พิชิตรักกำแพงใจ(จบ)

    7:เจอครั้งแรก หลังจากเลิกกัน

    “มู๋ธันทำไมไม่รอกันเลย” ชายรูปร่างสูงใหญ่บ่นอุบเมื่อเดินเข้ามาประชิดตัวธันวาที่กำลังนั่งให้ช่างจัดแจงเรื่องหน้าผมอยู่
    “นายก็หัดตื่นให้มันเร็วกว่านี้สิ” ธันวามองคนที่พึ่งมาถึงผ่านทางกระจก เกิดความรู้สึกแปลกตาอยู่มาก ด้วยคนข้างหลังในตอนนี้จากชายหนุ่มที่มีผมเผ้าและหนวดเครารกรุงรัง ถูกจัดการแปลงโฉมด้ายช่างมากฝีมือของพี่ลูกแก้ว เมื่อปรับลุคจากหนุ่มมาดเซอร์เป็นหนุ่มมาดเข้ม ช่วยเพิ่มเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามและเพศเดียวกันได้มากขึ้นกว่าเดิม
    “มู๋ธันจ้องแบบนี้ผมก็เขินแย่สิ” ไม่ใช่ว่าจะพูดเพื่อให้ติดตลก แต่ภู่กันต์กำลังเขินจริงๆ มือข้างหนึ่งเกาหัวแครกๆเบือนหน้ามองไปทางอื่นเพราะสู้สายตาของธันวาไม่ไหว แม้แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ชินกับลุคใหม่ของตัวเอง ตลอดทางที่เดินมาก็ถูกทุกสายตาจับจ้อง ยิ่งเป็นสายตาของธันวาก็ยิ่งแล้วใหญ่ จะว่าดีก็ดีอยู่หรอกแต่แค่ไม่ค่อยมั่นใจก็เท่านั้นเอง
    “สวัสดีจ้าธัน แล้วก็...กันต์ด้วย” เสียงหวานที่คุ้นหูดังมาจากด้านหลัง ดึงให้สายตาของทั้งสองหันขวับไปทางต้นเสียงในทันที
    “ไม่เจอกันนาน ธันยังหล่อเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ ส่วนกันต์ก็ดูดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย” มารียากล่าวคำทักทายทั้งสองหนุ่ม
    “แค่เดือนเดียวนี่เรียกว่านานหรอ คนที่ทิ้งลืมง่ายกว่าคนถูกทิ้งสินะ” น้ำเสียงเย็นยะเยือก ท่าทีเขินอายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยท่าทีเฉยชา
    “มิ้งค์สบายดีใช่ไหม” เป็นธันวาที่กล่าวตอบเพื่อทำลายความเงียบ
    “เด็กๆ ทำความรู้จักกันแล้วใช่ไหม” พี่ลูกแก้วเดินแทรกเข้ามากลางวงสนทนา
    “นี่ๆๆ พี่บัวผู้จัดละครเรื่องนี้” พี่ลูกแก้วแนะนำชายหนุ่มทั้งสองให้พี่บัวรู้จักและกล่าวทักทายกันตามธรรมเนียม
    “น้องธันเนี่ย หล่อกว่าในจออีกนะ น้องมิงค์ก็สวยไม่สร่างเลย ทั้งคู่ฝีมือการแสดงระดับมืออาชีพ ส่วนน้องกันต์ คนนี้หล่อบาดใจเตะตาพี่บัวตั้งแต่แว่บแรกที่เห็นเลย ตรงตามคาแรคเตอร์ที่พี่วางไว้อย่างกับถอดมาจากนวนิยายเป๊ะๆ เรื่องการแสดงนะไม่ต้องกังวลนะพี่บัวจะเป็นคนสอนเอง” พี่บัวเก่งเรื่องการแสดง เพราะเป็นอดีตนางเอกดาวค้างฟ้าของวงการ แต่เมื่อเวลาที่ล่วงเลย อายุที่ย่างเข้าเลขหกเป็นจุดเปลี่ยน พี่บัวผันตัวมาเป็นผู้จัดทำงานเบื้องหลังแทน และยังเป็นครูสอนการแสดงที่ไม่ว่าใครต่างก็อยากสมัครเป็นลูกศิษย์ ใบหน้าที่เริ่มมีร่องรอยตามอายุแต่ยังคงเค้าความสวยอยู่ น้ำเสียงที่นุ่มละมุนช่วยปลอบประโลม ลดอาการประหม่าของภู่กันต์ คลายความตื่นเต้นลงไปได้บ้างแต่ยังไงเสียนี่ก็เป็นครั้งแรกกับงานการแสดง ก็อดกังวลไม่ได้อยู่ดี มือทั้งสองข้างของชายหนุ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อ
    “ไปกัน พิธีบวงสรวงกำลังจะเริ่มแล้ว” ผู้ใหญ่ทั้งสองเดินนำหน้าหนุ่มๆสาวๆไปยังปรำพิธี ระหว่างที่พิธีกำลังดำเนินไปนักแสดงนำทั้งสามยืนอยู่ด้านหน้าสุดโดยมีธันวาขั้นตรงกลางระหว่างภู่กันต์และมารียา
    “ทำไมถึงยอมรับงานแสดงทั้งที่ปฏิเสธมาตลอด” ใบหน้าเรียวที่ยังคงมองตรงไปข้างหน้าเอ่ยถามชายหนุ่มที่อยู่ถัดจากธันวา
    “เวลาผ่าน อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไป ความรู้สึกดีๆที่เคยมีก็ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า” แววตาเย็นชาราวเกล็ดน้ำแข็ง น้ำเสียงถูกกระแทกกระทั้นผ่านลำคอดังก้องในโสตประสาท คนฟังรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่แฝงมากับน้ำเสียงของคนพูด
    “คำพูดฟังดูห่างเหิน ไม่รู้สึกอะไรแล้วจริงๆนะหรอ?” คำถามจากเจ้าของน้ำเสียงคนเดียวกันยังเอ่ยถามต่อ
    “ต้องโศกเศร้า ร้องไห้ฟูมฟาย ต้องคุกเข่าอ้อนวอนคนที่เดินจากไป ไม่คิดว่ามันน้ำเน่าหรอกหรอ ที่ต้องทำก็ทำแล้ว ที่ต้องเสียใจก็เสียใจไปแล้ว คนที่จากไปก็เอาคืนมาไม่ได้แล้ว” นัยน์ตาสีดำสั่นระริกแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกอัดอั้นจนแทบกลั้นไม่อยู่ ที่ไม่แสดงอาการอะไรไม่ใช่ว่าไม่รู้สึก ในใจอยากจะตราหน้าด่ากลางงานเสียด้วยซ้ำ
    “พี่ธันใช่ไหมคะ?” เสียงใสของหญิงสาววัยแรกรุ่นดังมาจากด้านหลังพร้อมกับการสิ้นสุดลงของเสียงสวดทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์
    “น้ำขิง” เสียงทายทักของชายหนุ่มที่หล่อนกำลังส่งยิ้มหวานให้
    “หล่อขึ้นกว่าเดิมเป็นกองเลยค่ะ จำแทบไม่ได้”
    “อ่าว สวัสดีค่ะพี่มิ้งค์” หล่อนหันไปทักทายกับหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆธันวา
    “ได้ยินว่าพี่ธันกับพี่มิ้งค์ก็รับเล่นเรื่องนี้ น้ำขิงเลยตอบตกลงอย่างเร็วเลยค่ะ” สาวน้อยพูดจาปราศรัยกันกับชายหนุ่มอย่างสนุกสนาน นิรมนตร์มีท่าทีสนิทสนมกับทั้งธันวาและมารียาเป็นอย่างมาก จนถูกสายตาคู่ดำสนิทมองขวางแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว นิรมนต์สัมผัสได้กับพลังงานบางอย่างที่ให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก เสียวแวบที่ขั้วหัวใจ
    “แล้วนี่?” คำถามหลุดออกจากปากพร้อมกับส่งสายตาเปรยไปยังชายรูปร่างสูงใหญ่เป็นล่ำเป็นสันที่ยืนอยู่ข้างๆธันวา
    “อ๋อ นี่ภู่กันต์”
    “ที่รับบทผู้กอง กองปราบใช่ไหมคะ” มารียายังแนะนำไม่ทันเสร็จ สาวน้อยก็เดาคำตอบได้ด้วยตัวเองแล้ว
    “นี่น้ำขิง เป็นแฟนเก่าธัน” มารียายังแนะนำนิรมนตร์ซึ่งเป็นอดีตคนเคยรักสมัยเรียนของธันวาให้ภู่กันต์ได้รู้จักอีกด้วย
    “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะพี่กันต์ ชื่อมู๋ธันนี่พี่กันต์เป็นคนตั้งใช่ไหมคะ” ‘นอกจากความน่ารักสดใสแล้ว เธอคนนี้ยังพูดเก่งคุยสนุก มิน่าล่ะมู๋ธันดูสนใจถึงกับเคยคบกันด้วย แล้วแบบนี้ถ่านไฟเก่าจะคุไหมนะ’ ภู่กันต์คิดถึงเรื่องราวต่างๆของธันวาพลางสาวเท้าเดินห่างออกจากวงสนทนาโดยที่ทุกคนไม่รู้ตัว เกี่ยวกับมู๋ธันเขามั่นใจว่าตัวเองรู้ดีที่สุดแต่ตอนนี้ความมั่นใจที่ว่าลดหายไปมากกว่าครึ่ง นี่เป็นเรื่องแรกที่ภู่กันต์ไม่รู้มาก่อนว่ามู๋ธันเคยมีแฟน ด้านของธันวาที่กำลังพูดคุยกันได้ที่จนลืมสังเกตถึงการหายตัวไปของภู่กันต์ เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าภู่กันต์มีสีหน้าบึ้งตึงตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อครู่ แล้วเกิดเป็นห่วงความรู้สึกของอีกคนขึ้นมาธันวาจึงปลีกตัวออกจากกลุ่มเพื่อตามหาภู่กันต์
    “อยู่นี้เอง ตามหาตั้งนาน นายไหวไหมถ้าทนเจอมิ้งค์ไม่ได้อยากจะถอนตัวก็ยังทันนะ” ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้น วันนี้เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้กลับมาเจอกันอีก ภู่กันต์ต้องรู้สึกไม่ดีมากแน่ๆ
    “เป็นคนพูดมากตั้งแต่เมื่อไหร่” หน้าที่ยังบึ้งตึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งโดยไม่มองหน้าคนที่มาตามหา
    “ก็ฉันเข้าใจนายไง คนที่พึ่งเลิกกันได้ไม่นานถึงนายจะปากแข็งแค่ไหน ยังไงก็คงมีความรู้สึกอยู่บ้างถ้านายลำบากใจที่ต้องเจอหน้ามิ้งค์” ยังไม่หมดถ้อยคำที่เขาอยากจะบอกกับคนตรงหน้าก็ต้องหยุดปากในทันที เมื่ออีกคนหันหน้ามาจ้องตาแบบไม่กระพริบ คำปลอบใจในสมองทั้งหลายก็มลายหายสิ้นกลายเป็นพูดไม่ออก กระอึกกระอัก แล้วเกิดอาการใบ้รับประทานในที่สุด ธันวารู้สึกประหม่าไม่รู้จะวางตัวยังไง เมื่อถูกสายตาคู่นั้นจ้องมองมา นัยน์ตาเศร้าแบบแปลกๆ คนถูกมองในตอนนี้นั้นรู้สึกร้อนวาบไปทั้งตัว อัตราการเต้นของหัวใจเริ่มเร็วกว่าปกติ
    “ก่อนหน้านี้ ที่คุยกับเธอคนนั้น” เป็นการย้ำคำถามอีกครั้ง เพราะดูทีแล้วธันวายังไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงใคร จากที่รู้จักกันมา หากธันวาพูดเกินห้าคำก็ถือว่าเยอะมากแล้ว แต่นี่อะไรกันคุยกันอยู่ได้เป็นนานสองนาน
    “อ๋อ ที่คุยกับน้ำขิงนะหรอ ก็คนเคยรู้จักกันก็เลยมีเรื่องให้คุยเยอะหน่อย” คนร่างใหญ่ที่กำลังเอี้ยวตัวยกขาพาดไปที่เบาะบิ๊กไบท์คันโปรด แล้วยื่นหมวกกันน็อคให้คนที่ยืนนิ่งอยู่ เขาไม่ได้สนใจฟังคำอธิบายของธันวาเลยด้วยซ้ำ
    “หมวกนี่ผมถอยมาใหม่ให้มู๋ธันคนเดียวเลยนะ...จะกลับไม่กลับ” น้ำเสียงห้วนๆกระดากหูเรียกสติธันวากลับเข้าสู่ร่าง มือเรียวเอื้อมรับเอาหมวกจากคนหน้ายักษ์แล้วรีบพาร่างขึ้นซ้อนท้ายรถแบบงงๆกับอาการหัวเสียไม่เลิกของอีกฝ่าย
    “เฮ้ย...ขับดีๆดิ” การออกตัวแบบกระชากของรถทำให้ธันวาที่ยังไม่ทันตั้งตัวตกใจร้องเสียงหลงเผลอเอื้อมมือไปเกาะเอวแน่น จนใบหน้าซุกแนบกับแผ่นหลังของคนขับชนิดที่แทบจะสิงร่างของอีกคน แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความตั้งใจของคนที่กำลังบิดรถเร่งเครื่องมุ่งหน้าสู่คอนโดด้วยอาการหน้าระรื่นต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง จนคนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังเมื่อเห็นอาการดังกล่าวก็นึกโมโหจนหน้างอ ต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ‘อยากจะคุยกับนายจะแย่แต่แค่คุยกันไม่กี่คำก็ตื่นเต้นจนนึกคำพูดไม่ออก ทำได้อย่างมากก็แค่เก็บอาการถ้าเกิดเผลอแสดงความในใจนายจะยังเป็นภู่กันต์เหมือตอนนี้อยู่รึเปล่า เราจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่ไหม’ ธันวาคิดพลางมองหน้าอีกคนผ่านทางกระจกที่ตอนนี้ยังไม่ยอมหุบยิ้มเลย