ความเงียบสงัดปกคลุมป่าไผ่หลังจวนท่านอ๋องหลังจากที่เย่จิ่นหลีเดินจากไป หลินเยว่ถอนหายใจยาว พยายามสลัดความรู้สึกกดดันที่บุรุษผู้นั้นทิ้งไว้ เธอหันกลับมามองัน้อยเสี่ยวหลงที่ยังคงจ้องมองเธอด้วยดวงตาสีฟ้าใส
*“มนุษย์...บุรุษผู้นั้นอันตรายนัก”*
เสียงของเสี่ยวหลงดังขึ้นในหัวของเธอ
“ข้ารู้เสี่ยวหลง ข้ารู้ดีกว่าใคร”
หลินเยว่ตอบพลางลูบหัวมันเบาๆ
“แต่ในโลกนี้ ใครบ้างที่ไม่ อันตราย? ข้าเองก็ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้เหมือนกัน”
เสี่ยวหลงขยับตัวเล็กน้อย ปีกที่เคยาเ็เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็วด้วยพลังปราณที่หลินเยว่ส่งให้
*“เ้าช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าจะตอบแทนเ้า...เ้า้าพลังใช่หรือไม่?”*
หลินเยว่พยักหน้า
“ใช่ ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ข้า้าความแข็งแกร่งเพื่อปกป้องตัวเอง”
*“ถ้าเช่นนั้น จงทำพันธสัญญากับข้า”*
เสี่ยวหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
*“หยดเืของเ้าลงบนหน้าผากของข้า แล้วพลังของเราจะเชื่อมถึงกัน”*
หลินเยว่ไม่ลังเล เธอใช้เข็มเงินที่แอบพกติดตัวมาเจาะปลายนิ้วเบาๆ แล้วหยดเืลงบนหน้าผากของัน้อย ทันใดนั้น แสงสีเงินเจิดจ้าก็พุ่งออกมาจากร่างของเสี่ยวหลง ห่อหุ้มร่างของหลินเยว่ไว้ ความร้อนสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วร่างกายของเธอ มันรุนแรงกว่าครั้งแรกที่เธอััได้ถึงพลังปราณหลายเท่า
“อึก...!”
หลินเยว่กัดฟันแน่น พยายามอดทนต่อความเ็ปที่เกิดจากการขยายตัวของจุดชีพจร พลังงานมหาศาลไหลเวียนไปทั่วร่าง ชำระล้างพิษร้ายที่ตกค้างอยู่ให้สลายไปจนสิ้น
เมื่อแสงสว่างจางลง หลินเยว่รู้สึกราวกับเกิดใหม่ ร่างกายที่เคยหนักอึ้งกลับเบาสบายและเต็มไปด้วยพละกำลัง ประสาทััของเธอเฉียบคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอสามารถได้ยินเสียงใบไผ่เสียดสีกันแม้ในระยะไกล และััได้ถึงการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตรอบกาย
*“พันธสัญญาเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้ข้าคือคู่หูของเ้า”*
เสี่ยวหลงกล่าว ร่างของมันค่อยๆ ย่อส่วนลงจนเหลือขนาดเท่ากับลูกแมวตัวเล็กๆ ก่อนจะะโขึ้นมาเกาะบนไหล่ของเธอ
“ขอบคุณนะเสี่ยวหลง”
หลินเยว่ยิ้มอย่างพอใจ
“แล้วข้าจะเริ่มฝึกฝนอย่างไรดี?”
*“ในจวนแห่งนี้มีสายตามากมายจับจ้องเ้าอยู่ เ้าต้องฝึกฝนในที่ที่ไม่มีใครเห็น...ตามข้ามา”*
เสี่ยวหลงนำทางหลินเยว่ไปยังถ้ำลับที่ซ่อนอยู่หลังน้ำตกขนาดเล็กในป่าไผ่ ที่นั่นมีบรรยากาศที่เย็นสบายและเต็มไปด้วยพลังปราณธรรมชาติที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าภายนอก
*“ที่นี่คือมิติฝึกฝนลับที่ข้าสร้างขึ้น เวลาในนี้จะเดินช้ากว่าภายนอกมาก เ้าสามารถฝึกฝนได้ที่นี่โดยไม่ต้องกังวลเื่เวลา”*
หลินเยว่เริ่มฝึกฝนตามคำแนะนำของเสี่ยวหลง เธอใช้พื้นฐานศิลปะการต่อสู้จากโลกเดิมผสมผสานกับการโคจรพลังปราณที่เสี่ยวหลงสอน ทุกท่วงท่าที่เธอเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความดุดันและแม่นยำ พลังปราณสีเงินจางๆ แผ่ออกมาจากร่างกายของเธอในทุกครั้งที่ออกหมัดหรือเตะ
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงในมิติฝึกฝน แต่ภายนอกกลับผ่านไปเพียงไม่กี่นาที หลินเยว่รู้สึกว่าพลังบำเพ็ญเพียรของเธอเริ่มเข้าสู่ระดับเริ่มต้นอย่างมั่นคง
ทว่า ในขณะที่เธอกำลังจะออกจากมิติฝึกฝน เสี่ยวหลงก็ส่งสัญญาณเตือน
*“มีคนกำลังมุ่งหน้ามาที่ห้องของเ้า...และดูเหมือนจะไม่ใช่คนหวังดี”*
หลินเยว่รีบออกจากถ้ำและกลับไปยังห้องนอนของเธออย่างรวดเร็ว เธอแสร้งทำเป็นอนหลับอยู่บนเตียง ทันใดนั้น หน้าต่างห้องก็ถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ เงาร่างสีดำสองร่างะโเข้ามาในห้องพร้อมกับดาบในมือที่สะท้อนแสงจันทร์
พวกมันมุ่งตรงมาที่เตียงและเงื้อดาบขึ้นหมายจะปลิดชีวิตหญิงสาวที่นอนอยู่
“ตายซะ!”
หนึ่งในนั้นกระซิบ
ทว่า ก่อนที่ดาบจะถึงตัว หลินเยว่ก็ลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอเป็ประกายสีเงินวาวโรจน์ เธอเบี่ยงตัวหลบคมดาบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่หน้าอกของมือสังหารคนแรกด้วยพลังปราณที่เพิ่งฝึกฝนมา
“อั่ก!”
มือสังหารผู้นั้นกระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องจนกระอักเืออกมา
มือสังหารอีกคนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบฟันดาบเข้าใส่หลินเยว่อย่างต่อเนื่อง แต่หลินเยว่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วราวกับภูตผี เธอหลบหลีกทุกการโจมตีได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะคว้าข้อมือของมันไว้และบิดจนกระดูกแตกละเอียด
“ใครส่งพวกเ้ามา?!”
หลินเยว่ถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ พลางกดจุดชีพจรที่คอของมือสังหารทำให้มันไม่อาจขยับเขยื้อนได้
มือสังหารกัดฟันแน่น ไม่ยอมปริปากพูด หลินเยว่แสยะยิ้ม
“ไม่พูดงั้นหรือ? ข้ามีวิธีที่จะทำให้เ้าพูดได้มากกว่าที่เ้าคิดนะ”
เธอหยิบเข็มเงินออกมาและเตรียมจะฝังลงในจุดที่ทำให้เกิดความเ็ปอย่างแสนสาหัส ทว่า ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
เย่จิ่นหลีเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสงบนิ่ง สายตาของเขากวาดมองสภาพห้องที่เต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้และมือสังหารที่นอนาเ็อยู่บนพื้น
“ดูเหมือนว่าพระชายาของข้าจะยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญนะ”
เย่จิ่นหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
หลินเยว่ลดเข็มเงินลงและหันไปมองเขา
“ท่านอ๋อง...ท่านมาช้าไปหน่อยนะ หรือว่าท่านตั้งใจจะให้พวกมันจัดการข้าก่อน?”
เย่จิ่นหลีเดินเข้าไปหามือสังหารที่เหลืออยู่ เขาใช้เท้าเหยียบลงบนมือที่หักของมันอย่างแรงจนมันร้องออกมาด้วยความเ็ป
“ข้าไม่จำเป็ต้องใช้สุนัขรับใช้พวกนี้จัดการเ้าหรอก หากข้า้าให้เ้าตาย เ้าคงไม่มีโอกาสได้หายใจจนถึงตอนนี้”
เขาก้มลงมองมือสังหารด้วยสายตาที่โเี้
“บอกมา...ใครส่งเ้ามา?”
มือสังหารสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเย่จิ่นหลี
“คะ...คุณหนูซูเม่ยเอ๋อร์...นางสั่งให้พวกเรามาจัดการพระชายา...”
เย่จิ่นหลีแสยะยิ้ม
“ซูเม่ยเอ๋อร์งั้นหรือ? ช่างรนหาที่ตายนัก”
เขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว องครักษ์เงาเฟยก็ปรากฏตัวขึ้นจากความมืด
“จัดการพวกมันซะ อย่าให้เหลือร่องรอย และส่ง ‘ของขวัญ’ กลับไปให้ตระกูลซูด้วย”
“รับบัญชาเพคะ”
เฟยตอบก่อนจะลากตัวมือสังหารทั้งสองออกไปอย่างรวดเร็ว
ห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เย่จิ่นหลีหันมามองหลินเยว่ที่ยังคงยืนคุมเชิงอยู่
“เ้าาเ็ตรงไหนหรือไม่?”
“ข้าสบายดี”
หลินเยว่ตอบสั้นๆ
“ขอบคุณที่ช่วย...จัดการเื่นี้”
เย่จิ่นหลีเดินเข้ามาใกล้เธอจนััได้ถึงลมหายใจของกันและกัน
“เ้าใช้พลังปราณจัดการพวกมัน...เ้าไปเอาพลังนั้นมาจากไหน?”
หลินเยว่จ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ
“ข้าบอกแล้วไงว่าทุกคนย่อมมีความลับ ท่านอ๋องเองก็คงไม่อยากให้ข้าถามเื่ที่ท่านส่งคนมาจับตาดูข้าตลอดเวลาหรอกใช่ไหม?”
เย่จิ่นหลีหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“เ้าช่างน่าสนใจจริงๆ ซูหลินเยว่ ข้าเริ่มจะสงสัยแล้วว่าเ้าคือซูหลินเยว่ตัวจริง หรือเป็เพียงิญญาที่มาสวมร่างนางกันแน่”
คำพูดของเขาทำให้หลินเยว่ใจหายวาบ แต่เธอก็ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้
“จะเป็ใครก็ไม่สำคัญหรอกท่านอ๋อง สำคัญที่ว่าตอนนี้ข้าคือพระชายาของท่าน และเรามีศัตรูคนเดียวกัน”
เย่จิ่นหลีจ้องมองเธอเนิ่นนาน ก่อนจะยื่นมือมาลูบแก้มของเธอเบาๆ
“ฉลาดพูดนัก...ถ้าเช่นนั้น ก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเ้ามีค่าพอที่จะเป็พันธมิตรของข้า”
เขากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้หลินเยว่ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบพร้อมกับเสี่ยวหลงที่โผล่หัวออกมาจากไหล่ของเธอ
*“มนุษย์ผู้นี้...เขารู้ความลับของเ้าแล้ว”*
เสี่ยวหลงกระซิ
บ
“เขารู้...แต่เขายังไม่แน่ใจ”
หลินเยว่กล่าวด้วยแววตามุ่งมั่น
“และข้าจะทำให้เขาเห็นว่า การมีข้าเป็พันธมิตรนั้นดีกว่าการมีข้าเป็ศัตรูมากเพียงใด”