายใจที่แทบจะหยุดนิ่ง
ในตอนนั้นเอง---
“แย่แล้ว มีนักเรียนสามคนกำลังเดินมาทางนี้ค่ะ...”
“นั่นมันโฮป ไฮเจน กับจาวิสนี่ดอง! ”
ตรงหน้าทางเข้าหอพักนักเรียนหญิงที่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร มีจาวิสกับชายอีกสองคนกำลังเดินออกมา
ทำไมนักเรียนชายถึงมาที่หอพักหญิงได้? ไม่สิ… เื่นั้นช่างมันไปก่อน
ปัญหาคือพวกเขากำลังจะมาเผชิญหน้ากับพวกกลุ่มคนลึกลับตรงนี้แล้วนี่สิ
ฉันชำเลืองไปทางกลุ่มคนลึกลับเมื่อกี้
ชายผมทองที่กำลังสั่งการอสรพิษตัวเมื่อกี้ได้หยุดนิ่งลงชั่วขณะ พร้อมกับหันหน้าไปทางกลุ่มของโฮป
“@! ”
เขาะโอะไรบางอย่างออกมาอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะชักดาบสีขาวกับสีดำอย่างละเล่ม แล้วพุ่งตรงไปทางพวกเขาพร้อมกับจิตสังหารที่รุนแรง
เกิดการปะทะอย่างรุนแรงบนถนนทางเดินที่ห่างออกไปราวยี่สิบเมตรจากตรงนี้
ดูเหมือนว่าคุณจาวิซจะพุ่งเข้ามาขวางปกป้องโฮปเอาไว้ด้วยลูกถีบ
ชายผมทองถูกร่างคุณเมดผมสีฟ้าถีบจนลอยกระเด็นมาทางพวกเรา…
ชิบหายแล้วยังไงค่ะ!
“หลบ! ”
“กรี๊ดดด!? ”
“ปิ้ว! ”
ฉัน ลี่ และลี่น้อยต่างรีบะโหลบออกมาพร้อมกัน
ร่างของบุรุษสิงโตพุ่งกระแทกผิวดินจนเกิดเป็รอยขุดดินลากยาว
แต่เขาพลิกตัวกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับถือดาบสีขาวเอาไว้ที่ข้างซ้าย กับถือดาบสีดำหันลงพื้นเอาไว้ด้วยมือขวา
ชุดคลุมสีเทาที่ทออย่างหยาบกำลังโบกสะบัดไปพร้อมกับสายลมที่พัดผ่าน
ดวงตาของเขาบ่งบอกถึงความเป็ศัตรูอย่างชัดเจน
“ดะ...โดนล้อมแล้วดอง! ”
ฉันชำเลืองหางตาไปตามทิศที่ลี่พูด
ที่ข้างหลังมีมนุษย์รูปร่างแมวขนสีเงินยืนอยู่คนหนึ่ง ส่วนทางขวามีมนุษย์รูปร่างเสือขนสีฟ้ากำลังยืนอยู่อีกคนหนึ่ง
เมื่อพิจารณาจากท่าทางในการยืนเตรียมตัวต่อสู้แล้ว มีเพียงแค่มนุษย์รูปร่างแมวขนสีเงินเท่านั้น ที่สามารถทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความตาย
ถึงจะตัวเล็กที่สุดในกลุ่มของศัตรู แต่เธอคนนั้นคือคนที่อันตรายที่สุด...
“... ลี่ค่ะ ฝากเ้าลี่น้อยด้วยค่ะ”
“ดอง!? ”
ฉันโยนเ้าอสูรปีกตัวน้อยให้กับลี่ ก่อนจะเริ่มตั้งท่าต่อสู้มือเปล่ากับศัตรูตรงหน้า
ตกลงที่ฉันเรียนการใช้เวทมนตร์นี่เพื่ออะไรกันแน่คะ? ทำไมมีแต่เหตุการณ์บังคับที่ทำให้ฉันต้องใช้วิชาต่อสู้ไปเสียทุกครั้งเลยละคะ?
เอาเถอะ...
ตอนนี้คุณจาวิสกำลังพุ่งตามเข้ามาจากข้างหลังที่ระยะห่างออกไปราวยี่สิบเมตร
ดังนั้นสิ่งที่ฉันต้องทำ จึงมีเพียงแค่ถ่วงเวลาให้ได้สักสามหรือสี่วินาทีเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“ [พรุน] บุตรีแห่งเผ่ายักษา พร้อมที่จะต่อสู้แล้วค่ะ! ”