พระราชวังแคว้นต้าเฉิน
เฉินคุนเฉิงนั่งอยู่บนบัลลังก์ั ด้วยจิตใจร้อนรุ่มกระวนกระวายและหมดกำลังใจ
มีกลุ่มขุนนางฝ่ายพลเรือนและระดับแม่ทัพทหาร กำลังยืนอยู่ในท้องพระโรง เบื้องหน้าเขาด้วยท่าทางกระสับกระส่าย
แม่ทัพคนหนึ่งรีบเร่งก้าวเข้าไปในท้องพระโรง จากนั้นจึงก้มศีรษะและคุกเข่าลง “ฝ่าา เราค้นหาทั่วทุกที่ตามริมตลิ่งและป่าเขาโดยรอบในรัศมีหลายร้อยลี้แล้ว แต่เราไม่พบซูอวี้เจ๋อ ไท่จื่อแคว้นต้าโจวเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
เฉินคุนเฉิงผุดลุกขึ้นยืน แล้วเดินกลับไปกลับมาอย่างเป็กังวลหนัก
หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพอีกคนก็กลับมาที่วังหลวงเพื่อทูลรายงาน “ฝ่าา เราไม่พบกองทัพนับล้านที่เคลื่อนทัพมาจากแคว้นต้าโจวเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ซูอวี้เจ๋อคนเดียวยากจะค้นหา ข้าพอยอมรับได้ แต่กองทัพใหญ่นับล้านนายตั้งมั่นอยู่ที่นี่ พวกเ้าค้นหามาสองวันสองคืนแล้ว แต่กลับไม่พบอะไรเลย หากซูอวี้เจ๋อเกิดนำทัพมาโจมตีที่นี่โดยที่พวกเราไม่ทันตั้งตัว พวกเ้าจะไม่นั่งรอความตายหรอกหรือ?” เฉินคุนเฉิงรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่สุด “ที่สำคัญเ้าต้องรู้ว่า เมื่อใดที่เ้าปล่อยเสือเข้าป่า มันจะชักนำปัญหาตามมาไม่รู้จบ!”
เหล่าขุนนางฝ่ายพลเรือนและแม่ทัพทหารต่างเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว
เฉินคุนเฉิงกล่าว “ซูอวี้เจ๋อเ้าเล่ห์มากกลอุบาย ยากจะป้องกันได้ ั้แ่ต้นจนจบ เขาดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังทุกย่างก้าว กระทั่งข้าก็ตกอยู่ในแผนการของเขาด้วย พอคิดดูแล้ว ช่างน่าชิงชังและแค้นใจจริง ๆ!”
“ฝ่าา ฉู่เซียวฟื้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ในเวลานี้ มีองครักษ์นายหนึ่งเร่งรีบเข้ามาทูลรายงาน
สีหน้าเฉินคุนเฉิงเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม “ฉู่เซียวยังมีชีวิตอยู่รึ? เขาไม่ได้รับาเ็สาหัสหรอกหรือ?”
องครักษ์รายงาน “ทูลฝ่าา หมอหลวงกล่าวว่าแม่ทัพฉู่ดูคล้ายจะได้รับาเ็สาหัส ทว่าในความเป็จริง เป็เพียงาแภายนอกเท่านั้น ไม่โดนหัวใจพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินคุนเฉิงไม่ค่อยเข้าใจ “แล้วที่เขาหมดสติไป เป็เพราะเืออกมากเกินไปอย่างนั้นหรือ...”
องครักษ์กล่าวตอบ “ฝ่าาทรงพระปรีชา หมอหลวงบอกว่าแม่ทัพฉู่ทรมานจากการเสียเืและร่างกายอ่อนแอจริง ๆ ทว่าที่แม่ทัพฉู่หมดสติไป ก็เพราะโดนจี้จุดหลับพ่ะย่ะค่ะ!”
“อะไรนะ? มีคนจี้จุดหลับของเขาหรือ? ซูอวี้เจ๋อจับเขาขังไว้ในคุก คนที่เฝ้าจับตาดูล้วนเป็ทหารของแคว้นต้าโจวทั้งสิ้น แล้วใครกันที่จี้จุดหลับ ทำให้เขาดูเหมือนตายแล้ว เพื่อช่วยชีวิตเขา” เฉินคุนเฉิงรู้สึกงุนงงอย่างที่สุด
ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความใ
“หม่อมฉันรู้ว่าเพราะเหตุใดเพคะ!”
เมื่อเสียงมาถึงคนก็มาถึง องค์หญิงเจ็ดเฉินซินอี๋รีบเดินเข้ามาด้านใน
สีหน้าของเฉินคุนเฉิงมืดครึ้ม “บังอาจ! ข้าสั่งให้กักบริเวณเ้าแล้ว...”
“ฝ่าา! หากหม่อมฉันไม่มาทูลรายงานความจริงกับพระองค์ เกรงว่าฝ่าาจะหลงเชื่อคำพูดของคนอื่น และชีวิตของพระองค์ก็จะตกอยู่ในอันตรายนะเพคะ” เฉินซินอี๋คุกเข่าค้อมศีรษะคำนับ บอกเล่าเื่ราวที่น่าประหลาดใจ
เหล่าขุนนางและแม่ทัพนายกองในท้องพระโรงเริ่มหารือถกเถียงกันอย่างจริงจัง
เฉินคุนเฉิงหน้าดำคร่ำเครียด “อย่าพูดจาเหลวไหล! พูดมา ความจริงอะไร?”
“หม่อมฉันยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ ในวันนั้น หลังจากซูอวี้เจ๋อปลงพระชนม์เสด็จพ่อและเสด็จแม่ฮองเฮา รวมทั้งองครักษ์ที่ถวายงานทั้งหมด ก็มีเพียงฉู่เซียวและน้องหญิงเก้าอวิ๋นหวงเท่านั้นที่ถูกพาตัวกลับมา คนอื่น ๆ ในวังหลวงที่ถูกจองจำในคุกต่างถูกทรมานทุกรูปแบบ าเ็ล้มตายนับไม่ถ้วน มีเพียงฉู่เซียวเท่านั้นที่ไม่เจอความลำบาก ต่อมา...” เฉินซินอี๋อยากจะพูด แต่ก็หยุดเสีย
ทุกคนต่างไม่รู้ความจริง เมื่อถูกเฉินซินอี๋ชักจูง จึงอดเคลือบแคลงสงสัยไม่ได้
เฉินคุนเฉิงเริ่มอารมณ์เสีย “เ้าอยากจะพูดอะไร ก็รีบพูดออกมา!”
เฉินซินอี๋ทำเสียงเล็กเสียงน้อยกล่าวว่า “ต่อมา ซูอวี้เจ๋อได้พาน้องหญิงเก้าไปที่ตำหนักเฉียนเฉิง โจวอวิ๋นเฉินนำเนื้อของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ฮองเฮามาปรุงเป็อาหารร่วมกับเนื้อสุนัข แล้วแจกจ่ายให้พวกเราพี่น้องกิน พวกเราพี่น้องไม่รู้ความจริง ทุกคนต่างก็หิวโหยจึงกินมันเข้าไป มีเพียงน้องเก้าเท่านั้นที่ไม่กินสักคำ หม่อมฉันเดาว่า นางคงรู้มาก่อนว่าในชามมีอะไรอยู่ แต่ทั้ง ๆ ที่รู้ นางกลับไม่บอกพวกเราเพคะ”
เหล่าขุนนางฝ่ายพลเรือนถอนหายใจลึก ๆ ส่วนเหล่าแม่ทัพก็คันไม้คันมืออยากจะต่อยตีคนยิ่งนัก
“นึกไม่ถึงว่าโจวอวิ๋นเฉินจะเอาอดีตฮ่องเต้อดีฮองเฮามาต้มรวมกับสุนัข...ไอ้เฒ่าน่าโมโห ไอ้เฒ่าน่าโมโหยิ่งนัก ช่างเป็ความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง ถึงเอาร่างของมันมาสับเป็พัน ๆ เป็หมื่น ๆ ชิ้น ก็ไม่สามารถระบายความแค้นได้!” ขุนนางาุโฝ่ายพลเรือนคนหนึ่งกระทืบเท้าด้วยความโกรธ
“หากข้ารู้แต่แรกว่าเื่จะเป็เช่นนี้ ข้าคงสู้รบนองเืกับกองทัพแคว้นต้าโจวจนถึงที่สุด สู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง!”
“หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง!”
เหล่าแม่ทัพต่างโกรธจนยั้งอารมณ์ไม่ไหวและเต็มไปด้วยความแค้นเคืองต่อความไม่เป็ธรรม สีหน้าของเฉินคุนเฉิงย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ
เฉินซินอี๋คอยสังเกตสีหน้าท่าทางของทุกคน แล้วจึงเติมเชื้อไฟต่อไป “จากนั้น โจวอวิ๋นเฉินก็บังคับให้อวิ๋นหวงส่งมอบแผนที่หงส์เพลิงให้ ทว่านางปฏิเสธ โจวอวิ๋นเฉินที่โเี้อำมหิตจึงได้สังหารพี่ชายรอง พี่ชายสาม พี่หญิงหก และน้องหญิงแปด… ทว่าอวิ๋นหวงก็ยังคงนิ่งเฉย...”
ทุกคนในท้องพระโรงที่ได้ยินต่างก็หน้าเปลี่ยนสี
เฉินคุนเฉิงเอ่ยเร่งเร้า “แล้วหลังจากนั้นเล่า?”
เฉินซินอี๋กล่าวว่า “ต่อมา อวิ๋นหวงก็ยอมรับกับปากเองว่า นางมอบแผนที่หงส์เพลิงให้ซูอวี้เจ๋อไปแล้วเพคะ!”
เฉินคุนเฉิงกำมือแน่นจนนิ้วแทบหัก และกัดฟันพูด “เป็เช่นนั้นจริง ๆ”
เฉินซินอี๋รีบกล่าวต่อ “พอโจวอวิ๋นเฉินถามคาดคั้นซูอวี้เจ๋อเื่แผนที่หงส์เพลิง ซูอวี้เจ๋อกลับปฏิเสธเสียงเข็ง ทั้ง ๆ ที่อวิ๋นหวงทรยศเขา เขาก็ยังไม่โกรธ กลับเสี่ยงชีวิตทูลขอที่จะนำอวิ๋นหวงกลับไปดูแลด้วยตนเอง ซึ่งความจริงแล้วก็เพื่อเตรียมใช้นางเป็กับดักในการปลงพระชนม์ฝ่าาเพคะ!”
เฉินคุนเฉิงกลับไปนั่งบนบัลลังก์ั ครุ่นคิดใคร่ครวญอยู่เป็นาน “เ้ากำลังจะพูดว่า ซูอวี้เจ๋อ อวิ๋นหวง และฉู่เซียวสมรู้ร่วมคิดกันมานานแล้วอย่างนั้นรึ?”
เฉินซินอี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเล “หม่อมฉันเองก็คาดเดาเช่นนี้ เพียงแต่ไม่กล้าแน่ใจทั้งหมด ตอนนี้ ซูอวี้เจ๋อตัดสินใจใช้กลยุทธ์จักจั่นลอกคราบ[1] ล่าถอยไปพร้อมกับแผนที่หงส์เพลิงแล้ว หากไม่ใช่เช่นนั้น เขาจะยินดีพักรบ และล่าถอยไปเงียบ ๆ ได้อย่างไรเพคะ?”
เหล่าขุนนางฝ่ายพลเรือนและบรรดาแม่ทัพต่างพากันพยักหน้า
เฉินซินอี๋รีบเติมเชื้อไฟ “ฝ่าา! ซูอวี้เจ๋อความจริงแล้วไม่ได้อ่อนแอไร้กำลัง เขากองทัพนับล้าน การถอนทัพอย่างง่ายดายเช่นนี้ต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่เป็แน่!!”
เฉินคุนเฉิงขมวดคิ้วมุ่น
เฉินซินอี๋กล่าวอย่างห่วงใย “หม่อมฉันกังวลว่าฝ่าาจะทรงไม่สังเกตเห็น หนำซ้ำจะถูกฉู่เซียวและคนอื่น ๆ หลอกลวงเอาเพคะ...”
เฉินคุนเฉิงโกรธจัด “ไร้สาระ! ฉู่เซียวไม่ยึดมั่นในคำสัญญา ละทิ้งคุณธรรม สมควรถูกปะาด้วยห้าม้าแยกร่าง!”
องครักษ์ที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นรีบรับคำสั่งและออกไปทันที!
เฉินซินอี๋น้ำตาคลอเบ้า ทำท่าจะร้องไห้ “ฝ่าา หม่อมฉันมีความจงรักภักดีอยู่เต็มหัวใจ ขอฝ่าาโปรดยกโทษให้หม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ!”
เฉินคุนเฉิงโบกมือ “ข้าให้อภัยเ้า เ้าไม่มีความผิดแล้ว ถอยออกไปก่อนเถอะ...”
เฉินซินอี๋เปลี่ยนจากสะอื้นไห้เป็ยิ้มแย้ม “น้องสาว ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ!”
…
เรือนหมอหลวง
ขณะฉู่เซียวกำลังนั่งพิงหัวเตียงเพื่อดื่มยา
ิเยว่กับชิงเฟิงก็เดินเข้ามาพร้อมกับทหารองครักษ์สี่นาย
ิเยว่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินอาด ๆ เข้าไปเอามีดจ่อคอฉู่เซียว!
“พวกเ้าจะทำอะไร?” ฉู่เซียวรู้สึกฉงนสนเท่ห์
“หึ! รู้คน รู้หน้า ไม่รู้ใจ ฉู่เซียว เสียแรงที่ข้าดูแลเ้าด้วยใจจริงอยู่ทุกวัน ไม่คิดเลยว่าเ้าจะเป็คนต่ำช้าน่ารังเกียจเยี่ยงนี้!” ชิงเฟิงกล่าวอย่างเ็า
“ข้าน่ารังเกียจได้อย่างไร? พูดมาให้ชัดเจน!”
ฉู่เซียวเป็คนตรงไปตรงมา พอได้ยินก็โมโหขึ้นมาทันที
“สิ่งที่เ้าทำ เ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจ!” ชิงเฟิงพูดด้วยโทสะ “ฝ่าาทรงทราบเื่ทุกอย่างแล้ว และรับสั่งให้ข้าพาตัวเ้ากลับไปคุมขังในคุก เ้าต้องโทษปะาข้อหาอุกฉกรรจ์ในอีกสามวันให้หลัง!”
“โทษปะาข้อหาอุกฉกรรจ์? ห้าม้าแยกร่าง?” ฉู่เซียวสงสัยว่าตนได้ยินผิดไป
“ถูกต้อง ห้าม้าแยกร่าง!”
หลังจากชิงเฟิงพูดจบ องครักษ์ทั้งสี่นายก็ก้าวเข้าไปมัดตัวฉู่เซียวอย่างแ่า
ฉู่เซียวเพิ่งฟื้นจากการาเ็หนัก ร่างกายยังคงอ่อนแอจนไม่อาจดิ้นหนีได้ ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมจำนน
เขาเศร้าเสียใจอย่างที่สุด “ฝ่าาทรงพระปรีชา จะทรงสั่งปะาข้าอย่างไร้ความเป็ธรรมได้อย่างไร”
ิเยว่ตะคอกอย่างเ็า “องค์หญิงเจ็ดทรงเห็นด้วยตาของพระองค์เอง จะเป็เื่เท็จไปได้อย่างไร? ฉู่เซียว เ้าสมควรได้รับกรรมในสิ่งที่เ้ากระทำแล้ว ดังนั้นอย่าได้โต้เถียง!”
“องค์หญิงเจ็ด?”
ฉู่เซียวนิ่งงันไป
หลังจากที่เขาถูกคุมขังในคุก เขาก็ไม่รู้เื่ที่องค์หญิงเจ็ดและสวีกุ้ยเฟยคบคิดกับศัตรูขายชาติ ทรยศบ้านเมือง ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าเหตุใดองค์หญิงเจ็ดถึงใส่ร้ายเขา
“ใช่แล้ว! เ้ามีอะไรจะพูดอีกหรือไม่? หึ! หากไม่อยากให้ใครรู้ ก็อย่าได้กระทำ!” ชิงเฟิงโบกมือสั่งคน “เอาตัวไป!”
“ชิงเฟิง! บอกข้าที ที่แท้องค์หญิงเจ็ดทรงเห็นอะไรด้วยตาของพระองค์เองกันแน่? เหตุใดฝ่าาถึงรับสั่งลงโทษข้าด้วยห้าม้าแยกร่างเล่า?”
ฉู่เซียวทั้งเป็ทุกข์ทั้งร้อนใจและโกรธเคืองสุด ๆ
“หึ หากเ้าไม่ทรยศเ้านายเพื่อแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง ฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็คงไม่ถูกโจวอวิ๋นเฉินปลงพระชนม์ และคงไม่ถูกเอาไปปรุงเป็อาหารร่วมกับเนื้อสุนัขหรอก!”
ิเยว่ที่รู้สึกชิงชังยามมองฉู่เซียว ก็ทำให้เหม็นขี้หน้าอีกฝ่ายยิ่งนัก
ครั้นฉู่เซียวได้ยินเช่นนี้ และนึกถึงสิ่งที่ิเยว่พูด ภาพในหัวของเขาพลันน่าขนลุกจนพูดไม่ออก
“รีบพาตัวไป!”
เหล่าองครักษ์ผลักฉู่เซียวให้เดินไป ขณะที่แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าเคียดแค้น
“แม่ทัพทั้งสอง ตลอดหลายปีมานี้ ข้าเป็คนอย่างไร พวกเ้าไม่รู้เชียวหรือ? ต่อให้พวกเ้าจะฆ่าข้า ข้าก็ไม่มีวันทรยศเ้านายเหนือหัวเพื่อชื่อเสียงเงินทองอย่างแน่นอน!” ฉู่เซียวเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ “ข้าขอร้องพวกเ้าทั้งสอง เห็นแก่ความสัมพันธ์แต่เก่าก่อน ให้ข้าได้เข้าเฝ้าฝ่าาสักครั้งเถิด!”
ิเยว่และเชิงเฟิงต่างมองหน้ากัน สีหน้าของทั้งคู่ยังคงเ็า ไม่แสดงท่าทีใด ๆ
ใจของฉู่เซียวพลันจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวลึก…
**
[1] กลยุทธ์จักจั่นลอกคราบ (金蝉脱壳) หมายถึงการรักษาแนวรบให้ดูน่าเกรงขาม เป็การ ‘ลวง’ ฝ่ายตรงข้าม และหลอกล่อไม่ให้ศัตรูเกิดความสงสัย ไม่กล้าผลีผลามนำกำลังทหารบุกเข้าโจมตี
.
.
.