แต่ลูกสาวของมันกลับได้ไปร่ำเรียนถึงต่างประเทศได้ใช้ชีวิตเลิศหรูอยู่ในวงสังคมชั้นสูง ทั้งๆที่มันก็เป็เงินของคุณพ่อฉันทั้งนั้น”
เตชพนธ์ระบายออกมาด้วยความเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกมานานกว่าสิบปี
“คุณเต้ครับ เื่การเสียชีวิตของคุณท่านกับคุณผู้หญิงนั้น...”
ครรชิตพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกอีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาทันที
“อย่าบอกน่ะ ว่าครรชิตเชื่อว่ามันเป็อุบัติเหตุจริงๆแต่ถึงครรชิตจะเชื่อ แต่ฉันก็ไม่เชื่อด้วยเด็ดขาด ฉันเชื่อว่ามันเป็เพราะคุณพ่อเอาเพื่อนสันดานงูเห่ามาเลี้ยงไว้ในบ้านต่างหากเมื่อมันสบโอกาสก็แว้งกัดเอาได้”
ชายหนุ่มกัดฟันพูดอย่างเคียดแค้น
บิดาของเขาคือนายเตชินณ์เป็เ้าของบริษัทผลิตและส่งออกอุปกรณ์ไอทีชื่อดังระดับประเทศ ซึ่งเขาก่อร่างสร้างมันขึ้นมาด้วยมันสมองและสองมือของเขาเองและเมื่อสิบแปดปีก่อน ตอนที่เตชพนธ์พึ่งจะมีอายุได้เพียงสิบเอ็ดปี นายเตชินณ์ก็ได้ให้ความช่วยเหลืออดีตเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนหนึ่งซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ชื่อเรืองฤทธิ์ เขาทำธุรกิจอยู่ที่นั้นแต่ก็ล้มละลายจนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว จึงได้หอบครอบครัวเข้ามาที่กรุงเทพ นายเตชินณ์จึงให้ความช่วยเหลือให้เข้าทำงานในบริษัทของตนในตำแหน่งรองประธานและให้ทั้งครอบครัวพักอาศัยอยู่ที่บ้านของตนด้วย
แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เพียงประมาณหกปี นายเตชินณ์กับภรรยาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำตกลงมาจากทางด่วน ซึ่งจากการตรวจสอบของเ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีสาเหตุมาจากสายเบรกขาด ซึ่งมันเป็สาเหตุที่ค้านกับความรู้สึกของเตชพนธ์เป็อย่างมากเพราะรถคันนั้นเป็รถที่ค่อนข้างใหม่ และที่สำคัญครรชิตซึ่งเป็คนสนิทของนายเตชินณ์ก็พึ่งได้เอารถออกมาจากอู่ตรวจเช็คสภาพได้เพียงสองวันเท่านั้น
แต่เตชพนธ์ในวัยสิบเจ็ดปีเชื่อว่าบิดามารดาของตนถูกฆาตกรรมโดยนายเรืองฤทธิ์ผู้เป็เพื่อนสนิทของท่านนั้นเองแต่เขาก็ไม่มีปัญญาไปเอาผิดใครได้เพราะไม่มีหลักฐานแน่ชัดและอีกเหตุผลที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อของเขาก็คือ หลังงานศพผ่านไปได้เพียงวันเดียวนายเรืองฤทธิ์ก็มาบอกกับเขาว่า บิดาของเขาได้ขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มีทั้งบริษัทและบ้านที่อยู่นั้นให้แก่ตนไปจนหมดแล้ว
เตชพนธ์ไม่อยากเชื่อเลยว่านั้นคือสิ่งที่บิดาของเขาได้ทำลงไปจริงๆเขารู้จักบิดาของตนดีว่าท่านรักสมบัติทุกชิ้นของท่านมาก ท่านบอกว่าจะเก็บไว้เป็สมบัติของวงศ์ตระกูล ไม่มีเหตุผลอะไรที่ท่านจะต้องขายมันไปจนหมดทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้น ครั้นเมื่อเขาถามนายเรืองฤทธิ์ถึงเงินที่น่าจะเป็จำนวนมหาศาลหากว่าบิดาได้ขายทุกอย่างไปหมดจริงๆนายเรืองฤทธิ์ก็บอกว่าบิดาของเขาได้นำไปเล่นการพนันจนหมดไปก่อนหน้านี้แล้วนี่ยิ่งเป็สิ่งที่เป็ไปได้ เพราะบิดาของเขาเกลียดการพนันทุกชนิดอย่างกับอะไรดีท่านไม่แม้แต่สูบบุหรี่หรือว่าดื่มเหล้า แต่เขาก็ไม่มีปัญญาไปหาหลักฐานมาโต้แย้งอะไรกับนายเรืองฤทธิ์ได้เพราะอายุยังน้อยเกินไปและยังไม่เคยเข้าไปรับรู้อะไรเกี่ยวกับงานในธุรกิจของบิดาสุดท้ายเขาก็ถูกไล่ออกมาจากบ้านของตัวเอง ตอนนั้นสิ่งที่เขานำติดตัวมาได้ก็คือรถเก๋งคันเก่าของผู้เป็บิดาที่ท่านใช้มาั้แ่รุ่นหนุ่มและท่านยังเก็บไว้ในสภาพที่ใช้งานได้ พร้อมกับเงินสดส่วนตัวอีกไม่กี่แสนบาท เขาออกมาอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆเก่าๆของมารดาที่ถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้นานแล้ว จากนั้นเขาก็ต้องดิ้นรนชนิดปากกัดตีนถีบเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ทั้งๆที่ก็ไม่เคยต้องลำบากมาก่อนโชคดีที่มีครรชิตตามมาอยู่เป็เพื่อน ทั้งๆที่ตอนนั้นตัวเขาก็ไม่มีปัญญาจ่ายเงินเดือนให้กับครรชิตเลย แต่ครรชิตก็เต็มใจอยู่กับเขา เป็เพื่อน เป็ที่ปรึกษาและคอยดูแลเขา เขาจึงเห็นครรชิตไม่ต่างอะไรกับคนในครอบครัว เขาและครรชิตได้นำเงินที่ติดตัวมาไปลงทุนเปิดร้านอาหารเล็กๆขึ้นแห่งหนึ่งโดยทั้งสองคนร่วมกันทำทุกหน้าที่ในร้านและร้านของเขาเปิดั้แ่ห้าโมงเช้าจนถึงสี่ทุ่ม ทำให้มีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง
“หมายความว่าผมคงห้ามคุณเต้ไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ”
ครรชิตกล่าวขึ้นอย่างรู้ถึงนิสัยของชายหนุ่มดี
“อย่าห้ามฉันเลยครรชิต”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างตัดสินใจ
“งั้นผมขอเตือนคุณเต้ไว้หน่อยก็แล้วกัน ว่าก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไปนั้นก็ขอให้คิดให้รอบคอบ นึกถึงตัวเองและผลกระทบที่จะตามมาไว้ให้มากๆและอย่าลืมว่ายังมีผมอีกคนที่คอยเป็ห่วงคุณอยู่”
“ขอบใจมากครรชิต ฉันไม่มีวันลืมเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันแน่”
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“ตื่นแต่เช้าจังเลยค่ะ คุณหนู”