CHAPTER 06 : ถอยออกมา
“มุก”
“ม่านมุก! ”
“วะ ว่าไง ทำไมต้องเรียกเสียงดังด้วย” ฉันหลุดออกภวังค์เมื่อได้ยินเสียงของป่านเรียก ทั้งที่นั่งอยู่ข้างกันไม่รู้ทำไมจะต้องเรียกเสียงดังด้วย
“แล้วเหม่ออะไรเรียกตั้งนานแล้วไม่ได้ยิน อาจารย์ปล่อยตั้งนานละเนี่ย”
ฉันหันไปมองรอบๆ ก็พบว่าเพื่อนที่เรียนคลาสเดียวกันเริ่มทยอยออกจากห้องกันแล้ว นี่ฉันเหม่อจนไม่รู้เื่ขนาดนี้ได้ยังไง
“กลับบ้านกัน” ฉันบอกพร้อมกับเก็บของใส่กระเป๋าตัวเองไปด้วย
“เป็อะไรหรือเปล่า เธอเป็แบบนี้มาหลายวันแล้วนะ”
มือที่กำลังจะเก็บของเข้ากระเป๋าชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำถามของป่าน
“เปล่าสักหน่อย” ฉันทำตัวปกติพร้อมกับเก็บของชิ้นสุดท้ายใส่กระเป๋าก่อนจะหันไปหาป่านที่ยังนั่งนิ่งพร้อมกับมองมาที่ฉันด้วยสายตาจับผิด
“เธอเหม่อบ่อย ไม่สดใสและไม่ร่าเริง เป็แบบนี้มาเป็อาทิตย์แล้วนะมุก”
สีหน้ากังวลและน้ำเสียงเป็ห่วงของป่านทำให้ฉันอยากจะร้องไห้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินประโยคพวกนี้ พี่มาร์คเองก็เป็ห่วงฉันไม่ต่างกัน ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวฉัน
ไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็อย่างที่ป่านพูดทุกอย่าง ฉันรู้แต่ยังดึงตัวเองกลับมาไม่ได้ คำพูดของพี่ธามในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวฉันราวกับเทปกรอกลับไปกลับมาทั้งที่มันก็ผ่านมาอาทิตย์นึงแล้ว หนึ่งอาทิตย์ที่ไม่ได้เจอพี่ธาม หนึ่งอาทิตย์ที่ต้องคอยหลบหน้า
คำว่าน่ารำคาญที่ออกมาจากคนที่เราชอบมันเจ็บจริงๆ นะ ฉันทำทุกอย่างเพื่อให้พี่ธามหันมาสนใจกันบ้างแต่สิ่งที่ทำไปกลับทำให้อีกคนรำคาญจนคนที่พูดน้อยอย่างพี่ธามพูดมันออกมาได้ขนาดนั้นก็คงจะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ แล้วตัวน่ารำคาญอย่างฉันจะมีหน้าไปเจอเขาได้ยังไง
จะเสนอหน้าไปให้เขารำคาญอีกทำไม
“ฉันไม่เป็ไรจริงๆ อย่าห่วงไปเลยน่า” ฉันบอกพร้อมกับยิ้มให้เพื่อให้ป่านหายห่วง
ฉันไม่เป็ไรจริงๆ ...
“ไม่เป็ไรก็ไม่เป็ไร งั้นกลับบ้านกัน”
ป่านก็ยังเป็เพื่อนที่รู้ใจฉันดีที่สุด รู้ว่าถ้ายังพูดเื่นี้กันต่อไปฉันคงจะร้องไห้ออกมาเดี๋ยวนี้เลย เพราะฉะนั้นเลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยง ฉันเองก็ไม่ได้ปล่อยโฮออกมากลางห้องแบบนี้เหมือนกันถึงคนอื่นจะออกไปจากห้องจนเกือบจะหมดแล้วก็เถอะ
ฉันกับป่านแยกกันตรงป้ายรถเมย์หน้ามหาลัยเพราะไปคนละสายกันป่านกลับหอส่วนฉันก็จะไปหาที่มาร์คที่ผับเฮียเรียวที่บอกจะไปครั้งที่แล้วแต่ไม่ได้ไปนั่นแหละ ่นี้พี่มาร์คไม่ค่อยว่างถ้าไม่เรียนก็จะไปขลุกอยู่ที่ผับ เห็นบอกว่าเฮียเรียวจะไปแล้วพี่มันก็เลยต้องรีบเรียนรู้งาน ทำให้ฉันต้องอาศัยรถประจำทางกลับคอนโดทุกวันเพราะพี่มาร์คไม่ยอมให้กลับแท็กซี่แถมยังจะให้ไปกลับพร้อมพี่ธามด้วยซึ่งฉันไม่มีทางยอมให้เป็แบบนั้นอยู่แล้ว ถ้าเป็เมื่อก่อนฉันคงจะกระโดโลดเต้นด้วยความดีใจแต่ตอนนี้มันไม่ใช่ ฉันยอมลำบากดีกว่าต้องไปทำให้ใครบางคนต้องอึดอัด ฉันไม่สามารถพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ พี่ธามได้อีกต่อไป
ถอยออกมาก่อนคงจะดีที่สุด
ฉันลงจากรถเมย์แล้วมองตึกตรงหน้าที่ดูเหมือนไม่ใช่ผับในตอนบ่ายๆ แบบนี้ มองป้ายชื่อข้างบนเพื่อให้แน่ใจว่ามาไม่ผิด ฉันเปิดประตูเข้าไปก็เห็นแต่พนักงานที่กำลังทำความสะอาดอยู่ ฉันกวาดตามองหาพี่มาร์คแต่ก็ไม่เจอ
“ม่านมุก”
“อ้าวพี่ไต้ฝุ่น สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้พี่คิมที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ที่เป็คนเรียกฉันก่อนจะเดินเข้าไปหา
“ไอ้มาร์คอยู่ชั้นสอง มานั่งรอก่อน”
พี่ไต้ฝุ่นบอกพร้อมกับตบลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆ เบาๆ เพื่อให้ฉันไปนั่ง ฉันมองไปรอบๆ อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่ามีแค่พี่ไต้ฝุ่นคนเดียวที่อยู่ตรงนี้ กลัวว่านอกจากพี่มาร์คแล้วจะมีเพื่อนคนอื่นมาด้วย
“หาอะไรอยู่เหรอ” พี่ไต้ฝุ่นมองตามสายตาฉันอย่างสงสัย ฉันรีบส่ายหัวแล้วนั่งลงข้างๆ พี่เขาทันที
“แล้วทำไมมานั่งดื่มแต่หัววันแบบนี้ล่ะคะ” ฉันถามเพราะเห็นขวดแก้วไวน์อยู่ตรงหน้าพี่เขา
“เบื่อน่ะ เลยตามไอ้มาร์คมาด้วย เฮียเรียวก็เลยเอาไวน์ตัวใหม่มาให้ลอง”
“แล้วพี่มาคนเดียวเหรอ” ถามเพื่อความมั่นใจ
“อือ เลิกเรียนก็หายหัวกันหมด” พี่ไต้ฝุ่นตอบแล้วหรี่ตามองฉันอย่างคนจ้องจะจับผิด ฉันถามอะไรผิดไปหรือไง
“มองมุกแบบนั้นทำไม” สายตาไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด
“ที่ถามเนี่ย เพราะอยากจะเจอใครหรือเปล่า” รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดออกมาจนฉันรู้ได้ในทันทีว่าใครพี่ไต้ฝุ่นพูดถึงเป็ใคร
“เปล่าสักหน่อย”
ฉันไม่ได้อยากเจอและก็รู้ว่าคนที่พี่ไต้ฝุ่นพูดถึงก็คงจะไม่อยากเจอเหมือนกัน ไม่แปลกที่พี่ไต้ฝุ่นจะถามออกมาแบบนั้นในเมื่อทุกคนรู้ว่าฉันชอบพี่ธามมากแค่ไหน แต่ไม่มีใครรู้ว่าระหว่างฉันกับพี่ธามมันเกิดอะไรขึ้น
“ม่าน มานานหรือยัง” ก่อนที่เราจะได้พูดอะไรต่อเสียงของคนที่ฉันมาหาก็ดังขึ้นเสียก่อน
พี่มาร์คเดินลงบันไดเข้ามาหาทันทีที่เห็นว่าฉันนั่งอยู่ ฉันส่ายหัวแทนคำตอบว่าเพิ่งมาได้ไม่นาน
“งานเสร็จแล้วเหรอ” ฉันถามเผื่อว่าจะได้กลับพร้อมกัน
“ยังเลย พี่ว่าจะไปส่งม่านก่อน”
“ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวมุกกลับเองพี่ไปทำงานต่อเหอะ” ฉันแค่จะมาดูผับเฉยๆ แหละ อยากรู้ว่ากิจการในอนาคตของพี่ชายจะเป็ยังไง แถมได้เห็นหน้าตาล้าๆ ของพี่มาร์คแล้วฉันก็ไม่อยากรบกวนด้วย
“พี่ไปส่งดีกว่าม่านอุตส่าห์มาถึงนี่” พี่มาร์คก็ยังเป็พี่มาร์คที่ยังเห็นฉันเป็เด็กอยู่เสมอ
“เดี๋ยวกูไปส่งเอง มึงทำงานของมึงต่อเหอะ” พี่ไต้ฝุ่นที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้น และเหมือนจะเป็ทางเลือกที่ดีพี่ชายฉันจึงพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ไม่เป็ไรพี่ไต้ฝุ่น มุกกลับเองได้” เกรงใจพี่เขาด้วย
“ให้ไอ้ฝุ่นไปส่งนั่นแหละพี่ไม่ยอมให้เรากลับแท็กซี่หรอก เมื่อวานก็มีข่าว...”
“โอเคๆ มุกกลับกับพี่ไต้ฝุ่นก็ได้” ฉันรีบพูดขัดขึ้นก่อนที่พี่มาร์คจะพูดอะไรต่อ เพราะรู้ว่าจะยกข่าวแท็กซี่ฆ่าข่มขืนมาพูดเลยต้องเบรกไว้เพราะพี่มันพูดจนฉันจำได้ทุกประโยคทุกคำแล้ว
“ถึงบ้านแล้วส่งข้อความมาบอกพี่ด้วย”
“ค่าพ่อ”
มีพี่ชายก็เหมือนมีพ่อเพิ่มอีกหนึ่งคน ทำเหมือนฉันเป็เด็กดูแลตัวเองไม่ได้อย่างนั้นแหละ
เมื่อร่ำลากันเสร็จพี่ไต้ฝุ่นก็พาฉันมาที่รถเพื่อที่จะไปส่งอย่างที่รับปากกับพี่มาร์คไป เพราะความเป็ห่วงเกินเหตุถึงได้ทำให้คนอื่นลำบากไปด้วยเนี่ย
“มุกรีบกลับหรือเปล่า” พี่ไต้ฝุ่นถามเมื่อเราออกรถมาได้สักพักแล้ว
“ไม่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พี่อยากให้มุกไปช่วยเลือกของให้แม่พี่หน่อย ใกล้วันเกิดแล้วพี่ไม่รู้จะซื้ออะไรให้ดีมุกเป็ผู้หญิงน่าจะเลือกได้ดีกว่าพี่”
“ได้สิคะ แต่ว่าเลือกแล้วต้องเลี้ยงข้าวมุกด้วยนะ” ฉันพูดทีเล่นทีจริงซึ่งก็ได้เสียงหัวเราะกลับมา ในเมื่อพี่ไต้ฝุ่นพูดมายาวเหยียดขนาดนี้ฉันก็ปฏิเสธไม่ลงหรอก
ดีเสียอีก มีอะไรให้ทำจะได้ไม่ต้องกลับไปอยู่คนเดียวที่คอนโดแล้วต้องคิดมากกับเื่เดิมๆ อีก
“พี่ให้สั่งไม่อั้นเลย”
พี่ไต้ฝุ่นพามาห้างที่พี่มาร์คเคยพามาเราตัดสินใจจะหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยเดินหาของขวัญซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะซื้ออะไร กินคาวก็ต้องกินหวานและแน่นอนว่ามันเป็ร้านที่พี่ชายฉันเคยพามาเช่นกัน ร้านโปรดของใครบางคน
ใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามาในร้านพร้อมกับผู้หญิงอีกคน
“ไอ้ธาม”
คนที่กำลังสบตากับฉัน
เราสองคนสบตากันอย่างไม่ได้ตั้งใจและมันก็เป็ฉันอีกเช่นเคยที่เป็ฝ่ายหลบตา สายตาที่ยังคงมีแต่ความเ็าคู่นั้น ฉันเห็นจนเบื่อแล้วล่ะ
ทั้งสองคนเดินมาหยุดที่โต๊ะที่ฉันนั่งอยู่เมื่อพี่ไต้ฝุ่นเรียกไว้ ฉันทำตัวไม่ถูกทันทีเมื่อคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็อาทิตย์อยู่ๆ ก็มายืนอยู่ตรงหน้าแบบนี้อย่างไม่ทันได้ตั้งตัวและเตรียมใจ แค่เห็นหน้าเหตุการณ์ในวันนั้นก็ลอยเข้าหัวไม่หยุด ทุกคำที่พี่ธามพูดฉันยังจำได้ดี
“พี่ฝุ่นสวัสดีค่ะ”
ฉันมองผู้หญิงที่มากับพี่ธามทักทายพี่ไต้ฝุ่นแล้วหันมายิ้มให้ฉันที่เพียงแค่พยักหน้ากลับไปเท่านั้น มันยิ้มไม่ออก ไม่รู้เป็อะไร แม้จะยังไม่รู้ว่าทั้งสองคนนี้มีความสัมพันธ์กันในรูปแบบไหนแต่จากสรรพนามที่ใช้เรียกพี่ไต้ฝุ่นอย่างสนิทสนมและถึงขั้นพามาร้านโปรดแบบนี้ก็คงจะสำคัญไม่ใช่น้อยเหมือนกัน พี่ธามไม่ชอบขนมที่ฉันเอาไปให้แต่กลับพาผู้หญิงอีกคนมากินถึงร้าน
เจ็บจัง...
รู้ว่าไม่มีสิทธิ์จะมาน้อยใจแต่มันก็ห้ามตัวเองไม่ได้จริงๆ เวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกพวกนี้ออกไปจากใจฉันได้เลยยิ่งมาเห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นแบบนี้หัวใจฉันก็ยิ่งเ็ป ฉันชอบพี่ธามมาสามปีแล้วนะ จะไม่ให้รู้สึกอะไรเลยก็คงจะทำไม่ได้หรอก ฉันไม่ได้เข้มแข็งขนาดนั้น
บางทีกรอบรูปในห้องพี่ธามอาจจะเป็รูปของผู้หญิงคนนี้ก็ได้
“มาทำอะไรกัน” พี่ไต้ฝุ่นถามส่วนฉันใบ้กินไปเรียบร้อยแล้ว ทำเป็เอาโทรศัพท์ออกมาเล่นเพราะไม่รู้จะทำตัวยังไง
“พาลีฟมาซื้อของ”
“นั่งด้วยกันไหมลีฟ” ฉันเงยหน้ามองพี่ไต้ฝุ่นทันทีที่พูดประโยคนั้นออกไป อยากให้ฉันกระอักเืตายหรือยังไงถึงได้ชวนสองคนนี้มานั่งด้วยกัน
ฉันภาวนาของให้เธอตอบปฏิเสธ ถ้าเปลี่ยนคนตอบเป็พี่ธามฉันมั่นใจว่าเขาต้องปฏิเสธแน่นอน ก็ในเมื่อฉันนั่งอยู่ตรงนี้เขาไม่มีทางตอบตกลงหรอก ใครจะอยากอยู่ใกล้คนน่ารำคาญแบบฉันล่ะ
“พี่ธามว่าไงคะ”
“ไม่เป็ไร”
ผิดจากที่ฉันคิดไว้ที่ไหนล่ะ...
“มุก เป็อะไรหรือเปล่า”
อาจจะเป็เพราะว่าฉันเงียบไปพี่ไต้ฝุ่นถึงได้มองมาอย่างสงสัย ฉันส่ายหน้าเป็คำตอบพร้อมกับส่งยิ้มไปให้ ยิ้มทั้งที่ไม่อยากยิ้ม
“ทะเลาะอะไรกับไอ้ธามหรือเปล่า” พี่ไต้ฝุ่นถามพร้อมกับหันไปมองอีกคนที่เพิ่งพูดถึงไป
พี่ธามกับผู้หญิงที่ชื่อลีฟนั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโต๊ะเรา มันไม่ใกล้พอที่จะได้ยินว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน แต่มันก็ไม่ไกลพอที่จะไม่เห็นสายตาอ่อนโยนคู่นั้น สายตาที่มอบให้กับผู้หญิงตรงหน้า สายตาที่ฉันไม่เคยได้รับ
“ไอ้ธามกับบีลีฟรู้จักกันมาั้แ่เด็กน่ะ” พี่ไต้ฝุ่นยังคงพูดต่อเมื่อฉันเอาแต่เงียบ “มันคิดกับลีฟแค่น้องสาวเท่านั้นแหละ”
“มุกไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” ฉันละสายตาจากพี่ธามเมื่ออีกฝ่ายเหมือนรู้ตัวว่าถูกมองอยู่ถึงได้หันมาสบตากับฉันจนได้
แต่มันก็แค่แปบเดียว
แม้พี่ไต้ฝุ่นจะพูดให้เพื่อให้ฉันสบายใจแต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด อยากจะออกไปจากตรงนี้เพื่อที่จะไม่เห็นภาพที่ทำให้ตัวเองบอบช้ำไปมากกว่านี้
“มีปัญหากันจริงๆ สินะ” มันไม่ใช่ประโยคคำถามแต่พี่ไต้ฝุ่นพูดออกมาเพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็อย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ
“แล้วตกลงพี่จะซื้ออะไรให้แม่เนี่ย” ฉันพาเปลี่ยนเื่อย่างหน้าด้านๆ เพราะไม่อยากพูดถึงมันอีกและไม่อยากให้พี่ไต้ฝุ่นต้องมารู้สึกไม่ดีไปด้วยทั้งๆ ที่เื่ทั้งหมดมันเกิดจากตัวฉันเองทั้งนั้น
“เราเนี่ยน้า หน้าที่นั้นพี่ยกให้มุกไปแล้วนะ เลือกได้ตามสบายเลย” และก็ต้องขอบคุณพี่ไต้ฝุ่นที่ยอมตามน้ำไปกับฉันด้วย ถึงแม้ตอนแรกจะส่ายหัวใส่ฉันก็เถอะ
Rrrrrrrr
เสียงโทรศัพท์ของพี่ไต้ฝุ่นดังขึ้นก่อนที่เ้าตัวจะกดรับทันทีเมื่อเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา
“ครับแม่”
“ […] ”
“ว่าไงนะครับ! ทำไมถึงเป็แบบนั้นไปได้” น้ำเสียงใปนกังวลทำให้ฉันอดที่จะสนใจไม่ได้
“ […] ”
“เดี๋ยวผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันถามเมื่อพี่ไต้ฝุ่นวางสายแล้ว
“วันนี้เราคงไม่ได้ซื้อของแล้วล่ะ แม่พี่โทรมาบอกว่าพ่อตกบันไดตอนนี้อยู่โรงพยาบาล” ท่าทางร้อนรนของคนตรงหน้าทำให้ฉันกังวลตามไปด้วยเลย
“ถ้าอย่างนั้นพี่รีบไปเถอะค่ะ”
“เดี๋ยวพี่ไปส่งมุกก่อน”
“ไม่เป็ไรค่ะ มุกกลับเองได้พี่รีบไปเถอะ” พ่อเขาอยู่โรงพยาบาลจะให้ฉันรบกวนได้ยังไงล่ะ
“แต่...”
“ไม่มีแต่ค่ะ มุกโตแล้วนะอย่าทำเหมือนมุกเป็เด็กเหมือนพี่มาร์คสิ”
“เอางั้นก็ได้ อย่าทำหน้างอแบบนั้นน่า” พี่ไต้ฝุ่นเอามือมายีหัวจนฉันทำหน้างอมากกว่าเดิมเพราะผมมันยุ่งไปหมดแล้วน่ะสิ
“รีบไปจ่ายเงินเลย มุกไม่หารด้วย”
“สบายมากครับ” พี่ไต้ฝุ่นบอกพร้อมกับตบกระเป๋าสตางค์ที่อยู่ในกระเป๋าตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์อย่างรีบร้อน
ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางของพี่ไต้ฝุ่น ถึงแม้ภายนอกอาจะดูน่ากลัวและเข้าถึงยากแต่พอได้รู้จักจริงๆ เขาเป็คนที่อบอุ่นมากเลยนะ อยู่ด้วยแล้วฉันสบายใจราวกับเป็พี่แท้ๆ อีกคนเลย ถ้าเปลี่ยนมาชอบพี่ไต้ฝุ่นได้ก็คงจะดี เขาคงจะทำให้ยิ้มได้ต่างจากตอนนี้ที่รอยยิ้มของฉันค่อยๆ หายไปเมื่อหันไปสบตากับใครอีกคนที่มองฉันอยู่ก่อนแล้ว ไม่รู้ว่าพี่ธามมองมาั้แ่ตอนไหนแต่ฉันก็ทำเป็ไม่สนใจแล้วเดินตามพี่ไต้ฝุ่นออกไป
ทนมองไม่ได้ต่างหาก
“แน่ใจนะว่าจะไม่ให้พี่ไปส่งจริงๆ” พี่ไต้ฝุ่นถามย้ำอีกครั้งเมื่อจ่ายเงินเสร็จแล้ว
“ค่ะ มุกว่าจะเดินดูของก่อนด้วย” ไหนๆ ก็มาแล้วก็ขอเดินเที่ยวหน่อยแล้วกัน กลับห้องไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี เผลอๆ อาจจะต้องคิดมากเพราะใครบางคนอีก
“ไอ้มาร์ครู้มันต้องด่าพี่หูชาแน่ๆ” หน้าตาสยดสยองของพี่ไต้ฝุ่นทำให้ฉันขำมาอีกแล้ว นึกตอนที่พี่มาร์คบ่นออกเลย พวกเพื่อนเขาคงต้องเอือมมากแน่ๆ ผู้ชายอะไรไม่รู้ขี้บ่นเป็ผู้หญิงเลย
“พี่ไม่บอกมุกไม่บอกพี่มาร์คก็ไม่รู้หรอก”
“ตามนั้น พี่ไปก่อนแล้วกันขอโทษที่ไม่ได้ไปส่ง ไว้คราวหน้าพี่พามาเลี้ยงอีกนะ”
“ค่า ขอให้คุณพ่อหายเร็วๆ นะคะ”
ฉันโบกมือให้พี่ไต้ฝุ่นที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจนลับตาก่อนจะไปเดินช็อปอย่างที่บอกไป หาอะไรทำแก้เซ็งคงจะดีกว่ากลับไปฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว หลายวันมานี้ฉันเอาแต่ขลุกอยู่ในห้องไม่ได้ออกไปไหนนอกจากมหาวิทยาลัยเลย
ฉันออกมาเรียกแท็กซี่หน้าห้างเมื่อได้ของติดไม้ติดมือมาพอสมควรแล้ว ขอแอบขึ้นแท็กซี่สักวันเถอะอยากนั่งสบายๆ โดนไม่ต้องไปเบียดกับคนอื่นบ้าง พอออกมาก็พบว่าคนเยอะมากฉันจึงนั่งรอให้คนหมดก่อนจะให้ไปแย่งกับคนอื่นก็ไม่ใช่เื่ คิดถูกจริงๆ ที่ไม่นั่งรถเมย์กลับไม่งั้นคงโดนอัดเป็ปลากระป๋องแน่เลย
สายตาทอดมองไปยังถนนที่มีรถสัญจรไปมา แต่ก็ต้องสะดุดกับรถออดี้สีดำอันคุ้นเคย คันที่ทำให้ฉันเกือบจะทำให้ฉันหัวใจวายเมื่อเช้านี้ ถึงฟิล์มกระจกจะทึบจนมองไม่เห็นข้างในแต่พอจะเดาออกว่าที่นั่งข้างคนขับนั้นไม่ได้ว่าง ที่ๆ ฉันเคยนั่งนั้นมีอีกคนนั่งอยู่
ฉันกลับมาถึงคอนโดในเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแต่ส่งข้อความไปบอกพี่มาร์คว่าถึงห้องั้แ่ห้าโมงครึ่งแล้ว ไม่ได้อยากโกหกแต่ไม่อยากให้พี่มันเป็ห่วงจนเกินเหตุ
“รอด้วยค่ะ” ฉันะโบอกคนที่อยู่ในลิฟต์เมื่อเห็นว่าประตูลิฟต์กำลังจะปิด โชคดีที่คนข้างในได้ยินฉันจึงไม่ต้องรอให้ลิฟต์ลงมาอีกรอบ
“ขอบคะ...” คำขอบคุณที่กำลังจะพูดออกไปเมื่อตัวเองมาอยู่ในลิฟต์แล้วถูกกลืนลงไปเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว
คนใจร้ายที่ไม่อยากเจอ
“ขอบคุณค่ะ” ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่อยากถูกมองว่าเสียมารยาทถึงได้พูดออกไปและย้ายตัวเองให้มายืนอยู่ชิดผนังอีกฝั่งหนึ่ง
ฉันยืนอยู่ฝั่งซ้ายส่วนที่ธามยืนอยู่ฝั่งขวา ฉันไม่รู้ว่าเขาจะมองฉันด้วยสายตาแบบไหนเพราะฉันไม่กล้าหันไปมอง พยายามทำตัวเองให้เป็อากาศมากที่สุด เป็ครั้งแรกที่การอยู่ใกล้พี่ธามทำให้ฉันอึดอัด มันไม่ได้อึดอัดเพราะความเงียบอย่างที่เคยเป็แต่มันเกิดจากคนที่อยู่ข้างๆ ต่างหาก ไม่เคยรู้สึกว่าลิฟต์มันช้าขนาดนี้มาก่อนเลยอยากออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ความอึดอัดและความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมามันตีขึ้นมาจนจุกในอกไปหมด ทั้งที่เื่มันก็ผ่านมาเป็อาทิตย์แล้วแต่คำพูดของพี่ธามในวันนั้นก็ยังไม่หลุดออกไปจากหัวสักที
‘หยุดทำตัวแบบนี้สักที’
‘ไม่รู้ตัวบ้างหรือไง’
‘ว่ามันน่ารำคาญแค่ไหน’
มันคอยตอกย้ำว่าเวลาสามปีที่ฉันเฝ้ารอมันสิ้นหวัง มันไปต่อไม่ได้เพราะมีแต่ฉันที่รู้สึกอยู่ฝ่ายเดียว คนที่เสียใจก็มีแค่ฉันคนเดียว ต่อให้พยายามมากกว่านี้ก็คงจะเปล่าประโยชน์ ความเ็าของพี่ธามที่ตัวเองมั่นใจว่าจะเอาชนะมันได้ก็ต้องแพ้ให้กับผู้หญิงคนอื่น คนที่ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องคอยเรียกร้องความสนใจเพื่อจะมีตัวตนในสายตาของเขา
ติ๊ง!
ฉันก้าวออกจากลิฟต์ทันทีเมื่อประตูเปิดออก แค่ต้องออกไปจากตรงนี้ ก่อนที่น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้จะไหลออกมาให้ใครได้เห็น คนที่เป็สาเหตุของน้ำตาพวกนี้ อดทนมาได้ตั้งหลายวันทำไมต้องมาอ่อนแอเพียงเพราะเห็นหน้าเขาด้วย แต่ยังไม่ทันจะถึงห้องตัวเองแขนข้างขวาก็ถูกใครบางคนดึงไว้เสียก่อน ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็ใคร
“เธอทำของตก”
ฉันเอามือเช็ดน้ำตาออกลวกๆ ก่อนจะหันไปเพราะไม่อยากให้พี่ธามเห็นมัน ไม่อยากดูน่าสมเพชในสายตาเขาไปมากกว่านี้แล้ว แค่หันกลับไปเอาของก็จบ
แต่มันไม่ได้เป็แบบนั้นเมื่อพี่ธามไม่ยอมปล่อยถุงกระดาษที่ฉันทำตกไว้ในมือให้ฉัน ไม่ว่าฉันจะดึงยังไงเขาก็ไม่ยอมปล่อยจนฉันต้องเงยหน้าขึ้นไปมองอย่างไม่เข้าใจ
“ปะ ปล่อยด้วยค่ะ” ฉันบอกพร้อมกับหลุบตาลงต่ำเพราะไม่อยากสบตากับพี่ธามที่มองอยู่ก่อนแล้ว
“ร้องไห้ทำไม” น้ำเสียงราบเรียบที่เอ่ยออกมาเกือบจะทำให้น้ำตาฉันทะลักออกมาแต่ก็ต้องกักเก็บมันไว้ อีกไม่กี่ก้าวก็จะถึงห้องแล้ว ถึงตอนนั้นจะร้องออกมาแค่ไหนก็ได้
“ปล่อย” ฉันไม่ตอบและพยายามดึงของของตัวเองออกมาจากมือของพี่ธาม
ไม่เข้าใจว่าทำแบบนี้ทำไม ทุกทีก็ไม่เห็นจะเคยสนใจแล้วทำไมตอนนี้ต้องทำเหมือนใส่ใจกันด้วย ที่ร้องไห้ก็เพราะเขาเองไม่รู้ตัวบ้างหรือไง
“ตอบมาแล้วฉันจะปล่อย” ไม่พูดเปล่าแต่ยังกระชากถุงกระดาษให้หลุดออกจากมือฉันแล้วเอาไปไว้ข้างหลังอีกด้วย
“ขอของหนูคืนด้วย” ฉันสูดลมหายใจเข้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปเผชิญหน้ากับพี่ธามด้วยความไม่เข้าใจ
พี่ธามยังคงมองหน้าฉันนิ่งด้วยสายตาที่ฉันเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ มันไม่ได้มีแต่ความเ็าอย่างที่เคยได้รับอยู่ตลอดเวลา
“หนูไม่ได้เป็อะไร เพราะฉะนั้นขอของของหนูคืนด้วยค่ะ” ฉันบอกอย่างใจเย็นเพราะอยากจะไปจากตรงนี้ให้เร็วๆ เพราะถ้าช้ากว่านี้ฉันคงไม่ได้มายืนปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้ร้องไห้อยู่แบบนี้
ฉันอาจจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าพี่ธามถ้าเขายังทำเหมือนเป็ห่วงฉันแบบนี้ แค่ยอมมาพูดกับฉันมันก็เหมือนกำแพงในใจที่ฉันพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองพังลงมาหมดแล้ว แค่เขามาทำเหมือนเป็ห่วงฉันก็เหมือนจะลืมคำพูดที่ทำร้ายจิตใจฉันในวันนั้น ลืมว่าวันนี้เขาอยู่กับผู้หญิงอีกคน และลืมไปว่าฉันไม่สามารถหนีความรู้สึกที่อยู่กับมันมาตลอดสามปีได้เลย
พี่ธามยังคงมีผลต่อหัวใจของฉันเสมอ
“น้ำตาเธอไหล”
ห้ามไม่ได้อีกต่อไป...
ฉันปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาอย่างไม่คิดจะเก็บไว้อีก ไม่รู้สาเหตุมันมาจากอะไร มันแค่อยากร้องออกมา ระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
“ทำไมต้องมาทำเหมือนใส่ใจกันด้วย” จะเห็นฉันร้องไห้หรือจะเป็อะไรก็ปล่อยผ่านไปไม่ได้หรือไง ทุกทีก็ไม่เห็นสนใจความรู้สึกของฉันอยู่แล้ว ทำไมต้องมาถามต้องมาทำให้ฉันคิดว่าเขาใส่ใจด้วย
“รำคาญหนูแล้วมายุ่งกับหนูทำไม ฮึก”
“...”
“ทำไมต้องทำเหมือนเป็ห่วงด้วย” ฉันยอมถอยออกมาก้าวนึงแล้วแล้วจะก้าวเข้ามาหาฉันอีกทำไม ไม่รู้หรือไงว่าการก้าวออกมาแต่ละก้าวมันยากเย็นแค่ไหน
“เป็ห่วง...”
เหมือนหัวใจที่กำลังห่อเหี่ยวได้รับน้ำมาช่วยให้มันมีแรงเต้นต่อไปเมื่อได้ยินเพียงคำสั้นๆ หนึ่งคำ
“...ในฐานะน้องสาวเพื่อน”
แล้วมันก็โดนเหยียบโดยคนคนเดียวกัน โดนเหยียบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคนคนเดิม
“พี่โคตรใจร้ายเลย” จะต้องให้ฉันเจ็บอีกแค่ไหนถึงจะพอ ต้องเสียใจแค่ไหนฉันถึงจะเลิกชอบเขาได้สักที
“ถ้าอย่างนั้นก็เลิกชอบไปสิ” ริมฝีปากที่คอยแต่จะพ่นคำพูดร้ายกาจเอ่ยออกมาราวกับสิ่งที่บอกให้ทำนั้นเป็เื่ง่าย
“ถ้ามันทำได้ง่ายๆ หนูคงไม่ชอบพี่มาตลอดสามปีหรอก”
ถ้ามันง่ายฉันคงจะทำไปตั้งนานแล้ว ไม่รอให้เขามาทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้หรอก ถ้ามันเลือกได้ ฉันก็คงไม่เอาหัวใจของตัวเองมาให้เขาเหยียบเล่นให้มันเ็ปขนาดนี้
-TBC-