ตอนที่ ๓
โดมลงทัณฑ์จองจำ
ปราณก้มหน้านิ่งััได้ถึงความกดดันมหาศาลและความน่าพรั่นพรึงอย่างบอกไม่ถูกบุรุษร่างสีแดงสูงร่วม ๕ เมตร นั่งบนบัลลังก์ทองทำเอาเด็กน้อยใจเต้นระรัวเป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นมนุษย์ร่างสูงถึงเพียงนี้
“หลานชายของเ้าจริงๆ หรือปักษา?”
สุรเสียงก้องกังวานทั่วทั้งโถงเพียงเอ่ยวาจาเบาๆเท่านั้น ปักษาเร่งก้มหน้าตอบรับชัดเจนทำเอาพญาเวนไตยจดจ้องเด็กน้อยตัวจ้อยเบื้องหน้าด้วยความไม่เชื่อ
“ไม่อยากจะเชื่อว่าเ้าคือผู้ที่ปลดปล่อยพลังออกมาเมื่อครู่...คิดว่าเป็เด็กหนุ่มอายุ๑๕-๑๖ ปี...ที่ไหนได้เป็เพียงเด็กน้อยวัยเยาว์...แล้วตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
พญาเวนไตยมองจ้องปราณเอ่ยถามทำเอาเด็กน้อยสะดุ้งโหยงด้วยความตื่นตระหนก แล้วจึงค่อยๆ ควบคุมสภาวะอารมณ์ ผ่อนลมหายใจช้าๆเอ่ยอย่างสุภาพ
“ข้าปราณ โอฬารปฐี หลานชายของท่านลุงปักษาปัจจุบันอายุ ๘ ขวบครับ!”
“๘ ขวบงั้นหรือ?”
ทั้งพญาเวนไตยและบรรดาพลครุฑขุนอำมาตย์ร่างเขียวต่างจ้องมองด้วยความไม่เชื่อเสียงโจษจันดังขึ้นพักหนึ่งแล้วก็เงียบลงโดยพลัน
“ในมหาพิภพยังมีเด็กน้อยอายุเท่านี้ที่บรรลุระดับครุยุทธ์แล้วยังสามารถเปิดดวงตาที่สามทั้งยังมีความสามารถในการเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างคล่องแคล่วด้วยหรือ?”
ปราณก้มหน้าไม่ตอบรับใดๆให้พญาเวนไตยเป็ผู้พิจารณาเองแล้วจึงหันมองปักษาเอ่ยชื่นชม
“ปักษา!เ้ามีความสามารถยิ่งนักที่บ่มเพาะหลานชายให้มีความสามารถถึงเพียงนี้แม้จะมีความสามารถเกินอายุทั้งยังมีคุณสมบัติครบถ้วนที่สามารถเดินทางมาถึงวิมานฉิมพลีได้เช่นนี้นับว่ามีความมุ่งมั่นเป็เลิศแต่มิใช่สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าเด็กน้อยจะสามารถอยู่ที่นี่ได้เช่นเ้า!”
“เื่นั้นเข้าเข้าใจครับ! หากหลานชายของข้าไม่มีความสามารถมากพอ ข้าก็พร้อมจะพาเขากลับทันทีโดยไม่มีข้อแม้ใดๆครับ!”
ปักษาตอบรับฉะฉานมองหน้าปราณที่กัดฟันจ้องมองพญาเวนไตยด้วยความเคารพและเกรงขามเ้าเวหาพยักหน้ารับแล้วถามปราณต่อ
“เด็กน้อยที่หายากนัก! ว่าแต่เ้าเพิ่งบรรลุครุยุทธ์หรือไร? จึงได้เร่งพลังปลดปล่อยออกมาเช่นนั้น?”
“เรียนพญาเวนไตย!...ที่ข้ากระทำเช่นนั้นก็เพียงอยากทดสอบพลังที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นที่ ๒๔ตอนที่ข้านั่งอยู่ในศาลาหน้าวิมานครับ!...หาได้มีเจตนาร้ายใดๆไม่!”
“ครุยุทธ์ขั้น ๒๔เชียวหรือ?...หึหึหึ...ยอดเยี่ยมมาก...”
สายตาที่จ้องมองเด็กน้อยรู้สึกทึ่งและชื่นชมมิใช่น้อยแล้วหันหาปักษายิ้มน้อยๆ
“ดูท่าว่าจะเก่งกาจกว่าเ้าในสมัยหนุ่มมากเลยสินะ...หึหึหึ!”
ปักษายิ้มรับแล้วนึกย้อนสมัยวัยหนุ่มที่เดาทางมาจนถึงที่นี่อย่างทุลักทุเลตอนนั้นเขาอายุ ๑๙ ปี ระดับครุยุทธ์ขั้นที่ ๒๗ ก็นับว่าไวมากแล้วกว่าจะผ่านการทดสอบก็ยาวนานราว ๓ ปี ถึงมีโอกาสได้ร่ำเรียนสรรพวิชาและซึมซับรากฐานออร่าพญาครุฑอย่างแท้จริง
แต่กับหลานชายอายุยังไม่ถึง๑๐ ขวบอีกทั้งยังอยู่ในระดับครุยุทธ์ขั้น ๒๔ปักษาก็ลุ้นว่าปราณจะได้รับบททดสอบและความทรหดอดทนได้เพียงใด แล้วพญาครุฑจึงว่า
“การที่เ้าปลดปล่อยพลังออกมาเมื่อครู่ข้าได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเ้ายังไม่รู้เื่ใดๆอีกทั้งเพิ่งเลื่อนขั้นจึงยกเว้นโทษปะา จงรู้ไว้เด็กน้อย!...หิมพานต์เป็สถานที่ต้องห้ามในการปลดปล่อยพลังใดๆ โดยพลการเพราะการเหาะเหินเดินอากาศเป็เื่ปกติของที่นี่การปลดปล่อยพลังของเ้าอาจจะเผลอไปถูกผู้ที่สัญจรผ่านไปมาเอาได้และยังจะถือเป็การทำลายความสงบเงียบและธรรมชาติที่งดงาม”
“ข้าขอน้อมรับและจะไม่กระทำผิดอีกเป็ครั้งที่สองครับ!”
ปราณประนมกรแล้วกล่าวรับผิดอย่างฉะฉาน
“ดีมาก!...ฉะฉานใช้ได้ แต่ความผิดนั้นข้าจะยกเว้นมิได้เ้าจำเป็ต้องได้รับโทษเพื่อให้เป็บรรทัดฐานเดียวกัน!”
ปักษาหน้าซีดทันทีกำลังจะเอ่ยปากพญาครุฑก็โบกมือห้าม
“แม้จะไม่น่าใช่เื่ร้ายแรงแต่จำต้องมีบทเรียนหากแค่ยอมรับแล้วปล่อยผ่าน คำขอโทษก็ย่อมจางหาย มีโอกาสกระทำผิดใหม่ได้ดังนั้นการลงโทษจะทำให้เขาจดจำได้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร”
แล้วพญาเวนไตยก็พยักหน้าให้พลครุฑนำตัวปราณออกไปก่อนปักษามองตามอยากจะช่วยเหลือหลานแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้แม้เขาจะบรรลุระดับเทพยุทธ์แต่เมื่อประจันหน้ากับสัตว์กึ่งเทพที่เป็ราชันแห่งสัตว์ปีก
อีกทั้งปักษายังได้รับการถ่ายทอดพลังฌานพญาครุฑอย่างแท้จริงจนเรียกได้ว่าพญาเวนไตยคือท่านครูก็เป็ได้พลังระดับเทพยุทธ์ของเขาอาจจะไม่สามารถสำแดงเดชได้อย่างที่ควรจะเป็ในมหาพิภพขืนสู้ไปก็มีแต่ตายเปล่าเท่านั้น เพราะเผ่าพันธุ์ครุฑมีความเป็ะนอกเสียจากว่าผู้ใดปรารถนาละสังขารแล้วเท่านั้น!
ปราณถูกพามายังห้องโล่งกว้างตรงกลางลานมีสัญลักษณ์พญาครุฑพ่าห์อยู่ในวงกลมแค่เด็กน้อยเข้ามายืนก็เหมือนดั่งมดตัวจ้อยพลครุฑให้ปราณนั่งขัดสมาธิกลางสัญลักษณ์ พลันก็มีโดมใสคลุมปิดตามขนาดวงกลม
“ลดโทษปะา...เป็การจองจำเ้าภายใต้แรงกดดันและมโนแห่งความหวาดผวาถ้าเ้าสามารถอดทนอยู่ได้ถึงหนึ่งสัปดาห์จึงจะถือว่าโทษของเ้านั้นหามีไม่!”
พลครุฑกล่าวเสร็จก็เดินออกจากโถงทันทีที่ทั้งสองออกไปโถงที่สว่างไสวก็มืดมิดโดยพลัน เสียงวิ๊งๆ ของโดมใสดังแว่วๆเป็จังหวะ
พลันปราณก็เริ่มรับรู้ถึงแรงกดดันภายในโดมที่มหาศาลกว่าในศาลาแรงอัดอากาศที่กดทับจนสามารถทำให้ใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับจะพยายามแยกร่างของเขาออกเป็เสี่ยงๆตั้งใจจะนั่งสมาธิแต่ก็ไม่สามารถกระทำได้ ทุกอิริยาบถถูกแรงกดดันแผ่เข้าทุกอณู...จนร่างกายเกิดความร้อนรุ่มราวเพลิงกาฬ
ทันทีที่เริ่มจะควบคุมความกดดันนั้นได้ก็เกิดแรงลมอัดใส่ร่างซ้ายทีขวาที้าบ้างราวกับถูกหมัดล่องหนซัดใส่อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่สามารถคาดเดาทิศทางได้จนถึงกับใบหน้าแดงฉาน
ถึงกระนั้นเด็กน้อยก็ยังไม่ได้ปลดปล่อยะเิพลังฌานยุทธ์แต่อย่างใดพยายามประคองร่างตัวเองมิให้ล้มเสียหลัก
กว่าสองชั่วโมงที่ปราณถูกแรงดันอากาศอัดกระแทกไปมาแต่ก็ยังไม่ทำให้เด็กชายทรุดกายกองพื้นการฝึกฝนทรหดอดทนยากลำบากในมหาพิภพกลับเป็ผลดีที่ทำให้การจองจำในต่างถิ่นเช่นนี้ไม่ใช่เื่น่าสะพรึงแต่อย่างใด
แต่แล้วจู่ๆปราณก็หัวเราะร่า เขาเริ่มมองเห็นวิธีการฝึกฝนแบบใหม่แล้วจึงหลับตาใช้จิตััแรงกดดันที่ถาโถม...จนในที่สุดปราณก็สามารถหลบแรงอัดอากาศที่กระแทกร่างได้สองถึงสามครั้งแม้ครั้งต่อไปจะไม่รอด แต่ก็เริ่มััแรงกดดันอากาศที่พร้อมพุ่งเข้าหาได้ชัดเจนมากขึ้น
การเคลื่อนไหวในครั้งต่อๆไปจากนี้ มิได้ใช้สายตาแต่ใช้ใจััได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมพอจับทิศทางได้แม้เพียงเล็กน้อยปราณก็กลิ้งหลบบ้างะโบ้าง ย่อตัวเบี่ยงหลบ ใช้ความยืดหยุ่นของร่างกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
การจองจำน่าจะนำความทุกข์ทรมานแต่กลับเป็ความสนุกสนานของเด็กชายจอมอัจฉริยะจากมหาพิภพไปเสียแล้วยิ่งระยะเวลานานเท่าไหร่ ปราณยิ่งกลมกลืนกับสภาวะมากเท่านั้น
ผ่านไปราวหกชั่วโมงตามเวลาของมหาพิภพปราณก็ยังไม่มีทีท่าอ่อนล้าแต่กลับเริ่มจับทิศทางแรงลมอัดปะทะได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจนย่างเข้าสู่ชั่วโมงที่แปดของการจองจำปราณถึงกับหลับตาสาดหมัดใส่แรงลมสวนคืนกลับไปบ้าง...
แรงลมที่ถูกแรงหมัดอัดสวนก็แตกเป็สองเกลียวพุ่งเข้าหาจนปราณโดนอัดกระแทกเข้าอีกจนได้เด็กชายเผยอเปลือกตาเล็กน้อยเริ่มที่จะมีเห็นก้อนลมรางๆ เป็เหมือนหมัดขนาดมหึมาที่ซัดเขาจริงๆ
‘หึ...นี่หรือแรงลมอัดอากาศที่ข้ารู้สึกเหมือนเป็หมัดขนาดมหึมา!....ใช่จริงๆ ด้วย’
พอรู้ว่าสิ่งที่ตนเองคาดเดาไว้นั้นเป็จริงดังว่าแต่ก็แปลกใจที่เหตุใดตนเองถึงมองเห็นแรงลมที่ว่านี้่ที่กำลังคิดอยู่นั่นเองหมัดั์ล่องหนก็สวนเปรี้ยงเข้าปลายคางจนร่างกระเด็นขึ้นเหนืออากาศแล้วการถาโถมของหมัดจำนวนมหาศาลก็เริ่มรุนแรงขึ้นราวกับว่าโมโหการต่อต้านของปราณเสียอย่างนั้น
ร่างกายของปราณเกิดการวูบวาบอีกระลอกแสงออร่าหกมหัศจรรย์เริ่มแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว
“บ้าไปแล้ว!!!...นี่ข้ากำลังจะเลื่อนขั้นอีกแล้วหรือเนี่ย?...”
ความรู้สึกแบบเดิมถาโถมมาอีกครั้งรุนแรงขึ้นชัดเจนคิดไม่ถึงว่าเพียงไม่กี่ชั่วโมงเขาจะทะลุทะลวงขึ้นอีกขั้นแม้จะตื่นแต้นดีใจแต่ตอนนี้กลับต้องเผชิญหน้ากับแรงหมัดอัดอากาศที่ไร้สภาพและยืนหยัดให้ได้โดยที่ตัวเองยังมีสติสมบูรณ์
ทันทีที่คิดเช่นนั้นความวูบวาบในกายก็ยิ่งร้อนรนร่างกายเริ่มดูดซับสภาวะแวดล้อมเข้าสู่กายปราณรู้สึกเหมือนร่างร้อนจนสุดจะกลั้นจำใจต้องกัดฟันทนนั่งขัดสมาธิเพิ่มรวบรวมพลังดูดซับการเลื่อนขั้นอย่างเร่งด่วน
ทันทีที่ปราณเริ่มนั่งเข้าฌานสมาธิจู่ๆ แรงอัดอากาศเ่าั้ก็อันตรธานหายไปทันที เขาพ่นลมหายใจยาวส่ายศีรษะช้าๆ ะโเสียงดังโดยหวังว่าการจองจำของเขาต้องมีผู้รู้เห็นอย่างแน่นอน
“ขอขอบพระคุณพญาเวนไตยที่ช่วยบ่มเพาะพลังฌานยุทธ์ให้ข้าสามารถเลื่อนสู่ขั้นที่๒๕ ครับ!”
แล้วปราณจึงนั่งรวบรวมสมาธิจิตรู้สึกถึงพลังจิตที่ทะยานอย่างเข้มข้นกล้าแข็งจับััสิ่งต่างๆรอบกายได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม แม้ร่างกายจะเหนื่อยหอบแต่กลับมิได้เหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่เพราะการฝึกฝนแบบที่คิดเองนี้ เป็การใช้พลังจิตััและบังคับควบคุมกายเนื้อได้อย่างสมบูรณ์
**********
ทันทีที่ปักษาได้เห็นหลานชายผ่านทางจอั์ที่โถงใหญ่ของพญาเวนไตยก็ถอนหายใจยาวที่จริงแล้วพญาเวนไตยนั้น้าจะลงโทษปราณในแบบที่กล่าวไว้จริงๆ แต่ก็คิดไม่ถึงว่าเด็กน้อยผู้นี้จะใช้การจองจำดังกล่าวในการฝึกฝนจิตััจนบรรลุอีกหนึ่งขั้น
“ฮ่าๆๆๆ...ประเสริฐนัก! เ้ามีหลานที่ประเสริฐและอัจฉริยะจริงๆ!...โดมลงทัณฑ์จองจำไม่เคยมีใครคิดจะฝึกฝนเช่นนี้มาก่อนฮ่าๆๆๆ...ไม่ต่อต้านทั้งยังใช้เป็การฝึกฝนหาได้หวาดหวั่นเกรงกลัวใดๆ ไม่ หากเป็ผู้อื่นโดนเช่นนี้คงกระอักเืตายั้แ่ชั่วโมงแรกแล้วกระมัง!”
ปักษาคุกเข่าลงหนึ่งข้างประนมกรน้อมกายกล่าวอย่างนอบน้อม
“ขอบพระทัยพญาเวนไตยที่เมตตาหลานชายของข้าครับ”
ครั้งแรกที่ปักษาได้เห็นผ่านจอก็อดสงสารปราณไม่ได้แต่ก็จำต้องเงียบกริบไม่ปริปากใดๆเพราะทั้งหมดถือเป็บัญชาของพญาเวนไตย
พอเริ่มเห็นอาการของหลานรักว่ามิได้หวาดกลัวใดๆอีกทั้งยังพยายามจับทิศทางแรงอัดอากาศเ่าั้ได้ก็ลุ้นระทึกจ้องมองหน้าจออย่างยาวนานไม่วางตาจนเมื่อพญาเวนไตยเอ่ยชื่นชมพร้อมทั้งให้โอกาสปราณได้เข้าสมาธิเลื่อนขั้นก็ถอนหายใจยาว
พญาเวนไตยหัวเราะอย่างชอบใจสายตามองจอเห็นเด็กชายนั่งสมาธิดูดกลืนพลังฌานยุทธ์อย่างต่อเนื่องก็พยักหน้าชื่นชม
“ฮ่าๆๆๆ...หาได้เป็เพราะข้าไม่! เกิดจากหลานชายของเ้าต่างหาก ยังเด็กอยู่แท้ๆคิดไม่ถึงว่าเพียงแค่มาเยือนที่นี่จะสามารถเลื่อนขั้นได้อีกสองขั้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นนับว่าเบิกเนตรข้าได้ชัดเจนจริงๆ คงจะดูแคลนบรรดามนุษย์รุ่นใหม่ไม่ได้เสียแล้ว...เมื่อหลานของเ้ากำลังจะเลื่อนขั้นก็จำต้องให้ได้เลื่อนขั้นโดยไม่มีอุปสรรค หาไม่แล้วลมปราณอาจจะแตกซ่านเกิดอัมพาตหรือถึงแก่ชีวิตได้”
แล้วพญาเวนไตยจึงสั่งการให้คอบดูแลปราณให้ดีและหากเลื่อนขั้นสำเร็จให้พาปราณไปยังห้องพัก
“ข้าชักจะชื่นชอบหลานของเ้าเสียแล้วสินะ...ความสามารถสูงกว่าเ้านัก!...ฮ่าๆๆๆ ท่าทางจะคิดนอกตำรามากกว่าเ้าเสียอีก...เออ...เห็นหลานของเ้าแบกศาสตราวุธคู่ขนาดมหึมาเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลาขนาดถูกจองจำเช่นนั้นยังไม่ปลดออก ข้าล่ะสงสัยเสียจริงศาสตราวุธนั่นพิเศษเยี่ยงไร?ไยจึงสะพายหลังทั้งๆ ที่ตัวก็เล็กนิดเดียว”