“เฉินเฉวียนรุ่ย!”
เสียงหวานแผดผาดดังลั่นเรียกอู๋เซินเถียวด้วยชื่อของคนอื่น แล้วเสียงะโของหล่อนมันก็ชวนให้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเดินขวักไขว่อยู่รอบ ๆ ฟุตบาทให้หันกลับมามองที่จุดเดียวกันในทันทีส่วนคนที่ส่งเสียงปาว ๆ ไม่มีแม้แต่ความละอายต่อการกระทำฉาบฉวยของตัวเอง ยิ่งไม่สนใจว่าตัวเองจะถูกใครหันมามองบ้างจะมีก็แต่อู๋เซินเถียวที่ออกอาการไม่พอใจสุด ๆที่ตอนนี้เขากำลังตกเป็เป้าสายตาของคนรอบ ๆ
เ้าของใบหน้าสวยยกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจเมื่อในที่สุดชายคนนั้นก็หยุดเดิน ครั้งนี้หล่อนตั้งใจจะคุยกับเขาให้รู้เื่จะไม่มัวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อีก พอคิดได้อย่างนี้หล่อนจึงค่อย ๆ เดินหน้าเข้าไปหาเขาแต่ให้ตายสิโว้ยยย เหลืออีกแค่นิดเดียวหล่อนก็จะเดินไปถึงตัวเขาอยู่แล้ว
แต่รองเท้าเวรนี่!ดันสร้างเื่ซะก่อน!!
ด้วยความที่มันเป็รองเท้าส้นหนาและหล่อนก็ไม่ค่อยชินกับการใส่รองเท้ามีส้น มันจึงพาหล่อนเสียการทรงตัวกะทันหันจังหวะนั้นคล้ายว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากลี่เฟยเผลอคว้ามือไปดึงชายเสื้อของเซินเถียวไว้แน่น จนลากเอาคนตัวสูงล้มลงมาบนพื้นแล้วคนทั้งคู่ก็อยู่ในท่าที่ริมฝีปากสามารถประกบจูบกันได้พอดิบพอดี!
วินาทีนี้!!!หล่อนแทบอยากกรี้ดให้คอแตก! นี่มันฉากในละครชัด ๆอะไรมันจะพอดิบพอดีขนาดนั้นวะเนี่ย><
“คุณเมากลางวันหรือไงเลิกเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้เถอะ ผมไม่ใช่เฉวียนรุ่ยอะไรนั่น”
ท่าทางของเขาดูลุกลี้ลุกลนทำราวกับโดนของร้อนนาบริมฝีปาก เมื่อตั้งหลักได้เขาก็รีบหยัดตัวลุกขึ้นยืนทันทีไม่แม้แต่จะประคองลี่เฟยขึ้นจากพื้นหนำซ้ำอู๋เซินเถียวยังพูดกลบเกลื่อนด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอีกต่างหากแต่พอเห็นว่าลี่เฟยลุกขึ้นลำบากเพราะหล่อนสวมกระโปรงลูกไม้ตัวยาวคลุมลงมาถึงข้อเท้าเขาก็ทนยืนมองอยู่เฉย ๆ ไม่ได้สุดท้ายก็ย่อตัวลงไปช่วยประคองหล่อนให้ลุกขึ้นยืนอยู่ดี
เขาคิดในใจว่าที่ช่วยหล่อนเมื่อครู่นี้ แค่ทำไปเพราะสัญชาตญาณก็เท่านั้นแหละที่สำคัญเขาแค่อยากรักษาภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูเป็สุภาพบุรุษ อย่าคิดว่าเขาจะพิศวาสหล่อนเชียวล่ะเขาน่ะเป็พวกขี้สงสารแค่ช่วยหล่อนในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลกเดียวกันมันก็เท่านั้นเอง
พอช่วยเสร็จเขาก็เดินเลี่ยงไปอีกทางเพราะไม่อยากตกเป็เป้าสายตาของใคร แต่ถึงอย่างนั้นหลินลี่เฟยก็ยังไม่ละความพยายามยังเอาแต่เดินต้อย ๆ ตามเขาไปอีกเหมือนเดิม
“อะ...เอ่อ...งั้นคุณชื่ออะไรเหรอคะ นี่คุณ? ได้ยินหรือเปล่าตอบฉันหน่อยสิ ฉันหลินลี่เฟยค่ะ”
ขนาดหล่อนโดนเซินเถียวพูดใส่หน้าไปขนาดนั้นแล้วแทนที่หล่อนจะหน้าม้าน[1]ยอมล่าถอยแล้วปล่อยอีกฝ่ายไปง่าย ๆ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ท่วมท้นอยู่เต็มอกและด้วยหน้าตาที่หล่อเหลาเป็เอกลักษณ์ ซึ่งดันไปเหมือนกับศิลปินคนโปรดที่หล่อนชอบลี่เฟยจึงอยากทำความรู้จักกับผู้ชายคนนี้ให้มากขึ้นอีกเป็เท่าตัว
ฝ่ายคนโดนตามตื๊อพยายามกดอารมณ์ฉุนเฉียวไว้ เขาท่องไว้ในใจว่าจะไม่โต้ตอบอะไรกลับไปเด็ดขาดเพราะเขาคิดว่าการที่หล่อนทำเป็ไขสือ แล้วเอาแต่วิ่งตามตอแยเขาแบบนี้สิ่งที่หล่อน้า...คงหนีไม่พ้นอยากทำให้เขาโมโหจนเสียความเป็ตัวเอง!
ในเมื่อรู้ดีว่าความ้าของหล่อนคืออะไรเขาจะไม่ยอมให้หล่อนได้ในสิ่งที่้าเด็ดขาด
เขานึกสงสัยจริง ๆว่าคราวนี้ผู้หญิงตัวร้ายอย่างหลินลี่เฟยจะมาไม้ไหนกันแน่ถึงได้ยอมลงทุนทำตัวหน้าหนา เอาแต่เดินตามเขาต้อย ๆ เหมือนลูกแมวน้อยแล้วก็ถามคำถามเดิมวนซ้ำไปมา ทำเหมือนอยากตีสนิทกับเขาทั้งที่เขากับหล่อนแทบไม่มีความจำเป็ใด ๆ เลย ที่ต้องมาทำความรู้จักกัน!?
แต่ให้ตายเถอะ!เขารู้จักหล่อนดีเชียวล่ะ เพราะงั้นเขาจะไม่สนิทกับผู้หญิงใจร้ายแบบหล่อนเด็ดขาด
หลินลี่เฟย…ในความทรงจำของอู๋เซินเถียวหล่อนเป็คุณหนูที่มีดีแค่หน้าตาและฐานะทางสังคมเท่านั้นเขาไม่รู้ว่าลี่เฟยดีเลิศมากแค่ไหนในสายตาของผู้ชายคนอื่น แต่สำหรับเขา!หล่อนคนนี้หาส่วนที่ดีไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว
นอกจากนี้เขายังรู้อีกว่าผู้หญิงอย่างหล่อนชอบใช้คำพูดเหยียดหยามและดูถูกคนอื่นจนติดเป็นิสัยถ้าจะใช้คำว่ากมลสันดานเสื่อม ก็ยังไม่แรงไปด้วยซ้ำ แค่นั้นยังไม่พอ...หล่อนยังมีงานอดิเรกเป็การชี้หน้าด่าคนนั้นคนนี้ไปทั่ว และทุก ๆครั้งที่หล่อนด้อยค่าคนอื่น สีหน้าสวย ๆ ของหล่อนก็ไร้ซึ่งความสะทกสะท้านชวนให้คนที่ถูกด้อยค่านึกเจ็บร้าวในใจจนไม่อยากอภัยให้หล่อนเลยจริง ๆ
และแน่นอนว่า ใครคนหนึ่งที่เคยตกเป็ทาสรองรับอารมณ์ของหลินลี่เฟยก็คืออู๋เซินเถียวคนนี้นี่แหละ เพราะงั้น...จึงไม่แปลกที่เขาจะจำฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้
หากจะให้เล่าย้อนไปถึงต้นตอของเื่ทั้งหมดก็คงต้องพูดย้อนกลับไปั้แ่ตอนที่อู๋เซินเถียวยังทำงานเป็ลูกจ้างรายวันอยู่ที่โรงงานทอผ้าเจียฟู่เป่าสวนเ้าของโรงงานก็คือหลินอี้เฉิน ซึ่งมีสถานะเป็พ่อของหลินลี่เฟย
แม้จะเป็แค่ลูกจ้างรายวันทั่วไปและทำงานในตำแหน่งต่ำต้อย แต่อู๋เซินเถียวก็ทำงานอยู่ที่นั่นหลายปีเพราะเห็นว่า่นั้นงานหายาก หลาย ๆ โรงงานไม่มีตำแหน่งว่าง ส่วนโรงงานเล็ก ๆก็ปิดตัวลง บางที่ก็ให้ค่าแรงไม่คุ้มเหนื่อยมีแค่โรงทอผ้าเจียฟู่เป่าของตระกูลหลินเท่านั้น ที่ให้ค่าจ้างสมเหตุสมผล
ด้วยหลาย ๆปัจจัยที่ว่ามา เซินเถียวเลยปักหลักทำงานอยู่ที่โรงทอผ้าเจียฟู่เป่าไปเรื่อย ๆโดยไม่มีกำหนดว่าจะลาออกวันไหน แม้จะถูกลูกสาวเพียงคนเดียวของเถ้าแก่พูดจาไร้หัวคิดใส่บ้างในบางครั้งแต่เขาก็อดทนมาเรื่อย ๆ และเลือกที่จะปล่อยผ่านมันไปเฉย ๆ เพียงเพราะเหตุผลสองข้อซึ่งนั่นก็คือเงินค่าจ้าง และอู๋เซินเถียวยังไม่มีที่ให้ไป
่เวลานั้นเซินเถียวได้เห็นพฤติกรรมแย่ๆ หลายอย่างของหลินลี่เฟยเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นิสัยชอบทำตัวเหลวไหลไม่เอาการไม่เอางาน จะมาที่โรงงานแต่ละทีก็มาเพื่อไถเงินพ่อ หรือไม่งั้น...หล่อนก็มาเพื่อด่าทอคนงานโดยเฉพาะหวังใช้พวกเขาเ่าั้เป็สนามรองรับอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเอง
ในสายตาของเซินเถียวหล่อนคือผู้หญิงที่ด่าคนได้ไม่เลือกหน้า และไม่ยอมฟังคำเตือนจากใครทั้งนั้นแม้แต่คุณท่านหลินพยายามสั่งสอนเธอไปแล้วหลายครั้ง เธอก็ด่ากราดกลับมาด้วยคำพูดแรงๆ โดยไม่สนว่านั่นคือพ่อของเธอเอง
ั้แ่นั้นเป็ต้นมาเขาเลยตั้งแง่ใส่หล่อนทั้งยังมีอคติแย่ ๆ เกี่ยวกับหล่อนมากมาย ชนิดที่ไม่อยากเฉียดใกล้เลยก็ว่าได้หรือจะให้ดี! เขาขอไม่รู้จักและไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับหลินลี่เฟยอีกแบบนั้นจะดีมาก
ครั้งหนึ่งเซินเถียวเคยคิดมาดหมายไว้ว่าหากวันไหนวันหนึ่งเขามีเงินทอง หรือมีโอกาสในชีวิตมากกว่านี้ ถึงวันนั้นแล้วเขาจะไม่ทนทำงานอยู่ที่โรงทอผ้าเจียผู้เป่าต่ออีกเด็ดขาดเขาจะรีบเอาตัวเองออกไปให้ไกลจากสภาวะแวดล้อมเหล่านี้
เซินเถียวฝังใจหนัก!ถึงขนาดที่ครั้งหนึ่งเคยปรามาสเอาไว้ว่า...
ผู้หญิงนิสัยเสียช่างเอาแต่ใจแบบหลินลี่เฟยคงไม่มีผู้ชายคนไหนตาต่ำมาชอบหล่อนหรอกหรือต่อให้มีผู้ชายเคราะห์ร้ายมาหลงเสน่ห์หล่อนเข้าจริง ๆไอ้คนนั้นมันจะทนได้สักกี่น้ำเชียว คนกร้านโลก[2]แบบหล่อนน่ะเตรียมตัวอยู่คนเดียวจนแก่ตายไปได้เลย
ในสายตาผู้ชายคนอื่นใครจะมองว่าหลินลี่เฟย เป็ผู้หญิงสวยก็ช่างหัวผู้ชายพวกนั้นสิ สำหรับอู๋เซินเถียว ขอยกให้หลินลี่เฟย เป็ผู้หญิงที่ไม่สวยทั้งนิสัยทั้งกริยามองไปมุมไหนก็ไม่สวย ไม่มีส่วนที่สวยเลยสักนิดเดียว!ต่อให้หน้าตาของหล่อนจะดูดีพอใช้ได้ก็เถอะ แต่รวม ๆ แล้วก็ไม่สวยอยู่ดี เหอะ!
หลังจากอู๋เซินเถียวเก็บออมเงินได้ก้อนหนึ่งเขาก็ยื่นขอลาออกจากโรงงาน แล้วผันตัวไปร้องเพลงเปิดหมวกตามแหล่งต่าง ๆโดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนสัญจรไปมาเยอะ ๆบางโอกาสก็สลับไปรับจ้างร้องเพลงที่คลับบาร์จนในที่สุดคนมีพร์และหน้าตาดีอย่างอู๋เซินเถียวก็ดันไปเข้าตาแมวมองคนหนึ่งเข้า เขาคนนั้นจึงออกปากชวนเซินเถียวไปทำงานด้วยกัน
เขาคนนั้นเป็ถึงเ้าของโรงละครแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟโรงละครต้าหลัวเพิ่งเปิดทำการได้ไม่ถึงปีเ้าของโรงละครจึงพยายามมองหานักร้องนักแสดงหน้าใหม่ ๆเข้าไปทำงานในโรงละครอยู่เสมอ
พอเห็นอู๋เซินเถียวเข้าก็รู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูกผนวกเข้ากับได้เห็นความสามารถของเขา จึงประเมินว่า ถ้าหากเอาเ้าหนุ่มนี่มาปั้นดีๆ ก็อาจทำเงินให้โรงละครต้าหลัวได้ไม่น้อย
แล้วก็เป็ไปตามคาด!หลังทาบทามให้เซินเถียวเข้ามาร้องเพลงในโรงละคร ใช้เวลาเพียงแค่เดือนเศษ ๆจากนักร้องอิสระทั่วไปอู๋เซินเถียวก็ได้กลายมาเป็นักร้องดาวรุ่งของโรงละครต้าหลัว ที่ใคร ๆต่างก็ชื่นชมว่าเขาไม่ได้มีดีแค่ร้องเพลงเพราะ แต่ยังหุ่นดี และหน้าตาดีอีกต่างหาก
แล้วไม่ทันไรอู๋เซินเถียวก็ได้กลายเป็นักร้องมืออาชีพเต็มตัวเพราะนอกจากเสียงเพราะ สูงยาว เข่าดี หน้าตาหล่อเหลามีเสน่ห์เขายังเอาใจแขกในโรงละครเก่งอีกด้วย กระทั่งมีคนยกตำแหน่ง นักร้องหนุ่มขวัญใจมวลชนให้กับอู๋เซินเถียว
แล้วหลังจากนั้นเพียงหนึ่งปีอู๋เซินเถียวก็กลายเป็นักร้องยอดนิยมและควบมาด้วยตำแหน่งขวัญใจของเหล่าลูกคุณหนูตระกูลผู้ดี เพราะั้แ่ที่เขามีเงินมีชื่อเสียงและมีจุดยืนในแวดวงสังคม พวกผู้หญิงลูกท่านลูกเธอ ก็ผลัดกันเข้ามาไต่ตอมเขาไม่เคยขาด
[1]หมายถึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนเกิดความละอายใจหน้าเสียจนไม่กล้าสบตาใคร
[2]หมายถึง คนที่ผ่านโลกมามาก มีประสบการณ์เยอะ และโชกโชนในเื่ราวบางอย่าง