-18-
เรามาลอง...
ตอนแรกฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะเป็เื่ปกติที่โยลีจะไปเที่ยวกับเพื่อน จนกระทั่งผู้ชายคนนั้นยื่นใบหน้าเข้าไปจูบที่ริมฝีปากของเธอ….
ถึงกระจกจะมืดแต่ถ้าเพ่งมองดีๆ จะเห็นว่ามันไม่ยากที่จะดูว่าพวกเขาสองคนที่อยู่ในรถเป็ใคร
เดี๋ยวนะ!! จูบเหรอ!!
ได้ไง!! หล่อนเป็แฟนอานะ!! ทำแบบนี้ได้ยังไง!!
ปี๊ด!!
เสียงรถข้างหลังบีบแตรขึ้นเพราะไฟจราจรเปลี่ยนเป็สีเขียว ฉันก็รีบขับตามรถของผู้ชายคนนั้นไปทันที สมองตอนนี้ไม่ได้คิดอะไรนอกจากต้องตามไปดูให้ชัดเจน ว่าใช่โยลีจริงๆ หรือเปล่า เพราะถ้าใช่บอกเลยว่าเื่นี้สนุกแน่
ฉันขับตามไปช้าๆ เพื่อไม่ให้พวกเขาสองเห็นพิรุธ จนกระทั่งถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง พวกเขาเดินลงจากรถและเข้าไปข้างใน ซึ่งฉันยังคงนั่งรออยู่ในรถไม่ได้ตามลงไปด้วย
1 ชั่วโมงต่อมา
แต่มันชักจะนานเกินไปแล้ว ไม่มีงานมีการต้องทำหรือไงถึงได้เข้าโรงแรมนานขนาดนี้
ครืด ครืด ครืด ครืด
ฉันหยิบโทรศัพท์ออกมาจากประเป๋ากางเกงก็เห็นชื่อคนโทรเข้ามา…อาติ…เขาโทรมาทำไม
ไม่รับหรอก ฉันไม่อยากคุยกับคนโง่ที่ยังไม่รู้ตัวเองว่ากำลังโดนสวมเขา
ขณะที่กำลังเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ฉันก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมาจากโรงแรมและขึ้นรถพอดี
นั่นๆ ๆ
ฉันขับรถตามพวกเขาไปเหมือนเดิม สายตายังคงไม่ลดละเพราะกลัวจะคลาดสายตา ขับมาสักพักเขาก็เลี้ยวเข้าซอย
ครืด ครืด ครืด
ใครโทรมาอีกวะ
ฉันกดรับสายที่ปุ่มหน้าจอแสดงผมในรถ
“ฮัลโหล”
[คุณถึงบ้านหรือยัง]
“ฐานัสเหรอ”
[ใช่ ผมเอง คุณเป็อะไรหรือเปล่า ยังไม่ถึงบ้านอีกเหรอ]
“ยัง…พอดีฉันมีธุระต้องทำนิดหน่อย แค่นี้ก่อนนะ”
ฉันรีบวางสายและกลับมาสนใจรถคันสีแดงที่กำลังจอดใต้ตึกคอนโดอะไรสักอย่าง
“เข้าโรงแรมไม่พอยังจะเข้าคอนโดอีกเหรอ”
ให้ตายสิ!!
คอนโดที่นี่มันเป็คอนโดใหญ่ รถที่ไม่ได้ติดสติกเกอร์จะเข้าไปไม่ได้และฉันก็คงต้องจอดอยู่ข้างนอกเหมือนเดิม
ไม่ได้ อุตส่าห์ตามมาตั้งนานเสียเวลาเกือบครึ่งวันจะมายอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด ยังไงก็ต้องเห็นหน้าสักนิดว่าคนที่ฉันเห็นมันไม่ผิดไปจากที่คิดไว้ ฉันลงไปจากรถเดินเข้าไปในเข้าไปหายามที่อยู่หน้าคอนโด
“จะมาคุยเื่โครงการของที่นี่ค่ะ สามารถเข้าไปได้เลยไหมคะ”
“เชิญด้านในเลยครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
ฉันยิ้มหวานและเดินเข้าไปใต้ตึกลานจอดรถของคอนโด มองไปรอบๆ เพื่อหารถคันสีแดง…คันไหนนะ…คันไหน…อ่ะ…คันนั้น
ฉันรีบวิ่งเข้ามาใกล้ หยิบโทรศัพท์ออกมากดถ่ายรูปป้ายทะเบียนและลักษณะของรถยนต์คันนี้
“ก็ได้ ให้รอดไปวันหนึ่งก็แล้วกัน วันอื่นเธอไม่รอดแบบนี้หรอก”
ฉันกดถ่ายรัวๆ พลางบ่นพึมพำไปด้วย จากนั้นก็ตัดสินใจเดินออกจากใต้ตึก ขณะเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ศีรษะก็ดันไปชนกับอะไรบางอย่างจนร่างเกือบหงายท้อง
“อ่ะ” แต่มีท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวฉันไว้ได้ทัน
“ดีครับคนสวย”
สายตากะลิ้มกะเหลี่ยของเขาทำให้ฉันรีบเด้งตัวขึ้นมาทรงตัวอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณค่ะ” ฉันรีบก้มหน้าเตรียมจะวิ่งออกไป…
“เดี๋ยวครับ”
“…”
“คุณตามผมมาทำไมครับหรือว่าเป็ปาปารัสซี่ คอยสะกดรอยตามเพื่อเก็บภาพไปทำข่าว”
อย่าบอกนะว่าผู้ชายที่อยู่ในรถกับโยลีคือผู้ชายคนนี้หรือว่าเขาจะเป็ดาราเหมือนกัน
“คุณ…คุณกำลังเข้าใจผิด”
ผู้ชายคนนั้นเอามือล้วงกระเป๋าและมองฉันั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหมือนเสือกระหายเหยื่อ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ทำให้ฉันต้องถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่างและความปลอดภัย
“คนสวย…ผมเข้าใจผิดเื่อะไรเหรอครับ”
แล้วหลังก็ดันชนกับเสาขนาดใหญ่พอดี ให้ตายสิ หมอนี่ดูโรคจิตยังไงก็ไม่รู้
“คือ…”
“อยากคุยกับผมเป็การส่วนตัวหน่อยไหม ผมจะให้ถ่ายภาพ…” เขาใช้มือกั้นเสาไว้ โน้มใบหน้าลงมาใกล้ข้างแก้มของฉัน จมูกลากไปที่ใบหูแล้วกระซิบเบาๆ “แบบ exclusive โดยเฉพาะ”
“ฉัน…ฉันไม่ได้ตามคุณสักหน่อย”
“เอ๊ะ…”
“คุณกำลังเข้าใจผิดค่ะ…ฉันแค่…ฉันแค่มาหาเพื่อน…แต่เพื่อน…แต่เพื่อนขึ้นไปบนห้องซะก่อน”
“ว้า…แย่จัง…งั้นคุณก็อยู่คนเดียวนะสิ…สนใจขึ้นไปบนห้องกับผมไหมครับ”
เขา…เขาจะเข้ามาใกล้ฉันมากเกินไปแล้วนะ
“ปล่อยฉันนะ”
“ผมไม่ได้จับคุณไว้สักหน่อย”
ผลัก!!
ฉันผลักเขาออกอย่างแรง จากนั้นก็รีบวิ่งเกียร์หมาออกไปจากใต้ตึกอย่างทุลักทุเล
18.32 น.
คอนโด
หลังจากเก็บเสื้อผ้ามาเรียบร้อย ฉันก็รีบกลับมาคอนโดเพราะกลัวป๊าจะกลับมาเจอซะก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวจะยาว
ฉันอาบน้ำเสร็จก็นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟา ไม่นานอาจีก็กลับมา
“หลานรัก กินไรยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ไปบ้านมาเหรอ”
“อื้อ หนูไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านมา”
“เจอป๊าเราปะ”
“หนูออกมาก่อนไม่ทันได้เจอหรอก ไม่งั้นเดี๋ยวยาว”
“สอบสิ้นเดือนแล้วใช่ไหม จะไปติวกับมิกหรือเปล่า”
“ไปค่ะ หนูว่าจะไปนอนคอนโดมิกสักอาทิตย์ อาอย่าบอกป๊านะ”
“เรามันแสบจริงๆ ไปนอนค้างกับผู้ชาย”
“มีสามคนต่างหาก มีหนู มิก แล้วก็ดรีม”
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ”
อาจีเดินไปในครัว เปิดตู้เย็นหาอะไรกิน ส่วนฉันนึกอะไรขึ้นได้ก็เลยรีบลุกขึ้นเดินไปแอบหลังเสา
“อาจีขา หนูมีเื่อยากถามอาหน่อย”
“แป๊บนะ อาขออาบน้ำก่อน เหม็นเนื้อเหม็นตัวมาก”
“เดี๋ยว!!” ขณะที่อาจีกำลังเดินผ่านหน้า ฉันก็รีบคว้าแขนอาจีไว้ทัน พลางทำสีหน้าออดอ้อน “อาจี…”
“ไม่ต้องมาอ้อน อาไม่ใช่ไอ้ติ ไม่หลงกลหรอก” อาจีขมวดคิ้วมองหน้าฉันอย่างอ่อนใจ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาตัวยาวกลางห้อง “มีอะไรจะคุยก็คุยมา”
ฉันรีบวิ่งไปนั่งข้างอาจีและเริ่มถามคำถามที่อยู่ในหัว
“อาติรู้จักกับโยลีได้ยังไงเหรอคะ”
“เรียกไม่มีหางเสียงเลยนะ”
“เอาน่า อาคะ สรุปอาติรู้จักกับโยลีได้ยังไง”
“โยลีเป็เพื่อนั้แ่สมัยเรียนแล้ว แค่ไม่ได้สนิทกัน เธอเป็ดาวเด่น มีผู้ชายชอบเยอะแต่โยลีชอบติ”
“โยลีชอบอาติมาั้แ่สมัยเรียนแล้วเหรอ”
“ใช่”
“หรือว่าเขาไปชอบกันั้แ่ตอนนั้น แล้วคนที่อาเก็บจดหมายรักไว้ก็คงเป็ของโยลีสินะ”
“แต่ไอ้ติมันก็ไม่เห็นมีทีท่าว่าจะชอบเลยนะ เ็าปากหมามันเป็ยังไงเราก็รู้นี่นา”
ใช่ อาติเป็ผู้ชายเ็า ไม่ชอบยุ่งกับผู้หญิงไม่ค่อยรักษาน้ำใจใครด้วย
“แล้วพวกเขาไปคบกันั้แ่เมื่อไหร่”
“คือแบบ…เื่มันซับซ้อนมากเลยหลานรัก ไว้เคลียร์อะไรเรียบร้อยแล้ว อาจะมาเล่าให้ฟังนะ”
“อาคะ…”
ฉันจะบอกอาจีดีไหม ว่าฉันรู้เื่ที่โยลีท้อง แต่จะบอกก็กลัวอาจะไม่เชื่อหรือว่าเก็บไว้ก่อนดีแถมยังมีเื่ที่โยลีนอกใจอาติอีก ถึงจะไม่เห็นคาหนังคาเขาแต่ฉันมั่นใจว่ายังไงก็ต้องใช่
“อาคิดว่า พวกเขาสองคนจะแต่งงานกันจริงๆ หรือเปล่า”
“มีอะไรหรือเปล่าอาเจียว”
“อาติรักคุณโยลีไหมคะ”
“อา…อาไม่รู้หรอก…อารู้แต่ว่าโยลีรักติสรณ์”
คนไม่รักกัน เขาจะไม่ยอมแต่งงานกันหรอกในเมื่อเขาตั้งใจจะเป็ครอบครัวเดียวกัน ก็แสดงว่าเขารักกันไง
“เฮ้อ…อาเจียว…อาไม่เคยว่าที่เราตามติสรณ์ เพราะอารู้ว่ายังไงเรากับเขาก็ไปด้วยกันไม่ได้ เราลองคิดดูสิ อาม่าจะปล่อยให้หลานรักไปคบกับผู้ชายอายุ 32 ได้ยังไง…เราโตแล้วนะ…อีกไม่กี่วันก็ใกล้จะจบแล้วด้วย…อย่าเอาเวลาไปคิดเื่ไม่เป็เื่อีกเลย”
“อาคิดว่าหนูไม่ได้ชอบอาติจากใจจริงแต่เป็แค่อารมณ์วัยรุ่นที่อยากเอาชนะเหรอคะ”
“อาไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”
“ความรู้สึกของหนูมันไม่ชัดเจนเลยเหรอ”
“ไม่ใช่ อาแค่หมายถึงว่าไม่อยากให้เรามานั่งคิดเื่ที่ไม่มีทางเป็ไปได้ ถ้าไอ้ติมันชอบเรา มันก็คงบอกเราไปตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยเวลามานานขนาดนี้หรอก…อีกอย่าง…เรายังเด็ก เจอใครได้อีกเยอะ อย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่เลย”
ฉันก้มหน้าถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า เหนื่อยกับตัวเองที่ต้องรักเขาข้างเดียวอยู่แบบนี้ ทั้งที่ฉันก็มีตัวเลือกเยอะแยะ ทำไมต้องเจาะจงเป็เขาคนเดียวด้วยนะ
“ถ้าหนูเลิกชอบเขาได้หนูคงเลิกไปแล้ว”
“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ไง ถ้าเราตั้งใจทำจริงๆ มันทำได้อยู่แล้ว”
“แล้วหนูต้องทำยังไง”
“หาแฟน”
“แฟน?”
“ถ้าเรามีแฟน เราจะได้ลืมติสักที”
“แต่หนู…”
“มีใครสักคนที่อยู่ข้างกาย มันไม่ได้แย่เลยนะอาเจียว เราลองเปิดใจดูสิอาจะคอยสนับสนุนหลานเอง”
รู้สึกว่านิยายเื่นี้ไม่ค่อยมีคนอ่าน...