รดีซ่านทรวง

    ตอนที่ 17 ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

    การแต่งกายของเหมือนฝันที่สวมกางเกงยาวแค่คืบกับเสื้อกล้ามตัวเล็ก แม้จะสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวเอาไว้กันแดด แต่ก็ยังดูน่าเกลียดในสายตาของเธอทำไมนกน้อยไม่เตือนการแต่งกายของลูกสาวบ้างอนงค์นางคิดอย่างขัดใจ เด็กสาวใส่เสื้อผ้าแบบนี้ ตั้งใจใส่มา เพื่อล่อตาล่อใจสามีของเธอเป็นแน่ร่างของเด็กสาวยังคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่งขับมาจอดอยู่ที่หน้าบ้าน ด้านหลังนกน้อยซ้อนท้ายอยู่ แต่แล้วคนเป็นแม่ก็ลงมายืนอยู่ที่พื้น ก่อนจะถามถึงหน้าที่ที่ต้องทำ“จะให้ฉันกับลูกเก็บอะไร”“พริก”“ไป นังฝัน ไปเอากระป๋องมา”ปัณณวัตรแบ่งหน้าที่ให้คนที่มาทำงาน แต่ก่อนที่เหมือนฝันจะเดินไปหยิบกระป๋อง เสียงห้าวเข้มของชายหนุ่มดังขึ้นอีก แม้เขาจะไม่ได้หันไปมองสีหน้าของอนงค์นาง ทว่าก็รับรู้ด้วยใจ ว่าเธอคงจะรู้สึกอึดอัดใจแค่ไหน ที่เห็นเด็กสาวแต่งกายล่อแหลมแบบนี้“ฝัน!”ร่างของเด็กสาวที่เดินออกไปแล้วสะดุด พอหันมามองหน้า เหมือนฝันก็ขานรับเสียงอ่อนเสียงหวานพร้อมกับใบหน้าที่มีรอยยิ้ม“คะ น้าเขม”“ใส่กางเกงขาสั้นมาล่อเสือล่อตะเข้ที่ไหน”เหมือนฝันเหมือนถูกตบหน้า นกน้อยก็เช่นกัน เพราะคนเป็นแม่ไม่เคยเตือนการแต่งกายของลูกสาว พอปัณณวัตรว่าเท่านั้น ก็อดไม่ได้ที่จะสะดุ้งไปด้วย“แดดตอนสายออกจะแรง ไม่กลัวตัวดำหรือไง ที่นี่ไม่ใช่ชายหาด”“นังฝัน! ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเปลี่ยนเป็นกางเกงขายาว” นกน้อยต่อว่าลูกสาวทันที เพราะมีสายตาตำหนิอีกหลายคู่กำลังมองไปทางเหมือนฝันเด็กสาวถูกดุเข้าก็เกิดอาการโกรธ แต่ไม่ได้โกรธคนที่ต่อว่า กลับโกรธคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาแทน แววตาไม่พอใจมองตรงไปที่อนงค์นางหลังจากเหมือนฝันขับรถมอเตอร์ไซค์ออกไปแล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน อนงค์นางที่สวมกางเกงยีนส์ เสื้อแขนยาว หมวก และรองเท้าบูตสีเขียว เธอไปกับสามี เขาขี่จักรยานไปทางที่ปลูกมะเขือเปราะ ขณะนั่งซ้อนท้าย ลมเย็นๆ ยามเช้าที่โชยมาปะทะเรือนร่าง ดวงหน้าของเธอมีรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัวปัณณวัตรจอดรถจักรยาน พอเห็นสีหน้ารื่นเริงของเมีย เขาก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย“ยิ้มอะไร”“คะ?”“ยิ้มอะไร”“ไม่มีอะไรค่ะ”เธอไม่ทันตั้งตัวรับกับคำถามปุบปับ สีหน้ายิ้มคนเดียวเมื่อกี้แปรเปลี่ยนเป็นมึนงง เพราะกำลังซ่อนความจริงที่อยู่ในใจ เขาทำให้เธอรู้สึกมั่นใจ อบอุ่น และเบิกบาน ราวกับต้นไม้เหี่ยวเฉาใกล้จะตายได้รับน้ำและปุ๋ยจนกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้งปัณณวัตรหรือจะเดาไม่ออกว่าเมียเขายิ้มได้เพราะอะไร เขาบอกแล้ว...ว่าให้ดูที่การกระทำของเขา ก่อนจะลงมือเก็บมะเขือเปราะใส่กระป๋องแล้วนำมารวมกัน เขาเอ่ยกับเธอเสียงเข้ม“ถ้ารู้สึกไม่ดี ก็เข้ามาหลบใต้ต้นไม้นะ”“ค่ะ”“สวมถุงมือด้วย”“ค่ะ”ร่างสูงกำยำเดินนำออกไปก่อน ตอนนี้เธอไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมสามีของเธอถึงได้มีผิวกายดำแดงถึงขนาดนี้ ก็เล่นไม่สวมหมวกเหมือนคนอื่น แขนเสื้อเชิ้ตก็พับมาถึงข้อศอก เขาทำงานกลางแดดโดยไม่กลัวแดดจะเผาผิวหนังเลย สงสัยต้องซื้อครีมกันแดดมาให้เขาทาเอาละ ลงมือทำงานดีกว่าอนงค์นางคิดแล้วเริ่มลงมือทำงาน ร่างบางเดินลงไปยังแปลงมะเขือเปราะพร้อมกระป๋องพลาสติก หลังจากเก็บอยู่ได้สองชั่วโมงกว่า โดยมีคนเดินไปเดินมา เพื่อสลับกระป๋องเปล่ากับกระป๋องที่เต็มให้ ในที่สุดเธอก็เดินขึ้นไปหาเงาต้นไม้ใหญ่ เนื่องจากอากาศเริ่มร้อน จึงทำให้กระหายน้ำปัณณวัตรเดินเข้าไปหา เห็นเธอใช้หมวกโบกคลายร้อน เหงื่อซึมออกมาที่หน้าผาก ก็พูดออกมาทันทีเสียงเข้ม ขณะจ้องตาด้วยเขม็ง“พรุ่งนี้ไม่ต้องลงสวนแล้ว”“คะ? ทำไมล่ะ”“อยู่บ้านเถอะ”“แต่นางอยากช่วย”“ช่วย ช่วยทำงานในบ้านพอ”“นึกว่านางทำไม่ได้หรือ” เธอจ้องตาอย่างไม่ยอมแพ้“ทำได้ แต่ไม่อยากให้ทำ”“อ้าว...ทำไมล่ะคะ” เธองุนงงไปกับความคิดของเขา“เห็นเหงื่อแตกแบบนี้ ฉันทนไม่ได้”เธอเข้าใจแล้ว แต่กว่าจะเข้าใจ ก็ต้องพูดโต้ตอบกันอีกหลายคำ ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่อีกไม่นานเธอน่าจะชิน“นางทำได้ค่ะ นางไม่ได้บอบบางจนทำอะไรไม่ได้ คราวก่อนที่เป็นลม เป็นเพราะนอนไม่พอค่ะ” เธอให้เหตุผลในการเป็นลมครั้งนั้นกับเขา“อยู่บ้านเถอะ หน้าที่ของเธอคือทำงานบ้านพอ ในสวนเนี่ย มันคือหน้าที่ของฉัน เราแบ่งกันอย่างถูกต้อง โอเคไหม”เธอสบสายตาด้วยเขม็ง ไม่รู้ตัวเลยว่าเริ่มมีความกล้าที่จะมองดวงตาคู่คมกริบของสามีได้ยังไง“อยู่บ้านเถอะ ถ้าจะให้ทำงานบ้าน งานสวน และงานปรนนิบัติผัว ฉันรู้สึกเหมือนว่าเอาเปรียบ”แก้มนวลพลันร้อนผ่าว โหนกแก้มแดงเป็นลูกตำลึงสุก ไม่ใช่เพราะอากาศร้อนจนทำให้แก้มแดง แต่เป็นเพราะคำพูดของสามีเธอเมื่อกี้“นาง...นางหิวน้ำค่ะ” เธอยังไม่ได้ดื่มน้ำเลยปัณณวัตรขยับไปที่กระติกน้ำที่ตั้งอยู่ใต้โคนต้นไม้ ชายหนุ่มใช้แก้วพลาสติกสีฟ้าตักสิ่งที่อยู่ข้างใน จากนั้นก็หันมาส่งให้เธอดื่มดับกระหายคลายร้อน พออนงค์นางดื่มเข้าไป ความสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วลำคอ เธอเริ่มมีอารมณ์ที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีกหนึ่งยก“แล้วซื้อรองเท้าบูตกับหมวกให้นางทำไมคะ”“ก็ซื้อให้ใช้”“ซื้อให้ใช้ ก็ต้องให้ลงสวนสิคะ”“นึกว่าเป็นคนหัวอ่อน”เขายกแขนกอดอกพลางจ้องตา“คะ?”สามีของเธอเปลี่ยนเรื่องคุยปุบปับอีกแล้ว เธอยังตามเขาไม่ทัน จึงแสดงสีหน้าโกรธๆ ออกมา แล้วเขาก็พูดขึ้นอีกเสียงเรียบ ทว่าน้ำเสียงแฝงความยินดี“แต่ก็ดีแล้ว”“ดียังไงคะ” เธองงมากในตอนนี้ กระทั่งเกิดอาการอยากจะเอื้อมมือออกไปบีบต้นแขนกำยำนั้นให้คลายความโกรธสักหน่อย“แสดงว่าปรับตัวได้ ดีแล้วละที่เป็นแบบนี้ ดีกว่านั่งซึม นั่งร้องไห้”อนงค์นางหายโกรธ เธอยอมรับอยู่ในใจว่าใช่ เขาพูดถูกทุกอย่าง เธอเถียงไม่ออกเลย แล้วร่างสูงกำยำก็ขยับไปที่รถจักรยาน พลางส่งเสียงเรียกเธอไปด้วย“ไปกันเถอะ กลับบ้านกัน ต้องช่วยกันล้างมะเขือเปราะจับใส่ถุง และส่งให้แม่ค้าที่มารับ”เธอขยับขึ้นไปนั่งซ้อนท้าย มือหนึ่งจับชายเสื้อ ดวงตามองไปที่เขา ไออุ่นจากเรือนกายกำยำ กลิ่นกายที่คุ้นเคย กลิ่นของเขาเหมือนแสงแดดอบอุ่น แล้วเธอก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว