ปกรณัมนักเรียนขั้นเทพ

    ตอนที่ 49 : คำสาป

    “อันนี้อาตมาก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก เพราะอาตมาก็อยู่กับอาจารย์ที่นั่นเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่ก็พอรู้ว่า พรรคโย่วหมิง กับ พรรคปีศาจโลหิตเป็นพวกอธรรมที่ชั่วร้าย อย่างหนูน้อยนี้อาจจะเป็นฝีมือของพวกมันก็เป็นได้ ส่วนตำหนักนิรันดร์ หุบเขาเซียนบุปผา และ อารามฝ่าหง ล้วนตั้งตนเป็นเอกเทศ มีเพียงแค่สามสำนักเท่านั้นที่ข้องเกี่ยวกับโลกแห่งผู้ฝึกตนมากที่สุด”


    “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ไต้ซือช่วยบอกผมได้หรือไม่ว่าผมจะเข้าไปในโลกของผู้ฝึกตนได้อย่างไร? ” ถึงแม้จะรู้ว่าโลกนี้มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็ยิ่งทำให้ เฉิงหยู่ ตื่นเต้นมากกว่าเดิม เพราะเขาคิดเสมอว่าโลกนี้มีเพียงเขาคนเดียวที่เป็นผู้ฝึกตน ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อรู้ว่ามีผู้คนมากมายร่วมเดินอยู่ในเส้นทางเดียวกัน หรืออาจจะกลายเป็นศัตรูในวันข้างหน้า มันก็ยิ่งทำให้โลหิตภายในกายของ เฉิงหยู่ เดือดพล่านขึ้นอีกครั้ง


    “ประสก อาตมาขอบอกว่าอย่าเข้าไปข้องเกี่ยวมากกว่านี้เลย โลกนั้นเป็นโลกแห่งการเข่นฆ่า ในนั้นมีแต่คนที่แข็งแกร่ง ถึงแม้ประสกจะบำเพ็ญตนถึงขั้นสร้างรากฐานแล้ว อาจกล่าวได้ว่าภายในโลกฆราวาสแห่งนี้ไร้ซึ่งครูต่อกร ทว่าในโลกแห่งผู้ฝึกตน ด้วยความแข็งแกร่งเพียงเท่านี้คงยากที่จะกระทำอันใดได้ ประสกลองคิดดูอีกสักครั้งเถอะ! ”


    “ขอบคุณที่ไต้ซือที่ชี้แนะ แต่ถึงยังไงผมก็ต้องเข้าไปในโลกผู้ฝึกตนให้จงได้ เพื่อที่จะไปค้นหาศิลาวิญญาณ” เฉิงหยู่ ยืนยัน


    “ประสก อยู่ในโลกภายนอกอายุเพียงเท่านี้แต่ก็ฝึกฝนถึงขั้นสร้างรากฐาน อนาคตของเธอเรียกได้ว่ารุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัดเลยก็ว่าได้ แต่เหตุใดถึงได้หุนหันพลันแล่นเช่นนี้ กลัวอายุยืนหรือไร? ”


    “ไต้ซือ แต่ไหนแต่ไรมาการบำเพ็ญเพียรก็คือการฝืนต้านลิขิตสวรรค์ ถ้ามีชีวิตอยู่เพียงเพราะกลัวตาย ไม่กล้าที่จะเสี่ยงเผชิญหน้ากับขวากหนาม แล้วจะฝึกตนไปเพื่ออะไร ผมไม่อาจสูญเสียเจตจำนง หรือหัวใจแห่งเต๋าไปได้”


    “อามิตตาพุทธ คำกล่าวของประสก ช่วยทำให้อาตมาผู้นี้เห็นแจ้งมากยิ่งขึ้น นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมอาตมาถึงฝึกฝนบำเพ็ญตนติดอยู่ในด่านนี้มานานหลายปี! กลับกลายเป็นว่าวันนี้อาตมาได้เรียนรู้จากประสกแล้ว ”


    “ไต้ซือกล่าวชมกันเกินไป”


    “หากเป็นเช่นนี้ อาตมาก็จะไม่ห้ามประสก ภายในโลกฆราวาสแห่งนี้ หุบเขาสู่ซาน และ เขาคุนหลุน เป็นประตูเข้าสู่โลกของผู้ฝึกตน ทางเข้าถูกบดบังไว้ด้วยภาพลวงตา แต่นั่นคงไม่ใช่ปัญหาสำหรับประสบที่เป็นผู้ฝึกตน”


    “ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะของไต้ซือ” เฉิงหยู่ ประสานมือพร้อมกล่าวขึ้น


    “ถึงแม้อาตมาจะไม่รู้ว่าประสกต้องการศิลาวิญญาณมากเท่าใดแต่ว่าอาตมานั้นเก็บไว้หนึ่งก้อน หวังว่าจะช่วยประสกได้บ้าง” เสิ้งอีไต้ซือ ล้วงมือเข้าไปในเสื้อแล้วนำเอาศิลาวิญญาณออกมาหนึ่งก้อน


    “ขอบคุณครับไต้ซือ เทียบกับผมแล้ว ไต้ซื้อต้องการมันมากกว่า ดังนั้นผมจะหามันด้วยตัวเอง ” เฉิงหยู่ คืนหินวิญญาณกลับไป หลังจากนั้นก็หยิบเอาขวดโอสถออกมาอีกสองขวด “ นี่คือโอสถเสริมรากฐานกับโอสถเสริมลมปราณ หวังว่ามันจะช่วยไต้ซือให้สร้างรากฐานได้สำเร็จนะครับ ”


    “นี่มัน....” เสิ้งอีไต้ซือ ประหลาดใจ ถ้าหากคนอื่นได้ยินที่ เฉิงหยู่ พูดถึงโอสถนี่อาจจะดูมหัศจรรย์เกินไปซะหน่อย แต่สำหรับ เสิ้งอีไต้ซือ นั้นกลับประหลาดใจมากกว่านั้น สมัยวัยเยาว์ท่านเคยเข้าไปยังโลกฝึกตนกับอาจารย์ของท่าน แล้วอาจารย์ของท่านก็บอกเล่าเรื่องราวต่างๆในโลกผู้ฝึกตนให้ฟัง นั่นทำให้เขารู้ทันทีว่าโอสถนี้มีค่ามากเพียงใด หากให้กล่าวแล้วแม้แต่ในโลกฝึกตนโอสถเสริมรากฐานยังถือว่าหาได้ยากยิ่ง


    ในโลกแห่งฝึกตนไม่ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถเข้าถึงขั้นสร้างรากฐานได้ แม้กระทั่งในพรรคนิกายขนาดใหญ่ ยังมีสาวกจำนวนมากติดอยู่ในขั้นฝึกลมปราณ อีกทั้งยังมีผู้ใดรู้ว่าตนเองจะสร้างรากฐานได้สำเร็จหรือไม่ เมื่อใดที่ประสบความสำเร็จ จะถือว่าพวกเขาได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียนอย่างแท้จริง นอกจากนี้พวกเขายังสามารถเข้าร่วมกับสำนักพรรคใหญ่ได้อีกด้วย แน่นอนว่าเหล่าผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมกับพรรคนิกาย สามารถเพลิดเพลินไปกับทรัพยากรฝึกตนและสิทธิประโยชน์ที่ตนเองได้รับ


    ถึงแม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่าโอสถสร้างรากฐานจะช่วยให้ฝ่าด่านและประสบความสำเร็จในการสร้างรากฐาน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหรืออุบัติเหตุใดๆเกิดขึ้น ก็มีโอกาสสูงมากที่จะสำเร็จ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างรากฐาน จะมีโอกาสเข้าร่วมกลายเป็นศิษย์ของสำนักนิกายใหญ่ มีเพียงศิษย์อยู่ในขั้นสร้างรากฐานเท่านั้นถึงจะควรค่าแก่การฝึกฝน


    แต่ทว่าโลกของผู้ฝึกตนในยุคปัจจุบันนี้ ไม่มีปรมาจารย์โอสถหลงเหลืออยู่แล้ว ดังนั้นสำนักนิกายใหญ่จึงต้องปรุงโอสถด้วยตนเอง แต่ก็ทำได้เพียงโอสถอายุวัฒนะเท่านั้น ถ้าอย่างเก่งก็สามารถปรุงโอสถฟื้นพลังขึ้นมาได้เท่านั้น นั่นหมายความว่าโอสถสร้างรากฐานมีจำนวนอยู่น้อยมาก หากใช้ก็จะหมดลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นหากไม่ใช่อัจฉริยะผู้มากไปด้วยพรสวรรค์ หรือสาวกในขั้นฝึกลมปราณที่ยินดีอุทิศกายใจให้กับสำนักแล้วละก็ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้รับโอสถสร้างรากฐานเช่นนี้


    เพียงเท่านี้ก็ทำให้รู้ได้ว่าโอสถทั้งสองของ เฉิงหยู่ นั้นล้วนมีค่าเพียงไหน


    “ประสก เก็บไว้เถอะ ของมีค่าเช่นนี้อาตมารับไว้ไม่ได้หรอก ประสกอาจจะต้องการมันหลังจากเข้าไปในโลกฝึกตนแล้ว” ถึงแม้ว่าโอสถเหล่านั้นจะมีประโยชน์ต่อ เสิ้งอีไต้ซือ ก็จริง แต่หัวใจของหลวงจีนก็ยังไม่สั่นคลอน เขายังคงยึดมั่นในพระธรรม


    “ขอบคุณไต้ซือที่เตือน แต่ยังไงก็รับไว้เถอะ ศาสนาพุทธสอนอยู่เสมอว่าทุกอย่างย่อมดำเนินไปตามเหตุและผลของมัน ไต้ซือช่วยไขข้อสงสัยให้ผม ด้วยการนี้ ผมมอบโอสถนั้นให้ไต้ซือนั้นก็เป็นผลลัพธ์ ตามหลักคำสอนแล้ว ถ้าหากว่าไต้ซือไม่รับไว้ นั้นอาจจะทำให้ไต้ซือบิดเบือนคำสอนนะครับ นั้นก็จะทำให้ผมบาปด้วย”


    “อามิตตาพุทธ ประสกวาทะเป็นเลิศ ถ้าอย่างนั้นอาตมาก็ขอรับน้ำใจไว้ หวังว่าประสกจะปลอดภัยในโลกของผู้ฝึกตน และได้รับสิ่งที่ตนเองกำลังตามหา ” เสิ้งอีไต้ซือ รับโอสถไว้ แล้วก็ให้พร


    “ไต้ซือวางใจเถอะ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่ผมจะเข้าไป ถ้าเช่นนั้นผมขอลงเขาก่อนแล้วกัน ไว้วันหลังผมจะมาเยี่ยมไต้ซือใหม่ ” เฉิงหยู่ พูดเสร็จก็อุ้ม เขอเขอ ขึ้นมา


    “ประสกช้าก่อน ถ้าประสกไว้ใจอาตมา โปรดให้อาตมาช่วยแก้ไขคำสาปของหนูน้อยด้วยเทิด ” เสิ้งอีไต้ซือพูดพลางลุกขึ้นมา


    “เอ่อ...” เฉิงหยู่ รู้สึกลังเล เพราะคำสาปนี้นับว่าทรงพลังอยู่ไม่น้อย เมื่อใดที่เริ่มใช้คาถาปัดเป่าจะปลดปล่อยความชั่วร้ายออกมานับไม่ถ้วน นอกจากนี้วิญญาณชั่วร้ายยังอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้คำสาป ซึ่งเราก็ยังไม่ทราบความแข็งแกร่งของมันอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงถือเป็นอันตรายมากสำหรับผู้ปัดเป่า


    บนยอดเขาเยว่เฟิงแห่งนี้ ล้อมรอบไปด้วยวัดวาอารามมากมาย ดังนั้นพลังแห่งพระพุทธคุณจึงหนาแน่นเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งในช่วงเที่ยงวันแบบนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปัดเป่าคำสาป ซึ่งเสิ้งอีไต้ซือในฐานะผู้พิทักษ์ธรรมะย่อมเชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง


    แต่เขาไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้กับเสิ้งอีไต้ซือ เนื่องจากว่าเมื่อเริ่มกระบวนการปัดเป่าคำสาป วิญญาณชั่วร้ายที่เชื่อมต่ออยู่กับผู้ใช้คำสาป จะสามารถค้นสถานที่แห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย แล้วถ้าพวกมันตามมาแก้แค้นจะทำอย่างไร? หากอีกฝ่ายไม่สูงส่งก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นยอดฝีมือล่ะคงได้เกิดการนองเลือดขึ้นอย่างแน่นอน


    “ไต้ซือครับ ท่านรู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่านี่คือคำสาปอะไร? ” เฉิงหยู่ ต้องการรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเก่งกาจแค่ไหน และคุ้มค่าแก่การเดิมพันหรือไม่ ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นว่าช่วยเหลือคนอีกคนหนึ่ง แต่มีผู้คนมากมายต้องเดือดร้อนไปด้วย


    “ก็พอรู้อยู่บ้าง อาตมาเข้าใจดีว่าประสกนั้นกังวลใจเรื่องอะไร? อย่างที่ประสกเคยพูดไว้ ทุกสรรพสิ่งย่อมมีเหตุและผลในตัวของมัน ประสกเป็นคนหว่านเมล็ดพันธุ์หว่านเมล็ดพันธุ์ อาตมาเป็นผู้เก็บเกี่ยว พระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้นเพื่อลงมาโปรดสรรพชีวิตทั้งมวล ช่วยคนหนึ่งชีวิต ยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น เห็นเด็กน้อยต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ หากประสกยื่นมือเข้าช่วยเหลือ นี่ถือเป็นความเมตตากรุณาอย่างใหญ่หลวง อาตมาศึกษาพระธรรมมาหลายสิบปี คงเมินเฉยไม่ได้หรอก”


    “ในเมื่อไต้ซือมีคุณธรรมสูงส่งถึงเพียงนี้ ผมก็จะไม่พูดอะไรอีก เพื่อเป็นการขอบคุณไต้ซือ ผมจะจัดเตรียมค่ายกลให้ก่อน เพื่อไม่ให้วิญญาณร้ายติดต่อกับผู้ใช้คำสาปได้ หลังจากนั้นให้ไต้ซือคอยช่วยเหลือผมปัดเป่าวิญญาณร้าย”


    “ดี” เสิ้งอีไต้ซือ ออกมาจากกุฏิ


    เฉิงหยู่ ใช้มือลูบหัว เขอเขอ จากนั้นเธอก็ผล็อยหลับไป เขานำกระต่ายน้อยออกมาจากอ้อมแขนของเขอเขอ แล้วมอบมันให้ อู๋ฉาง จากนั้นก็ปิดประตูกุฏิ


    เฉิงหยู่ ทำสัญลักษณ์มือ พร้อมกับท่องคาถา หลังจากนั้นก็ปรากฏลมปราณสีขาว 9 สายแผ่พุ่งออกมา จัดวางค่ายกลผนึกวิญญาณเก้าตะวัน เพื่อที่จะไม่ให้วิญญาณชั่วร้ายเล็ดลอดออกไป และไม่สามารถติดต่อผู้ใช้คำสาปได้


    ทันใดนั้นแสงสีขาวก็แผ่ไปทั่วห้อง วิญญาณชั่วในตัว เขอเขอ เหมือนรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จากนั้นก็เกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้นดวงตาของ เขอเขอ ก็เรืองแสงสีเขียวออกมา กรงเล็บยาวทั้งสองข้างยืดยาว ปลายเล็บยาวเป็นสีดำขลับแผ่พุ่งปราณทมิฬออกมาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายเล็กๆของ เขอเขอ ถูกห่อหุ้มไปด้วยไอวิญญาณชั่วร้ายสีดำสนิท จากนั้นก็ค่อยๆลอยขึ้นไปกลางอากาศ ดวงตาสีเขียวจ้องเขม็งไปที่ เฉิงหยู่


    “กรี๊ด!!! ” เขอเขอ ทั้งกรีดร้อง จนทำให้ อู๋ฉาง ที่อยู่ด้านนอกตกตะลึงกับเสียงนี้ เสียงดุร้ายนี้ดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง เสียดแทงเข้าไปในแก้วหู ราวกับหลุดออกมาจากขุมนรก ผู้ใดที่ได้รับฟังจะต้องหวาดกลัวสั่นสะท้านไปถึงก้นบึ้งหัวใจ อู๋ฉาง ไม่รู้ว่าตอนนี้ เขอเขอ เป็นยังไงบ้าง แล้วก็ไม่รู้อีกด้วยว่า เฉิงหยู่ ทำอะไรอยู่ข้างใน


    “ประสก ถือยันต์นี้เอาไว้สองแผ่น หยดเลือดลงไปสักหยดสองหยด ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้หลบอยู่ด้านหลังพระพุทธรูปอย่าออกมาเด็ดขาด แล้วก็อย่าส่งเสียง เธอกำยันต์นี้ไว้ในมือก็พอแล้ว” พอได้ยินอย่างนั้น เสิ้งอีไต้ซือ ก็คิ้วขมวดพร้อมกับนำยันต์วัชระหนึ่งแผ่น และยันต์ขับไล่ออกมาอีกหนึ่งแผ่นมอบให้กับ อู๋ฉาง ที่กำลังหวาดกลัว


    อู๋ฉาง เอากระต่ายซุกไว้ด้านในเสื้อ จากนั้นก็กำยันต์แล้ววิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังพระพุทธรูปทันที อู๋ฉางกัดปลายนิ้วพร้อมหยดลงไปแบนแผ่นยันต์ทั้งสอง มันกำแผ่นยันต์ในมือไว้แน่น แล้วเอนกายพิงอยู่ด้านหลังพระพุทธรูป


    ช่วงเวลานั้นเองดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงสว่างเจิดจ้า ก็ค่อยๆมืดสลัวลงจากเมฆหมอกที่เคลื่อนเข้าปกคลุม นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาบนเขา เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ากำลังค่อยๆมืดลง ก็รีบวิ่งไปยังวัดที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที


    เฉิงหยู่ ในยินเสียงกรีดร้องของอีกฝ่าย เขาก็ใช้พลังปราณ ตรึงร่าง เขอเขอ ไว้ทันที เตรียมพร้อมใช้ออกด้วยวิชาดูดวิญญาณ เพื่อดึงวิญญาณชั่วออกมาจากร่างของเธอ


    เมื่อวิญญาณร้ายถูกพลังปราณตรึงไว้ จากนั้นมันก็กรีดร้องขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว พร้อมกับทำลายพลังปราณ แล้วทะยานเข้าหา เฉิงหยู่ ทันที เนื่องจากเป็นร่างกายของ เขอเขอ เฉิงหยู่ จึงไม่กล้าที่จะใช้พลังทั้งหมด ทำได้เพียงจับมือของ เขอเขอ เอาไว้ แล้วก็ใช้พลังปราณที่หนาแน่นยิ่งกว่าก่อนตรึงร่างของเธอไว้อีกครั้ง มือซ้ายวางอยู่บนหัวของ เขอเขอ จากนั้นมือของเขาเปล่งพลังปราณที่ดูเสมือนดั่งวังวนออกมา เพียงชั่วอึดใจไอวิญญาณสีดำก็ค่อยๆถูกดูดเข้าไปในกระแสน้ำวนนั้น


    ระหว่างที่ไอมารกำลังถูกดูดออกไป วิญญาณร้ายก็กรีดร้องคำรามออกมาอย่างเจ็บปวด สีหน้าของ เขอเขอ บิดเบี้ยว พยายามดิ้นทุรนทุรายเพื่อออกจากพันธนาการ แล้วในตอนนั้น เสิ้งอี้ไต้ซือ ที่อยู่ด้านนอกกุฏิ ก็แสดงสีหน้าราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่ยากจะรับมือเป็นอย่างยิ่ง ท้องฟ้ามืดครึ้ม เสียงกรีดร้องดังก้องกังวานไปทั่วทุกแห่งหน ปราณทมิฬแข็งแกร่งกร้าวยิ่ง ไอมารจำนวนนับไม่ถ้วนแห่แหนมารวมกันที่หน้ากุฏิพิธีของ เฉิงหยู่


    เสิ้งอีไต้ซือ จ้องมองไปยังพวกมันด้วยท่วงท่าสง่างาม จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปในจีวร พร้อมกับโยนยันต์ขับไล่วิญญาณขึ้นไปบนฟ้า พลางท่องมนต์คาถา จากนั้นยันต์ขับไล่วิญญาณก็ส่องแสงแห่งพระธรรมเจิดจ้า เหล่าวิญญาณร้ายที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามา พากันเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวน จากนั้นก็ถูกแสงแห่งพระธรรมกลืนกินหายไปทันที


    แต่ทันใดนั้นเอง เมื่อเสียงของวิญญาณร้ายที่อยู่ภายในกุฏิดังขึ้นอีกครั้ง วิญญาณชั่วร้ายที่อยู่ด้านนอกก็บินทะยานเข้ามารวมตัวกันอยู่ด้านนอกกุฏิ พร้อมกับพุ่งทะยานโจมตีเข้ามาอีกครั้ง เสิ้งอีไต้ซือ เห็นอย่างนั้นแล้ว ก็นำยันต์ขับไล่วิญญาณโปรยไปทั่วทั้งกุฏิ พร้อมกับสวดคาถา พริบตาแสงแห่งพระธรรมก็ส่องสว่างเรือนรองออกมา ขับไล่วิญญาณร้ายที่กำลังโจมตีเข้ามาจนหายไปอีกครา


    ภายในห้องนั้น เฉิงหยู่ แสดงท่าทางจริงจังยิ่ง เม็ดเหงื่อผุดขึ้นทั่วทั้งร่าง วิญญาณชั่วนี้แข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้มาก ถึงแม้จะดูดซับไอมารจากร่างของ เขอเขอ มานานพอสมควร แต่มันก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหมด


    วิญญาณชั่วร้ายนั้นขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเปล่งเสียงกรีดร้องที่ดังคมชัดยิ่งกว่าเก่า ส่งผลให้วิญญาณร้ายที่อยู่ด้านนอกตอบสนองพากันกรูเข้ามาโจมตีอย่างบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น ราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟก็มิปาน


    จบตอน