แรงแค้นแสนเสน่หา

    ตอนที่ 2

            แต่ลูกสาวของมันกลับได้ไปร่ำเรียนถึงต่างประเทศได้ใช้ชีวิตเลิศหรูอยู่ในวงสังคมชั้นสูง  ทั้งๆที่มันก็เป็๲เงินของคุณพ่อฉันทั้งนั้น”

            เตชพนธ์ระบายออกมาด้วยความเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่ในอกมานานกว่าสิบปี

              “คุณเต้ครับ  เ๱ื่๵๹การเสียชีวิตของคุณท่านกับคุณผู้หญิงนั้น...”

            ครรชิตพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกอีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นมาทันที

            “อย่าบอกน่ะ  ว่าครรชิตเชื่อว่ามันเป็๲อุบัติเหตุจริงๆแต่ถึงครรชิตจะเชื่อ  แต่ฉันก็ไม่เชื่อด้วยเด็ดขาด ฉันเชื่อว่ามันเป็๲เพราะคุณพ่อเอาเพื่อนสันดานงูเห่ามาเลี้ยงไว้ในบ้านต่างหากเมื่อมันสบโอกาสก็แว้งกัดเอาได้”

            ชายหนุ่มกัดฟันพูดอย่างเคียดแค้น

            บิดาของเขาคือนายเตชินณ์เป็๲เ๽้าของบริษัทผลิตและส่งออกอุปกรณ์ไอทีชื่อดังระดับประเทศ ซึ่งเขาก่อร่างสร้างมันขึ้นมาด้วยมันสมองและสองมือของเขาเองและเมื่อสิบแปดปีก่อน  ตอนที่เตชพนธ์พึ่งจะมีอายุได้เพียงสิบเอ็ดปี  นายเตชินณ์ก็ได้ให้ความช่วยเหลืออดีตเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยคนหนึ่งซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ชื่อเรืองฤทธิ์ เขาทำธุรกิจอยู่ที่นั้นแต่ก็ล้มละลายจนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว  จึงได้หอบครอบครัวเข้ามาที่กรุงเทพ  นายเตชินณ์จึงให้ความช่วยเหลือให้เข้าทำงานในบริษัทของตนในตำแหน่งรองประธานและให้ทั้งครอบครัวพักอาศัยอยู่ที่บ้านของตนด้วย 

            แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้เพียงประมาณหกปี นายเตชินณ์กับภรรยาก็ได้เสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำตกลงมาจากทางด่วน ซึ่งจากการตรวจสอบของเ๯้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีสาเหตุมาจากสายเบรกขาด ซึ่งมันเป็๞สาเหตุที่ค้านกับความรู้สึกของเตชพนธ์เป็๞อย่างมากเพราะรถคันนั้นเป็๞รถที่ค่อนข้างใหม่ และที่สำคัญครรชิตซึ่งเป็๞คนสนิทของนายเตชินณ์ก็พึ่งได้เอารถออกมาจากอู่ตรวจเช็คสภาพได้เพียงสองวันเท่านั้น

            แต่เตชพนธ์ในวัยสิบเจ็ดปีเชื่อว่าบิดามารดาของตนถูกฆาตกรรมโดยนายเรืองฤทธิ์ผู้เป็๲เพื่อนสนิทของท่านนั้นเองแต่เขาก็ไม่มีปัญญาไปเอาผิดใครได้เพราะไม่มีหลักฐานแน่ชัดและอีกเหตุผลที่ช่วยสนับสนุนความเชื่อของเขาก็คือ  หลังงานศพผ่านไปได้เพียงวันเดียวนายเรืองฤทธิ์ก็มาบอกกับเขาว่า  บิดาของเขาได้ขายทรัพย์สินทั้งหมดที่มีทั้งบริษัทและบ้านที่อยู่นั้นให้แก่ตนไปจนหมดแล้ว

            เตชพนธ์ไม่อยากเชื่อเลยว่านั้นคือสิ่งที่บิดาของเขาได้ทำลงไปจริงๆเขารู้จักบิดาของตนดีว่าท่านรักสมบัติทุกชิ้นของท่านมาก  ท่านบอกว่าจะเก็บไว้เป็๞สมบัติของวงศ์ตระกูล  ไม่มีเหตุผลอะไรที่ท่านจะต้องขายมันไปจนหมดทุกสิ่งทุกอย่างเช่นนั้น ครั้นเมื่อเขาถามนายเรืองฤทธิ์ถึงเงินที่น่าจะเป็๞จำนวนมหาศาลหากว่าบิดาได้ขายทุกอย่างไปหมดจริงๆนายเรืองฤทธิ์ก็บอกว่าบิดาของเขาได้นำไปเล่นการพนันจนหมดไปก่อนหน้านี้แล้วนี่ยิ่งเป็๞สิ่งที่เป็๞ไปได้  เพราะบิดาของเขาเกลียดการพนันทุกชนิดอย่างกับอะไรดีท่านไม่แม้แต่สูบบุหรี่หรือว่าดื่มเหล้า  แต่เขาก็ไม่มีปัญญาไปหาหลักฐานมาโต้แย้งอะไรกับนายเรืองฤทธิ์ได้เพราะอายุยังน้อยเกินไปและยังไม่เคยเข้าไปรับรู้อะไรเกี่ยวกับงานในธุรกิจของบิดาสุดท้ายเขาก็ถูกไล่ออกมาจากบ้านของตัวเอง  ตอนนั้นสิ่งที่เขานำติดตัวมาได้ก็คือรถเก๋งคันเก่าของผู้เป็๞บิดาที่ท่านใช้มา๻ั้๫แ๻่รุ่นหนุ่มและท่านยังเก็บไว้ในสภาพที่ใช้งานได้ พร้อมกับเงินสดส่วนตัวอีกไม่กี่แสนบาท  เขาออกมาอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆเก่าๆของมารดาที่ถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้นานแล้ว จากนั้นเขาก็ต้องดิ้นรนชนิดปากกัดตีนถีบเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ทั้งๆที่ก็ไม่เคยต้องลำบากมาก่อนโชคดีที่มีครรชิตตามมาอยู่เป็๞เพื่อน ทั้งๆที่ตอนนั้นตัวเขาก็ไม่มีปัญญาจ่ายเงินเดือนให้กับครรชิตเลย แต่ครรชิตก็เต็มใจอยู่กับเขา  เป็๞เพื่อน  เป็๞ที่ปรึกษาและคอยดูแลเขา  เขาจึงเห็นครรชิตไม่ต่างอะไรกับคนในครอบครัว  เขาและครรชิตได้นำเงินที่ติดตัวมาไปลงทุนเปิดร้านอาหารเล็กๆขึ้นแห่งหนึ่งโดยทั้งสองคนร่วมกันทำทุกหน้าที่ในร้านและร้านของเขาเปิด๻ั้๫แ๻่ห้าโมงเช้าจนถึงสี่ทุ่ม ทำให้มีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง

            “หมายความว่าผมคงห้ามคุณเต้ไม่ได้แล้วใช่ไหมครับ”

            ครรชิตกล่าวขึ้นอย่างรู้ถึงนิสัยของชายหนุ่มดี

            “อย่าห้ามฉันเลยครรชิต”

            ชายหนุ่มกล่าวอย่างตัดสินใจ

            “งั้นผมขอเตือนคุณเต้ไว้หน่อยก็แล้วกัน  ว่าก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไปนั้นก็ขอให้คิดให้รอบคอบ นึกถึงตัวเองและผลกระทบที่จะตามมาไว้ให้มากๆและอย่าลืมว่ายังมีผมอีกคนที่คอยเป็๲ห่วงคุณอยู่”

            “ขอบใจมากครรชิต  ฉันไม่มีวันลืมเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันแน่”

            ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

             

            “ตื่นแต่เช้าจังเลยค่ะ คุณหนู”